แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 12
1

ยอ
ชื่อสมุนไพร  ยอ
ชื่ออื่น/ขื่อแคว้น  ยอบ้าน (ภาคกึ่งกลาง) , มะตาเสื่อ (ภาคเหนือ) , แยใหญ่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , Noni (ฮาวาย) , Meng kudu (มาเลเซีย) , Ach (ฮินดู)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Morinda citrifolia
ชื่อสามัญ  Indian mulberry
ตระกูล  Rubiaceae
ถิ่นเกิด   ลูกยอ Morinda citrifolia คือผลไม้เขตร้อนพบบ่อยบันทึกว่ามีการกินลูกยอเป็นของกินมานานกว่า 2000 ปี แล้ว โดยยอเป็นพืชประจำถิ่นในแถบโพลีนีเซียตอนใต้ (Polynesia) รวมทั้งได้แพร่ขยายไปยังประเทศต่างๆโดยมีตำนานว่า คนภายในอดีตกาล (ที่ปัจจุบันนี้เรียกกันว่าขาว เฟร้นซ์ โพลินีเซีย (French Polynesia) ซึ่งอยู่ในแถบตอนใต้ของห้วงสมุทรแปซิฟิก พวกเขาได้เดินทางจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งโดยเรือแคนูแล้วก็ได้นำพืชศักดิ์สิทธิ์จากหมู่เกาะเดิมของพวกเขามาด้วย พืชนั้นเป็นของกินขึ้นรากฐานที่เสริมสร้างส่วนต่างๆของร่างกายแล้วก็เพื่อเป็นยารักษาโรค ซึ่งใช้ตกทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนโบราณรุ่นแล้วรุ่นเล่า ได้ช่วยกันบันทึกและจดจำถัดมายังลูกหลานว่าผลของต้นโนนิช่วยบำบัดรักษาลักษณะการป่วยเบื้องต้นได้ โดยชาวโพลิเนเซียน ชาวจีน แขก รู้จักใช้ประโยชน์จากลูกยอมานานแล้ว ส่วนการแพร่ระบาดประเภทของยอนั้นมีสาเหตุจากถูกนำประจำตัวเข้าไปยังหมู่เกาะแปซิฟิกตอนใต้ โดยบรรดาผู้หลบภัย แล้วก็มันสามารถงอกงามก้าวหน้าในดินภูเขาไฟที่ไม่มีมลภาวะ แล้วก็มีการแพรกระจายพันธุ์ไปยังดินแดนใกล้เคียง
แม้กระนั้นอีกตำราเรียนหนึ่งระบุว่าเป็นไม้พื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้กระนั้นมีผู้น าไปแพร่พันธุ์กระทั่งกระจายไปทั่วประเทศอินเดีย แล้วก็ตามหมู่เกาะต่างๆในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิกและก็หมู่เกาะอินดัสตะวันตก ต้นยอขึ้นได้ทั้งในป่าทึบหรือตามชายฝั่งทะเลที่เป็นโขดเขาหรือพื้นทราย ต้นโตเต็มที่เมื่ออายุครบ 18 เดือน และจะออกผล
ซึ่งในขณะนี้พืชประเภทนี้เป็นที่รู้จักกันทั้งโลก ในประเทศไทยรู้จักกันในชื่อ “ยอ” ในประเทศมาเลเซียรู้จักกันในชื่อ “เมอกามอง” (Mergadu) ในทวีปเอเชียได้เรียกว่า “นเฮา” (Nhau) แถบหมู่เกาะตอนใต้ของห้วงมหาสมุทรแปซิฟิคเรียกกันว่า “โนนู” และในเกาะซามัว ทองกา ราราทองคำกา ตาฮิติ เรียกกันว่า “โนโน” หรือ “โนนิ”
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น ยอเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงราวๆ 2-6 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ขนาดโตสุดกำลัง 5-10 เซนติเมตร ขึ้นกับอายุ แล้วก็ความอุดมสมบูรณ์ของดิน เปลือกลำต้นบางติดกับแก่นไม้ ผิวเปลือกออกสีเหลืองนวลปนขาว หยาบสากเล็กน้อย แตกกิ่งน้อย 3-5 กิ่ง ทำให้แลดูไม่เป็นทรงพุ่ม
ใบ ใบเป็นใบลำพัง (simple leaf) แทงออกตรงข้ามกันซ้ายขวา มีทรงรี หรือขอบขนาน ใบกว้างประมาณ 10-20 เซนติเมตร ยาวราวๆ 15-30 ซม. ใบอ่อนสีเขียวสด เมื่ออายุใบมากจะมีสีเขียวเข้ม ก้านใบยาวราวๆ 1 ซม. โคนใบ และปลายใบมีลักษณะแหลม ขอบใบ แล้วก็ผิวใบเป็นคลื่น ผิวใบมันสะอาดทั้งสองด้าน ด้านบนใบพบมากเป็นตุ่มที่เกิดขึ้นมาจากแบคทีเรีย
ดอก  ดอกออกเป็นช่อกลมโดดเดี่ยวๆสีขาว ทรงราวกับหลอด ดอกแทงออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาวประมาณ 3-4 ซม. ไม่มีก้านดอกย่อย จัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีเกสรตัวผู้ รวมทั้งเกสรตัวเมีย กลีบรองดอก แล้วก็โคนกลีบดอกเชื่อมชิดกัน กลีบมีสีขาว เป็นรูปท่อ ยาวราว 8-12 มิลลิเมตร ผิวดอกภายนอกเรียบ ข้างในมีขน ดอกส่วนครึ่งปลายบนแยกเป็น 4-5 แฉก ยาวโดยประมาณ 4-5 มม. เกสรตัวผู้ และก็เกสรตัวเมีย ยาวราว 15 มม. แยกเป็น 2 แฉก อับเรณูยาวราวๆ 3 มม.
ผล  ผลเป็นชนิดผลบวก (multiple fruit) เช่นเดียวกับน้อยหน่า รวมทั้งขนุน เชื่อมติดกันได้ผลใหญ่ตามที่เราเรียกผลหรือหมาก ขนาดผลกว้างราวๆ 3-5 เซนติเมตร ยาว 3-10 ซม. ผิวเรียบเป็นตุ่มพอง ผลอ่อนจะมีสีเขียวสด เมื่อแก่จะมีสีเหลืองอมเขียว และก็เมื่อสุกจะมีสีเหลือง แล้วก็เปลี่ยนเป็นสีขาวกระทั่งเน่าตามอายุผล เมล็ดในผลมีเยอะแยะ เมล็ดมีลักษณะแบน ภายในเม็ดเป็นถุงอากาศทำให้ลอยน้ำได้ ผิวเม็ดมีสีนํ้าตาลเข้ม
                นอกเหนือจากนั้นยังสามารถแบ่งสายพันธุ์ของยอได้อีกดังต่อไปนี้

  • M. citrifolia var. citrifolia เป็นสายพันธุ์ที่ส่งผลหลายขนาด เจอได้รอบๆหมู่เกาะในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น ฮาวาย ตาฮิติ ฯลฯ
  • M. citrifolia var. bracteata เป็นสายพันธุ์ที่มีผลเล็ก พบได้มากในทวีปเอเชีย ได้แก่ ไทย ประเทศพม่า ลาว จีนตอนใต้ เวียดนาม มาเลียเชีย อินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย แล้วก็หมู่เกาะในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิค
  • M. citrifolia cultivar potteri เป็นสายพันธุ์ที่ใบมีทั้งยังสีเขียว และก็สีขาว พบทั่วไปบริเวณหมู่เกาะในห้วงสมุทรแปซิฟิก
การขยายพันธุ์การปลูก
ยอนิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ด แต่สามารถขายพันธุ์ด้วยแนวทางอื่นได้เช่นกัน อย่างเช่น การปักชำ การทำหมัน แต่การเพาะเมล็ดจะให้ผลที่ดียิ่งกว่าและอัตราการรอดจะสูงยิ่งกว่าแนวทางอื่น โดยการเพาะเมล็ดจะใช้แนวทางการบีบแยกเม็ดออกจากผลสุก แล้วล้างด้วยน้ำ และก็กรองเมล็ดออก ผลที่ใช้ต้องเป็นผลสุกจัดที่ร่วงจากต้นที่มีสีขาว เนื้อผลอ่อนนิ่ม ซึ่งจะได้เม็ดที่มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม  เมล็ดที่ได้จำต้องนำไปตากแห้ง 3-5 วันก่อน  และนำมาเพาะในถุงเพาะชำให้มีต้นสูงประมาณ 30 ซม. ก่อนนำลงปลูก
ต้นยอเป็นพันธุ์ไม้ที่ดูแลง่ายดายไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืช หรือโรคพืชมากมาย รวมทั้งยังเป็นพืชที่แข็งแรงต่อสภาพดินเค็มแล้วก็สภาพการณ์แห้งอีกด้วย จึงทำให้มีการแพร่ประเภทอย่างรวดเร็วส่วนประกอบทางเคมี สาระสำคัญที่เป็นองค์ประกอบในยอ ทั้งในส่วนของ  ผล ใบ และราก มีหลายชนิด ดังเช่นว่า scopoletin , octoanoic acid , potassium , vitamin C , terpenoids , Asperuloside , Proxyronine สารในกรุ๊ป anthraquinones ยกตัวอย่างเช่น anthraquinone glycoside , morindone และก็ rubiadin รวมถึง      flavonoids, triterpenoids, triterpenes, saponins, carotenoids, vitamin E                                    ยิ่งไปกว่านี้ยังมี  vitamin A , amino acid , ursolic acid , carotene แล้วก็  linoleic acid ซึ่งสารพวกนี้สารประเภทได้มีการทดลองคุณสมบัติของสารแล้วว่าส่งผลซึ่งสามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ นอกเหนือจากนี้ยังเจอสารจำพวกใหม่ที่ชื่อว่า flavone glycoside และ iridoid glycoside ในใบยอขึ้นรถทั้งสองส่งผลยังยั้ง cell transformation ของ mouse epidermal JB6 cell line
ประโยชน์/สรรพคุณ
คุณประโยช์จากยอนั้นมีอีกทั้งในด้านการนำไป บริโภคเป็นอาหารแล้วก็การนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ในร้านของ        Asperulosideการนำมาบริโภคนั้น   มีมากมายก่ายกองหลายต้นแบบดังนี้ มีการ
 บริโภคผลยอกันมาก ทั้งดิบๆหรือปรุงแต่ง เช่น บางหมู่เกาะในห้วงสมุทรแปซิฟิก กินผลยอเป็นของกินหลัก ส่วนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และชาวพื้นเมืองออสเตรเลียรับประทานผลยอดิบจิ้มเกลือ หรือปรุงกับผงกะหรี่ และใช้เมล็ดของยอคั่วรับประทานได้
ส่วนในประเทศไทยนั้นบริโภคยอโดย ลูกยอสุก  เอามาจิ้มรับประทานกับเกลือหรือกะปิ ลูกห่ามใช้ทำส้มตำ ใบอ่อน เอามาลวกกินกับน้ำพริก ใช้ทำแกงจืด แกงอ่อม ผัดไฟแดง หรือประยุกต์ใช้รองกระทงห่อหมก และในตอนนี้มีการนำลูกไปดัดแปลงโดยคั้นเป็น น้ำลูกยอ โดยเชื้อกันว่ามีคุณประโยชน์ ทางด้านค่าของอาหารที่มี วิตามินซี วิตามินเอ และก็ธาตุโปแตสเซียมสูง นอกจากนี้จะมีลักษณะเสมือนพืชผักผลไม้หลายชิ้นเพราะเหตุว่ามีสารแอนติออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งนับว่าช่วยชะลอการแก่ของเซลล์ แล้วก็ต่อต้านมะเร็ง  ได้
                ส่วนในด้านการนำมาใช้เป็นสมุนไพรนั้น ยอได้ถูกระบุว่ามีสรรพคุณทางยา ดังต่อไปนี้  ตำราเรียนยาไทย: ผลมีรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมในลำไส้ ขับผายลม บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร ผสมในยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อยยุ่ย เหงือกบวม ขับระดูเสีย ขับเลือดลม ฟอกโลหิต ขับน้ำคร่ำ แก้เสียงแหบแห้ง แก้ตัวเย็น แก้ร้อนในอก แก้กษัย แก้อาเจียน  โดยนำมาหมกไฟหรือต้มกับน้ำกิน หรือเอามาจิ้มกับน้ำผึ้งทาน ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาไทยกล่าวว่าผลอ่อนกินเป็นยาแก้คลื่นเหียนอาเจียน ผลสุกเป็นยาขับประจำเดือนสตรี ผลดิบเผาเป็นถ่านผสมเกลือน้อย อมแก้เหงือกเปื่อยเป็นขุมบวม หั่นปิ้งไฟพอเพียงเหลืองทำกระสายยา เมล็ดเป็นยาระบาย
           ตำรายาไทยมีการใช้ ผลยอ ใน”พิกัดตรีผลสมุฎฐาน” เป็นการจำกัดปริมาณตัวยาที่มีผลเป็นที่ตั้ง 3 อย่าง มีผลมะตูม ผลยอ ผลผักชีลา สรรพคุณแก้สมุฎฐานแห่งตรีทูต ขับลมต่างๆแก้โรคไตพิการ ส่วนอีกแบบเรียนหนึ่งระบุว่าคุณประโยชน์ของส่วนต่างๆของยอไว้ดังนี้
                ราก สรรพคุณเป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใบยอ รสขมเฝื่อน คุณประโยชน์บำรุงธาตุ แก้ไข้ ฆ่าเหา ปวดข้อ คั้นน้ำทา แก้โรคเกาต์ แก้ท้องร่วงในเด็ก แก้เหงือกบวม คั้นน้ำทาแก้แผลเรื้อรัง แก้กษัย ผสมยาอื่นแก้วัณโรค ผลดิบหรือแก่ รสเผ็ดร้อน คุณประโยชน์ขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับโลหิต ระดูของสตรี ฟอกเลือด แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อย แก้เสียงแหบ แก้ร้อนในอก ผลสุก ของยาม้าน มีกลิ่นฉุน คุณประโยชน์ผายลมในไส้ ต้น ใช้เป็นส่วนผสมกับสมุนไพรอื่นเป็นยารักษาวัณโรค ดอก เป็นส่วนประกอบของสมุนไพรตัวอื่นเป็นยารักษาวัณโรค
รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้
แก้อ้วกที่เกิดขึ้นจากธาตุเปลี่ยนไปจากปกติ           ใช้ผลดิบหรือห่าม(ยังไม่สุก) ฝานเป็นชิ้นบางๆปิ้ง  หรือคั่วไฟอ่อนๆให้เหลือง  ใช้ทีละ  2  กำมือ  น้ำหนักโดยประมาณ  10-15  กรัม  ต้มหรือชงน้ำดื่มจิบแม้กระนั้นน้ำบ่อยๆตอนที่มีลักษณะ  หากดื่มครั้งละมากๆจะก่อให้คลื่นไส้
ใบสดใช้ต้มน้ำหรือนำมาบดตากแห้งชงเป็นชาดื่ม รวมถึงใส่แคปซูลรับประทาน ช่วยแก้กษัย  แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามข้อมือข้อเท้า แก้ท้องเสีย ลดไข้ แก้ไอ ขับเสลด แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้เบาหวาน คุ้มครองปกป้องโรคในระบบหัวใจ รวมทั้งเส้นโลหิต แก้โรคมะเร็ง
ดอกใช้ต้มน้ำหรือเอามาตากแห้งชงเป็นชาดื่ม แก้วัณโรค โรคเบาหวาน ป้องกันโรคหัวใจ และเส้นเลือด ต้านทานโรคมะเร็ง
เนื้อผลมีรสเผ็ดร้อน มีสารออกฤทธิ์คือ asperuloside ใช้แก้คลื่นไส้ ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร และก็ไส้ ช่วยขับเมนส์ แก้รอบเดือนมาแตกต่างจากปกติ ช่วยลดไข้ แก้ไอ ขับเสลด
รากเอามาต้มหรือดองเหล้ากินเป็นยาระบาย แก้กระษัย ช่วยเจริญอาหาร คุ้มครองโรคมะเร็ง โรคในระบบหัวใจ รวมทั้งเส้นโลหิต
ไอระเหยที่มาจากลูกยอ ใช้รักษากุ้งยิง ลูกยอดิบ ใช้รักษาลักษณะการเจ็บ หรือแผลตกสะเก็ดรอบปากหรือด้านในปาก ลูกยอสุก ใช้กิน ลูกยอบดละเอียดใช้ล้างคอแก้คอเจ็บ ใช้ทาเท้าแก้เท้าแตก ใช้ทาผิวฆ่าเชื้อโรค หรือกินเพื่อฆ่าพยาธิในร่างกาย
ช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อน ด้วยวิธีการทำเป็นเครื่องดื่ม ใช้คู่กับหัวหญ้าแห้วหมู อย่างแรกให้เลือกลูกยอห่าม นำมาหั่นเป็นแว่นๆไม่บางหรือครึ้มจนถึงเกินความจำเป็น แล้วนำไปปิ้งไฟอ่อนๆโดยปิ้งให้เหลืองกรอบ สำหรับหญ้าแห้วหมูให้เอาท่อนหัวใต้ดินที่เราเรียกว่าหัวหญ้าแห้วหมู นำไปคั่วให้เหลืองรวมทั้งมีกลิ่นหอมยวนใจ เมื่อเสร็จแล้วให้ตั้งไฟต้มน้ำจนเดือดแล้วเอาตัวยาทั้งสองแบบลงไปต้มพร้อมกัน ใส่น้ำตาลกรวดพอเพียงหวาน ทิ้งเอาไว้ครู่หนึ่งแล้วยกลงจากเตา คอยจนถึงอุ่นแล้วเอามากิน ส่วนที่เหลือให้กรองมัวแต่น้ำแช่เอาไว้ภายในตู้เย็นและหลังจากนั้นก็ค่อยอุ่นรับประทาน ให้ดื่มติดต่อกัน 1 อาทิตย์ช่วยแก้ลักษณะการเจ็บคอ ด้วยการใช้ลูกยอดิบนำไปเผาไฟให้สุกและก็แช่ลงไปในน้ำต้มสุก แล้วรินเอาแต่น้ำดื่มเพื่อทุเลาอาการ
วิธีการใช้ยอรักษาอาการอ้วก   ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)                 นำผลยอดิบที่โตเต็มที่แล้วมาฝานเป็นแผ่นบางๆแล้วต่อจากนั้นนำมาตากแห้ง แล้วคั่วในกระทะบนไฟกรุ่นๆให้แห้งเกรียม นำมาบดเป็นผุยผง แล้วใช้ผงมาราวๆ 20 กรัม ชงกับน้ำเดือดใหม่ๆ1 ลิตร แช่ทิ้งไว้ราวๆ 15 นาที กรองเอาแต่น้ำใส่กระติกที่มีไว้สำหรับใส่น้ำร้อนไว้ จิบน้ำยาประมาณ 30 มิลลิลิตร ทุก 2 ชั่วโมง เวลาอ้วก อ้วก
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับแก้อ้วก อาเจียน การศึกษาการใช้น้ำผลยอสำหรับการระงับคลื่นไส้ โดยเปรียบเทียบกับยา metoclopramide ซึ่งเป็นยาแก้อาเจียน และน้ำชาซึ่งใช้ในกรุ๊ปควบคุม ในคนเจ็บมาลาเรีย 92 ราย ที่มีลักษณะอาเจียนอาเจียน ชาย 68 ราย หญิง 24 ราย อายุระหว่าง 15 -55 ปี แบ่งเป็นกรุ๊ปใช้น้ำผลยอ 30 มล. รับประทานทุก 2 ชั่วโมง กลุ่มที่ 2 กินชา 30 มล. ทุก 2 ชั่วโมง รวมทั้งกลุ่มที่ 3 ใช้ยา metoclopramide 1 เม็ด (5 มิลลิกรัม) เวลามีลักษณะอาการคลื่นไส้อ้วกทุก 4 ชั่วโมง เขียนบันทึกจำนวนครั้งการคลื่นไส้ก่อนรวมทั้งหลังการให้ยาทุกราย จากการเล่าเรียนพบว่าค่าเฉลี่ยจำนวนครั้งการคลื่นไส้ก่อนให้ยาทั้งยัง 3 กรุ๊ป มีค่าไม่แตกต่างกัน แต่ว่าจำนวนการอ้วกกลุ่มที่ใช้ยา metoclopramide มีน้อยที่สุดรองลงมาเป็นยอ รวมทั้งน้ำชามีค่าเฉลี่ยมากที่สุด แสดงว่ายอลดอาการคลื่นไส้ได้มากกว่าน้ำชา
เมื่อเรียนกลไกการออกฤทธิ์พบว่าผลยอมีฤทธิ์ต้าน dopamine อย่างอ่อน  สารสกัดน้ำของผลยอสามารถเร่งการบีบตัวของลำไส้เล็กในหนูเม้าส์ที่ได้ถูกกระตุ้นให้อาเจียนด้วย  apomorphine แม้กระนั้นไม่สามารถต้านฤทธิ์ของ apomorphine ในการลดการบีบตัวของกระเพาะได้
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial activity) มีกล่าวว่าสาร acubin L-asperuloside และก็ alizarin ในผลลูกยอเป็น antibacterial agent สามารถคุ้มครองการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียต่างๆได้ เป็นต้นว่า Pseudomonas aeruginosa Proteus morgaii S Staphylococcus aureus Bacillus subtilis Escherichia coil Salmonella แล้วก็ Shigella
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส (Antitviral activity) มีรายงานการค้นพบสารจากรากของต้นยอชื่อว่า 1-methoxy-2-formyl-3-hydroxy anthraquinone ซึ่งมีฤทธิ์สำหรับในการยังยั้งการเกิด cytopathic effect ของเชื้อ HIV ต่อการ infect MT4 cell โดยไม่มีการยับยั้งการเติบโตของเซลล์
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อวัณโรค (Antitubercular effects) มีการรายงานพบว่าลูกยอสามารถกำจัดการตำหนิดเชื้อวัณโรคได้ถึง 97% เปรียบเทียบกับยา antibiotic ยกตัวอย่างเช่น Rifampcin
ฤทธิ์ยับยั้งความเจ็บปวด (Analgesic activity) มีรายงานว่าสารสกัดจากรากยอมีฤทธิ์ระงับปวดในสัตว์ทดลอง แล้วก็ผลการวิจัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ทัศนีย์ ปัญจานนท์ พบว่าสารสกัดจากผลยอไทยมีฤทธิ์ยับยั้งปวดในสัตว์ทดสอบ

การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินฉีดเข้าทางช่องท้องหนูพบว่า ค่า LD50 เท่ากับ 0.75 กรัม/กิโลกรัม สารสกัดเมทานอลกับน้ำจากผลฉีดเข้าทางช่องท้องหนูเพศผู้พบว่า ค่า LD50 มีค่ามากยิ่งกว่า 1 ก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว ส่วนอีกการทดลองพบว่า สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินขนาด 10 ก./กิโลกรัม ให้ทางสายยางสู่กระเพาะหนูหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังไม่แสดงความเป็นพิษ
การทดสอบพิษครึ่งเรื้อรังในหนูแรทโดยป้อนสารสกัดจากผลยอ ไม่พบความแปลกอะไรก็แล้วแต่ในค่าตรวจทางชีวเคมีในเลือด และก็ค่าตรวจทางโลหิตวิทยา ยิ่งกว่านั้นการทดลองความเป็นพิษโดยใช้สารสกัดด้วยน้ำจากผลยอแห้ง ก็ไม่พบความเป็นพิษทั้งยังแบบฉับพลันและก็แบบเรื้อรัง
พิษต่อเซลล์  น้ำคั้นจากผลขนาด 6.25 มก./มล.ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีความเป็นพิษต่อเซลส์ CAa-IIC ระหว่างที่สารสกัดเม-ทานอลจากใบ ทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยง ไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ CFI IS-RA II สารสกัดคลอโรฟอร์มและน้ำจากรากทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่าส่งผลต่อความเคลื่อนไหวรูปร่างของเซลล์ ในเวลาที่สารสกัดเฮกเซนรวมทั้งเมทานอลจากรากไม่เป็นผลต่อความเคลื่อนไหวรูปร่างของเซลล์
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากผลไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ เมื่อทดลองใน Bacillus subtilis
ข้อแนะนำ/ข้อควรคำนึง

  • สารโพรซีโรนินที่พบในน้ำลูกยอ อยากได้น้ำย่อยเปปซิน (Pepsin) รวมทั้งสภาพความเป็นกรดในกระเพาะ เพื่อเปลี่ยนเป็นซีโรนิน ดังนั้น ถ้าเกิดรับประทานน้ำลูกยอเวลาที่ท้องอิ่มแล้วจะมีผลให้ส่งผลทาเภสัชของสารซีโรนินลดน้อยลง
  • คุณค่า และสรรพคุณน้ำลูกยอจะลดลงเมื่อรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์
  • การบดหรือการสกัดน้ำลูกยอไม่ควรทำให้เมล็ดยอแตก เนื่องจากว่าสารในเมล็ดยอมีฤทธิ์เป็นยาระบายอาจจะเป็นผลให้ถ่ายบ่อยได้
  • คนไข้โรคไตไม่สมควรดื่มน้ำลูกยอ เนื่องจากมีเกลือโปแตสเซียมสูง อาจจะทำให้เกิดภาวะหัวใจวายทันควันได้
  • สตรีท้องไม่ควรบริโภคลูกยอ เพราะเหตุว่าผลยอมีฤทธิ์ขับโลหิต อาจจะเป็นผลให้แท้งลูกได้
เอกสารอ้างอิง

  • มากคุณค่าน้ำลูกยอ.สภาภรณ์ ปิติพร.2545.
  • อัญชลี จูฑะพุทธิ  ปุณฑริกา ณ พัทลุง  อุไรวรรณ เพิ่มพิพัฒน์  เย็นจิตร เตชะดำรงสิน.  การศึกษาฤทธิ์ต้านอาเจียนของผลยอ. ไทยเภสัชสาร 2539;20(3):195-202.
  • ผลของใบยอและฟ้าทะลายโจรต่อการเปลี่ยนแปลงสีและอัตราการจับกินเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวในปลาทอง (Carasius auratus.) ชฎาธาร โทนเดียว,2527.
  • วิชัย เอกพลากร  สำรวย ทรัพย์เจริญ ประทุมวรรณ์  แก้วโกมล และคณะ.  การศึกษาทางคลินิกของผลยอในการระงับอาการอาเจียน.  รายงานการวิจัยโครงการสมุนไพรกับการสาธารณสุขมูลฐาน สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน  กระทรวงสาธารณสุข.
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คระเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลูกยอ/ใบยอ น้ำลูกยอและสรรพคุณยอ.พืชเกษตรดอทคอม
  • ยอ.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/
  • ยอ.สมุนไพรไทยสรรพคุณสารพัดที่หลายคนมองข้าม.ศูนย์ปฏิบัติการช่างเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุทธิพันธ์ สาระสมบัติ. การพัฒนายาเพิ่มภูมิคุ้มกันจากสมุนไพร: ยอบ้าน (Morinda citrifolia L.). รายงานการวิจัยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2546.
  • Khurana H, Junkrut M, Punjanon T. Analgesic activity and genotoxicity of Morinda citrifolia.  Thai J Pharmacol 2003;25(1):86.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;122/4:36-65.
  • Charoenpiriya A, Phivthong-ngam L, Srichairat S, Chaichantipyuth C, Niwattisaiwong N, Lawanprasert S. Subacute effects of Morinda citrifolia fruit extract on hepatic cytochrome P450 and clinical blood chemistry in rats.  Thai J Pharm Sci 2003;27(suppl):69.
  • Hiramatsu T,Imoto M,Koyano T, Umezawa K.  Induction of normal phenotypes in ras-  transformed cell by damnacanthal from Morinda citrifolia.  Cancer Lett 1993;73(2/3):161-6.
  • Dhawan BN,Patnalk GK, Rastogi RP, et al.  Screening of Indian plant for biological activity. VI.  Indian J Exp Biol 1977;15:208-19.
  • Hirazumi A, Furusawa E.  An immunomodulatory polysacharide-rich substance from the fruit juice of Morinda citrifolia (Noni) with antitomour activity.  Phytother Res 1999;135:380-7.
  • Nakahishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plant preliminary chemical and phramacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;137:882-90.
  • Murakami A, Kondo A, Nahamura Y, Ohigashi H, Koshimizu K.  Possible anti-tumor promoting properties of edible plants from Thailand and identification of an active constituent, cardamomin, of Boesenbergia pandurata.  Biosci Biotech Biochem 1993;57(11):1971-3.



Tags : ยอ,

2

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ เดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายเยอะมากตามท้องตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยรวมทั้งนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าเพื่อนฝูงๆต้องการเลือกซื้อ ต้องมองให้ดี ว่าสินค้าตัวนั้นมีที่มาและก็แหล่งผลิตน่าเชื่อถือหรือไม่ มีการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือไม่ รวมทั้งสินค้าซึ่งสามารถกันความชุ่มชื้นก้าวหน้าหรือป่าวร้อง
สรรพคุณสมุนไพร เห็ดหลินจือที่มีการค้นคว้ารับรอง....มีอะไรบ้าง
มีความเชื่อกันมานานแล้วว่าเห็ดหลินจือแดงสามารถทำให้หัวใจแข็งแรง เลือดลมดี ผิวพรรณสดใส ช่วยทำให้แก่ช้าลง ความจำดีขึ้น และก็ช่วยอายุยืนนาน
ส่วนสรรพคุณในทางการรักษาโรคถูกกล่าวไว้อย่างมากมายด้วยเหมือนกัน อาทิเช่น แก้โรคตับแข็ง รักษาโรคมะเร็ง รักษาโรคความดัน และก็ภูมิแพ้เป็นต้น
แต่ทีเด็ดคือ......
มีงานศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือรักษาโรคจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสำหรับการทดสอบศึกษาเล่าเรียนทางคลีนิคและรับรองว่าเห็ดหลินจือมีสรรพคุณดังต่อไปนี้จริง ไม่ใช่แค่ความเชื่อถืออีกต่อไป อันอาทิเช่น
-กระตุ้นภูมิต้านทาน
-ต้านทานเนื้องอกและโรคมะเร็ง
-รักษาโรคทางเดินเยี่ยว
-รักษาโรคหัวใจ
-ช่วยให้การนอนหลับ
-ลดไขมันในเลือด
-ต้านทานอนุมูลอิสระ
-ต่อต้านการอักเสบ
ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่อาจเกิดผลดีต่อสุขภาพมากมาย ชนิดเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและก็แร่บางประเภท เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ดูแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ป่ายปีนอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลวัวโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) และสารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และลิวซีน (Leucine)ด้วยเหตุนั้น มีบางคนหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาทำอาหารรวมทั้งดัดแปลงเพื่อการบริโภคอย่างมากมาย นักวิทยาศาสตร์จึงมีความสนใจและนำเห็ดหลินจือมาทดลองหาประสิทธิผลทางการรักษาและก็การบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดชนิดนี้มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์จริงหรือไม่

เห็ดหลินมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายที่อาจเป็นได้ใช่หรือ?
หากแม้มีการค้นคว้าทดลองเยอะแยะเกี่ยวกับคุณสมบัติรวมทั้งคุณค่าที่อาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ว่าในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือสิ่งพิสูจน์ด้านวิทยาศาสตร์แล้วก็การแพทย์ที่กระจ่างถึงคุณสมบัติและก็คุณค่าที่บางทีอาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือแต่ ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือเครื่องพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์รวมทั้งการแพทย์ที่แจ้งชัดถึงคุณลักษณะและประสิทธิผลด้านใดๆก็ตามด้วยเหตุนี้ ผู้บริโภคควรศึกษาเรียนรู้ข้อมูลของเห็ดหลินจือ ปริมาณและก็กรรมวิธีบริโภคที่เหมาะสม แล้วก็ข้อจำกัดต่างๆรวมทั้งสาเหตุทางสุขภาพของตนเองให้ดีก่อนจะมีการบริโภค
เพิ่มความสามารถร่างกาย
สมุนไพร มีการทดลองที่ทดสอบความสามารถของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถภาพของร่างกาย โดยได้ ทดสอบในผู้ป่วยโรคปวดกล้ามไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)เพศหญิงจำนวน 64 ราย ตลอดเวลาการทดสอบ 6 อาทิตย์ ผู้ป่วยบริโภคเห็ดหลินจือจำนวน 6 กรัม/วัน จากนั้นก็เลยทดสอบความสามารถร่างกายของคนป่วย ผลของการทดลองและกำหนดแผนการรักษาคนป่วยโรคนี้ต่อไป แม้กระนั้นยังคงขาดหลักฐานสนับสนุนที่แจ้งชัด จะต้องมีการทำการศึกษาในด้าน เพื่อหาหลักฐานแล้วก็หลักฐานที่แจ้งชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อไป
ธรรมดาในกระแสโลหิตพวกเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากมายน้อยก็ตามทีคนไป แต่ว่าถ้าในกระแสโลหิตของพวกเรามีปริมาณไขมันมากจนเกินไปนี่มีปัญหาแน่ค่ะ เรียกภาวการณ์นี้ว่า โรคไขมันในเส้นโลหิตสูง ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากหลายสาเหตุ จากอาหาร สภาพจิตใจ เห็ดหลินจือสภาพแวดล้อม พันธุรวมถึงบางทีอาจเกิดจาผลกระทบของยาบางชนิดอีกด้วย(ไขมันที่เอ่ยถึงหมายถึงสามกลีเซอไรค์และคอลเรสเตอรอล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถทำให้มีการเกิดโรคภัยต่างๆตามมาอีก อาทิเช่น เบาหวาน โรคความดันเลือดสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด และก็เส้นโลหิตสมองตีบ ฯลฯ
เมื่อวิเคราะห์เปรียบจากการรวบงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยที่ศึกษาเล่าเรียนประสิทธิผลของเห็ดหลินจือเพื่อรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้ว่าจะพบว่าผู้เจ็บป่วยตอบสนองต่อการดูแลและรักษาด้วยเคมีบำบัดรักษาหรือรังสีบำบัดรักษาได้ดิบได้ดีขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แม้กระนั้นเมื่อทดสอบการใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในสำหรับในการทำให้มะเร็งลดขนาดลงอย่างใด
นอกนั้น สมุนไพร จาการทบทวนงานศึกษาค้นคว้าวิจัยพบว่ามีการค้นคว้า 4 ชิ้นที่ส่งผลลัพธ์สนับสนุนว่าเห็ดหลินจืออาจสัมพันธ์ต่อการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ และในขณะเดียวกัน ก็มีผลลัพธ์จากงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้และนอนไม่หดังนั้นควรต้องมีการค้นคว้าทดลองถึงคุณภาพของ สมุนไพร เห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อคุ้มครองปกป้องและการดูแลรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจถัดไป แล้วก็ให้ได้ความแจ่มกระจ่างชัดดเจนในด้านดังที่กล่าวถึงแล้วเยอะขึ้น อันเป็นคุณประโยชน์ต่อกรรมวิธีรักษาป้องกันโรคเส้นโลหิตหัวใจและอาการต่างๆที่เกี่ยวพันต่อไปในอนาคต
จำนวนที่สมควรสำหรับการบริโรคเห็ดหลินจืออย่างกระจ่าง เนื่องประสิทธิผลและก็ผลกระทบจากการบริโภค โดยเหตุนั้น ลูกค้า ควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าเนื้อหาเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ รวมทั้งหารือหมอหรือเภสัชกรก่อนการบริโรค เพราะถึงแม้เห็ดหลินจือในแต่ละรูปแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แม้กระนั้นสารเคมีรวมทั้งส่วนประต่างบางทีอาจมีผลข้างเคียงที่มีอันตรายต่อร่างกายได้ด้วยเหมือนกันลับด้วย

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

3

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลยังไงต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันสูง และโรคอื่นๆอันแสนเหนื่อยที่จะรักษา ติดตามผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยรับรองคุณประโยชน์ได้ในเนื้อหานี้ค่ะ
สมุนไพร บทความเหล่านี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากผลการค้นคว้ารับรองจากที่ต่างๆเพื่อให้สหายได้ตรึกตรองด้วยตัวเองว่ารักษาโรคได้ดีขนาดไหนและก็น่าไว้วางใจเพียงใด ถ้าเกิดเพื่อนพ้องๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรืองานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าไหร่หรือเปล่าเข้าใจ บทความในเว็บนี้ผู้เขียนได้คัดรวมทั้งเก็บรวบรวมจากหลายที่และก็เขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
สหายๆชอบบทความนี้ก็จะเป็นกำลังจิตใจให้ผู้เขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่สหายๆจะต้องชอบ
เห็ดหลินจือยั้งโรคมะเร็ง
ผลการวิเคาะห์พบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยั้งโรคมะเร็งไดรวมทั้งโดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังที่ได้กล่าวมาแล้วมีอยู่มากมายที่สปอร์ที่กะเทาะฝาผนังหุ้มห่อสปอร์แล้วนอกนี้ผลที่เกิดจากงานวิจัยจากกรมพัฒนาการหมอแผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกรุ๊ป Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูเขามิคุ้ม แล้วก็สารกลุ่ม Triterpenes (เจอที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ เยอะที่สุด ) ซึ่งกรุ๊ปข้างหลังสามารถยับยั้งเซลล์ของมะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะผนังหุ้มห่อจะให้ผลดีมากยิ่งกว่าแบบไม่กะเทาะมากมาย
อย่างไรก็ตามฤทธิ์ฆ่าเซลล์ของมะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงแค่ผลการทดสอบในหลอดทดสอบแค่นั้น เดี๋ยวนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อคนเจ็บโรคมะเร็วจริงๆรวมทั้งคาดว่าผลการค้นคว้านี้น่าจะเผยแพร่ให้สหายๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้จ้ะ แต่ว่าเวลานี้มีรายงานการเรียนจากประเทศจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และคนไข้ที่เป็นมะเร็งขั้นแผ่ขยาย โดยไม่เป็นผลข้างๆและก็สามารถใช้ได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานได้โดยสวัสดิภาพ อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้เห็ดหลินจือในการรักษาโรคโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่หนทางหลักสำหรับในการรักษา ย้ำเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากยิ่งกว่า
ในตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายเยอะมากตามท้องตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยและก็นำเข้าจากต่างแดน ถ้าเพื่อนพ้องๆต้องการเลือกซื้อ จะต้องมองให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาและแหล่งผลิตน่าไว้ใจหรือเปล่า มีการยืนยันจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไหม รวมทั้งผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถกันความชุ่มชื้นได้ดีหรือป่าวประกาศ
ชาวจีนรู้จักการใช้เห็ดหลินจือรักษาโรคหัวใจมาตั้งแต่ยุคราชวงค์หมิง ตอนนี้แพทย์แผนจีนก็ยังคงใช้เห็ดหลินจือการรักษาโรคหัวใจมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดึงดูดเพราะว่าถ้าเกิดไม่ดีจริงก็คงเลิกใช้กันไปนานแล้วใช่ไหม จึงมีการทำการค้นคว้ากันอย่างจริงๆจังมากไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับหัวข้อนี้
ที่กรุงปักกิ่งได้มีการทดสอบจริงกับผู้เจ็บป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอก จากเส้นเลือดหัวใจตีบ พบว่าหลังจากการให้รับประทานเห็ดหลินจืออปิ้งสม่ำเสมอเป็นเวลา 3 เดือน ผุ้เจ็บไข้ที่เข้ารับการทดลอง 90% มีลักษณะที่ดีขึ้น จากการสังเกตร่วมร่วมกับการวัดคลื่นหัวใจ ECG
เมื่อ 50 ปีที่แล้ว มีนักวิทยาศาสตร์คนประเทศญี่ปุ่นกรุ๊ปหนึ่งได้เจอสารเคมีที่ช่วยลดความดันเลือดในเห็ดหลินจือรวมทั้งพบสารยับยั้งการจับตัวกันจนเป็นก้อนของเลือดอีกด้วย จากการทดสอบใช้เห็ดหลินจือกับคนไข้โรคหัวใจโรงหมอ พบว่าสามารถลดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้จริง
นักวิทยาศาสตร์รัสเชียรับรองอีกเสียงว่าเห็ดหลินจือช่วยเรื่องเลือดและหัวใจได้จริง และพบว่าเห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่เยี่ยมที่สุดสำหรับโรคหัวใจ จากกลุ่มของตัวอย่างสมุนไพร 21 จำพวก ที่กรุ๊ปศึกษาค้นคว้าได้เลือกถือมาศึกษาทดลอง

สมุนไพร ธรรมดาในกระแสเลือดพวกเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากมายน้อยก็แล้วแต่คนไป แต่ถ้าในกระแสเลือดของเรามีปริมาณไขมันมากเกินไปนี่มีปัญหาแน่ค่ะ เรียกภาวการณ์นี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลืดสูง ซึ่งโรคนี้มีเหตุมาจากหลายสาเหตุ ทั้งจากของกิน ภาวะจิตใจ สภาพแวดล้อม พันธุรวมทั้งอาจเกิดจาผลข้างเคียงของยาบางประเภทอีกด้วย(ไขมันที่พูดถึงหมายถึงตรีกลีเซอไรค์แล้วก็คอลเรสเตอคอยล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคภัยต่างๆตามมาอีก เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เส้นโลหิตหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด และก็เส้นโลหิตสมองตีบ ฯลฯ
นักวิจัยได้ค้นพบสารหลากหลายประเภทในเห็ดหลินจือที่ช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด คือ Ganoderic Acid รวมทั้ง Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 ชนิดที่กล่าวมาแล้ว นอกจากช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้แล้ว ยังปกป้องไม่ให้ไขมันอุดตันเส้นโลหิตได้โดยตรงอีกด้วย ยิ่งไปกว่านี้ยังมีสารกรุ๊ป Nucleotide ซึ่งสามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นเลือด และก็ช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นทดลองให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับผู้ที่เป็นโรคไขมันเส้นโลหิตสูง 70 ราย แล้วก็กระทำเก็บผลของการทดสอบภายหลังจากผ่านไป 3 เดือน พบว่าโคเรสเตอคอยลของคนรับการทดลองน้อยลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลวิจัยจากทั้งโลก รวมทั้งยังพบว่าเห็ดหลินจือ นอกเหนือจากช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดแล้ว ยังเป็นเหตุให้เลือดไหลเวียนดียิ่งขึ้นอีกด้วย
การที่เห็ดหลินจือสามารถจัดการกับภาวการณ์ไขมันในเส้นโลหิตสูงได้นั้น ได้รับการยืนยันจากนักวิจัยในญี่ปุ่น จีน รัสเชีย และก็ที่อื่นๆอีกทั่วโลกแล้วว่าเห็นผลจริงละไม่ได้เป็นเพาระความเชื่อถืออีกต่อไป ท้ายที่สุดก็ขอฝากไว้ สภาวะไขมันในเส้นโลหิตสูงเป็นสภาวะที่อันตรายเนื่องจากสามารถเป็นเหตุให้เกิดโรคน่าสยองอื่นๆตามมาได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวถ้าเกิดสหายๆตรวจเลือดแล้วพบภาวะนี้ก็ควรจะรีบจัดการตั้งแต่เนิ่นๆไว้กิ่นจะดีกว่า

4

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ รักษาโรคมะเร็ง
สมุนไพร เห็ดหลินจืออีกหนึ่งงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิผลของสารโพลีแซ็คคาไรค์ในเห็ดหลินจือของผู้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด จากการวิเคาะห์พบว่า สารดังที่ได้กล่าวมาแล้วมีส่วนสำหรับในการยัยยั้งลักษณะการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว
จากการศึกษาเรียนรู้วิจัยเยอะแยะถึงประสิทธิผลทางการรักษาโรคมะเร็งของเห็ดหลินจืออาจมีผลต่อการต้านการอักเสบในคนไข้มะเร็งปอดบางราย แต่ว่ายังคงไม่มีหลักฐานด้านวิทยาศาสตร์หรือการทดสอบทางด้านการแพทย์ที่ให้ข้อมูลเพียงพอที่เกื้อหนุนให้ใช้เห็ดหลินจือในการรักษามะเร็งอย่างเป็นทางการ
เมื่อพินิจพิจารณาเปรียบเทียบจากการรวบงานวิจัยที่ศึกษาประสิทธิผลของเพื่อรักษาโรคโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้จะพบว่าคนป่วยสนองตอบต่อการดูแลและรักษาด้วยเคมีบำบัดรักษาหรือรังสีบำบัดได้ดีขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แต่ว่าเมื่อทดลองใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในในการทำให้โรคมะเร็งลดขนาดลงประการใด
สมุนไพร นอกจากนั้น จาการทวนงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยพบว่ามีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัย 4 ชิ้นที่มีผลลัพธ์ส่งเสริมว่าเห็ดหลินจืออาจสมาคมต่อการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนเจ็บให้ดีขึ้น รวมทั้งในเวลาเดียวกัน ก็มีผลลัพธ์จากงานศึกษาเรียนรู้หนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้และนอนไม่หลับด้วย
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า หลักฐานทางคุณสมบัติรวมทั้งคุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยเป็นการทดลองขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีคุณภาพเพียงพอ หรือเป็นเพียงแต่การทดลองในผู้ป่วยบางกลุ่มเท่านั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง ก็เลยยังคงเป็นเรื่องการค้นคว้าที่ควรจะทำงานทดสอบถัดไป เพื่อได้เห็นผลลัพ์ที่แจ่มชัด และมีคุณประโยชน์ในวงกว้างต่อการรักษาคนเจ็บมะเร็งได้ในอนาคต
ภาวะต่อมลูกหมากโต รวมทั้งการเจ็บป่วยในระบบทางเท้าฉี่
มีแนวทางการทดลองหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือทดสอบในคนป่วยเพศ 88 รายซึ่งแก่เกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีอาการฉี่ติดขัด ข้างหลังการทดสอบกว่า 12 สัปดาห์ ผลสรุปที่ได้คือ คนป่วยต่างมีระดับคะแนน IPSS ที่ดียิ่งขึ้น ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลสำหรับเพื่อการวัดปัญหาในระบบทางเดินปัสวะของผู้เจ็บป่วยจากการตอบคำถาม แต่กลับไม่ปรากฏผลในเชิงการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากอะไร
สมุนไพร ดังนั้น การทดสอบดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่กระจ่างเพียงพอ จำเป็นจะต้องมีการค้นคว้าทดลองในด้านนี้ถัดไปในอนาคต เพื่อค้นหาข้างหลังฐานที่แจ้งชัดสำหรับในการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการดูแลและรักษาสภาวะต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาสุขภาพอะไรก็ตามที่เกี่ยวโยง
ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลของการทดลองทางการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนไข้เบาหวานจำพวก 2 เข้าร่วมทดลองกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่มีผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะเกื้อหนุนผลทางการรักษาเหล่านั้น และไม่มีข้อมูลที่พอเพียงสำหรับในการรับรองด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเช่นกัน โดยหนึ่งในงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยพวกนั้น ได้แสดงถึงผลข้างเคียงจากการบริโภคเห็ดหลินจือในคนไข้บางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องเดิน หรือท้องผูก
ด้วยเหตุดังกล่าวจึงควรมีการค้นคว้าทดลองถึงคุณภาพของเห็ดหลินจือในการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆกลุ่มนี้เพื่อคุ้มครองรวมทั้งการดูแลรักษาโรคเส้นโลหิตหัวใจต่อไป และก็ให้รู้เรื่องแน่ชัดชัดดเจนในด้านดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วมากยิ่งขึ้น อันเป็นคุณประโยชน์ต่อวิธีการรักษาคุ้มครองโรคเส้นเลือดหัวใจแล้วก็อาการต่างๆที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต
จำนวนที่สมควรสำหรับการบริโรคเห็ดหลินจืออย่างชัดเจน เนื่องประสิทธิผลและผลข้างคียงจากการบริโภค ด้วยเหตุนี้ คนซื้อ ควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ รวมทั้งขอความเห็นหมอหรือเภสัชกรก่อนจะมีการบริโรค เพราะเหตุว่าถึงแม้เห็ดหลินจือในแต่ละรูปแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แม้กระนั้นสารเคมีรวมทั้งส่วนประต่างอาจมีผลข้างเคียงที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกัน
โดยปกติ จำนวนการบริโภคเห็ดหลินจือ/วันดังเช่น
-เห็ดหลินจืออบแห้ง ไม่สมควรบริโภคเกิน 1.5-9 กรัม/วัน
-ผงสารสกัดเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1-1.5 กรัม
-สารละลายเห็ดหลินจือ ไม่สมควรบริโภคเกิน 1 มล./วัน
ความปลอดภัยในการบริโภคเห็ดหลินจือ
แม้ว่าจะมีการพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ในบางด้านที่อาจเกิดขึ้นได้จากการบริโภคเห็ดหลินจือ แต่ว่าผู้บริโภคก็ควรศึกษาเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ รวมทั้งขอคำแนะนำหมอหรือเภสัชกรก่อนที่จะมีการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรรอบคอบในด้านปริมาณแล้วก็ต้นแบบเห็ดหลินจือที่บริโภค เพราะว่าบางทีอาจเกิดผลข้างๆต่อร่างกายได้ในตอนหลัง
โดยข้อควรไตร่ตรองสำหรับเพื่อการบริโภคเห็ดหลินจืออย่างเช่น

ผู้บริโภคทั่วไป.......
-ควรจะบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณที่พอดิบพอดี
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ปี อาจก่อให้ได้รับอันตรายต่อร่างกายได้
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันนานเกินกว่า 1 ปี อาจก่อให้ได้รับอันตรายต่อร่างกายได้
-การบริโภคสารสกัดเห็ดหลินจืออาจนำมาซึ่งผลกระทบได้ เช่น ปากแห้ง คอแห้งผาก คันจมูก เลือดกำเดาไหล ท้องไส้ป่วนปั่น ถ่ายเป็นเลือด
-การดื่มเหล้าองุ่นเห็ดหลินจืออาจก่อให้เกิดผลกระทบเป็นอาการผื่นคัน
-การสูดหายใจเอาเซลล์แพร่พันธุ์ หรือ สปอร์ (Spores) ของเห็ดหลินจือเข้าไปอาจก่อให้เกิดอาการแพ้
คนที่ควรระวังสำหรับการบริโภคเป็นพิษ
ผู้ที่ครรภ์ หรือกำลังให้นมลูก แม้ยังไม่มีการยืนยันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ในกรุ๊ปผู้ใช้นี้แต่ว่าผู้ที่ตั้งท้องแล้วก็ผู้ที่กำลังให้นมลูกควรจะเลี่ยงการบริโภคเห็ดหลินจือ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของตนและก็ลูกน้อย
ผู้ที่จำต้องเข้ารับการผ่าตัด การบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณมาก อาจเพิ่มการเสี่ยงสำหรับการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนป่วยบางรายที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัด ด้วยเหตุนี้ เพื่อลดความเสี่ยง ผู้เจ็บป่วยควรจะหยุดบริโภคเห็ดหลินจือ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนวันผ่าตัด
คนที่มีปัญหาสุขภาพ
สมุนไพร  ความดันโลหิตต่ำ เห็ดหลินจืออาจนำมาซึ่งการทำให้ความดันโลหิตต่ำลง เพราะฉะนั้น ผู้ป่วยสภาวะความดันเลือดต่ำควรต้องเลี่ยงการบริโภคเห็ดหลินจือ
ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ การบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณมาก บางทีอาจเพิ่มความเสี่ยงสำหรับการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนที่มีเกล็ดเลือดต่ำ โดยเหตุนี้ ผู้เจ็บป่วยสภาวะเกล็ดเลือดต่ำจึงไม่สมควรบริโภคเห็ดหลินจือ
ภาวการณ์มีเลือดออกไม่ดีเหมือนปกติ การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก บางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนป่วยบางราย โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะเลือกออกแตกต่างจากปกติอยู่แล้ว

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

5

ถั่งเช่า
คุณหรือคนรัก.......มีลักษณะ/เป็นโรค เหล่านี้อยู่หรือเปล่า?
-ถั่งเช่า น้ำตาลในเลือดสูง โรคเบาหวาน ความดันโลหิต ไขมันเกิน หรือ โคเลสเตอคอยเกิน
-หมดแรงทำงาน เหนื่องาย หรือมีปัญหาการนอนหลับภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันอ่อน
-คิดว่าร่างกายเสื่มไว แก่เร็ว หรือผิวเสียเร็ว
-โรคไต โรคมะเร็ง ได้รับทำเคมีบำบัด/ฉายรังสี(รวมทั้งผู้ที่ไม่ได้อยากต้องการเป็น)
-โรคหัวใจ
ถั่งเช่า ทั้งผองนี้เกิดขึ้นได้เนื่องมาจาก การไม่ดูแลสุขภาพ การใช้ชีวิตไม่ถูกแนวทาง พันธุกรมม หรือเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากความเสื่อมโทรมของร่างกาย
ในนี้ เราจะมาดูกันว่า..........
งานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยจากทั้งโลกชี้ว่า ถั่งเช่าสมารถช่วยโรคหรืออาการพวกนี้ได้จริงหรือปล่าว?
รวมทั้งท่านที่ยาก.....
-มีอายุยืนแข็งแร็ง
-อยากบำรุงสุขภาพและความจำ รวมถึงบำรุงเลือด ร่างกายและอวัยวะภายใน
-ไม่ต้องการป่วยหนัก แล้วก็อยากสมุนไพร ห่างไกลจากโรคภัยน่าสยอง ที่เป็นต้นเหตุการตายลำดับหนึ่งของไทย
ถั่งเช่าช่วยโรคความดัน
-การวิจัยทดสอบที่แคลิฟอร์เนีย พบว่าถั่งเช่าสามารถปรับสมดุลความดันเลือดได้ด้วยหลายกลไก โดยมีทั้งยังกลไกลทางตรงและก็ทางอ้อม
ถั่งเช่าช่วยลดวัวเลสเตอคอยลไขมันในเส้นเลือด
-ที่สถาบันวิจัย NEL Biotech ประเทศเกาหลี พบว่าถั่งเช่าสกัดสามารถลดปริมาณโคเลสเตอคอยลในเลือดของหนูทดลองได้
ถั่งเช่าแก้อ่อนเพลียง่าย อ่อนเปลี้ยเพลียแรงเพลีย ช่วยให้สดชื่น ทำงานได้นานขึ้น สู้งานได้มากขึ้น
-ได้มีการทดลองในกรุ๊ปผู้ที่มีลักษณะอ่อนเพลียได้ง่าย 53 คนให้26คนทานถั่งเช่า 3 กรัมต่อวัน อีก 27 คนทานยาที่ไม่มีสารออกฤทธ์(กลุ่มควบคุม)หลังจากผ่านไป 3 เดือน กลุ่มที่ทานถั่งเช่าหายจากอาการอ่อนแรงง่ายได้ถึง 92% ส่วนกลุ่มควบคุมหายเพียงแค่14%(5)
ถั่งเช่าช่วยให้หลับดี/หลับลึกขึ้น
-จากการให้หนูรับประทานสาร coydcepin ที่พบในถั่งเช่า 4 ชม.ก่อนนอน แล้วก็กระทำตรวจวัดคลื่นสมอง ชี้ให้เห็นว่าหนูหลับลึกขึ้น และก็เป็นหลักฐานขึ้นฐานรากว่า Cordycepin สามารถช่วยมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนได้
ถั่งเช่าลดภูมิแพ้/อาการหอบหืด/ไซนัสปักเสบ
-ถั่งเช่าช่วยทำให้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนไข้อาการหอบหืดเรื้อรัง จากการทดลองจากกลุ่มผู้ป่วยโรคหอบหืด 120 คน 60 คนทานถั่งเช่าเป็นระยะเวลา 3 เดือน อีกกลุ่มได้ทานยาหลอก พบว่าหลุ่มได้รับถั่งเช่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น(จากการทดสอบ AQLQ)อย่างเป็นจริงเป็นจัง เทียบกับกรุ๊ปที่ได้รับยาหลอก ผลสรุปคือถั่งเช่าช่วยโรคหอบหืด ปอด และก็ลดการอักเสบในกรุ๊ปผู้เจ็บป่วยโรคหอบหืดระดับกลางถึงร้ายแรงได้จริง
-จากการทดลองในหนู พบว่าถั่งเช่าสกัดช่วยลดอาการอักเสบในระบบฟุตบาทหายใจได้
สมุนไพร ถั่งเช่าช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
-การทดสอบที่แคนดาพบว่าถั่งเช่าช่วยเสริมหลักการทำงานของเม็ดเลือดขาวแล้วก็กระตุ้นระบบภูมิต้านทานในหนูได้จริง
ถั่งเช่าช่วยบำรุงระบบขยายพันธุ์
-ในจีนได้มีการทดลองกับคนที่เจอปัญหาเสื่อมความสามารถทางเพศ 189 คน โดยให้ทานถั่งเช่า 3 กรัม ต่อวัน ตรงเวลาชิดกัน 40 วัน พบว่าสามารถฟื้นฟูสมรรถภาพผู้รับการทดสอบได้ถึง 66%
ถั่งเช่าเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอวัย ทำให้แก่ช้าลง ผิวพรรณสดใส ไม่ให้ผิวหนังเสื่อมเร็ว
-ได้มีการนำสาร Cordycepi ที่เจอในถั่งเช่า มาทดสอบการขัดขวางผลกระทบจากแสงแดดที่มีต่อผิว ผลปรากฎว่าสารดังกล่าวสามารถปกป้องการเหนียวนำการผลิต MMP เมื่อผิวโดนรังสี UVB ได้ ซึ่งก็คือสามารถคุ้มครองป้องกันการเสื่อมของผิวหนังเมื่อโดนแสงอาทิตย์ได้

ถั่งเช่าช่วยการดูแลและรักษาโรคไตเรื้อรัง บำรุงไตและก็ฟื้นฟูรูปแบบการทำงานของไตได้
-ได้มีการทดลองให้ผู้เจ็บป่วยไตวายเรื้อรัง 37 คน ทานถั่งเช่า 5 กรัมต่อวันตรงเวลา 1 เดือน ผลปรากฏว่าค่าไตดีขึ้นมากมาย ดังเช่น (creatinine,urinary proteins
-ถั่งเช่าช่วยทำให้ร่างกายยอมรับการเปลี่ยนถ่ายไต ได้มีการทดลองเปรียบในคนป่วยสำนักงานปลูกถ่ายไต โดยให้ถั่งเช่า 3 กรัม ต่อวันควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน ส่วนอีกกรุ๊ปได้รับเพียงแค่ยาแผนปัจจุบันเพียงแค่นั้น ผลคือสาร Cyclosporing ในเลือด และก็โปรตีนในเยี่ยวของกลุ่มที่ได้ทานถั่งเช่า น้อยกว่ากรุ๊ปมิได้ทาน ชี้ให้เห็นว่าถั่งเช่าช่วยทำให้ร่างกายผู้เจ็บป่วยยอมรับการปลูกถ่ายไตเจริญมากยิ่งขึ้น
-นอกเหนือจากนี้มีรายงานว่าการให้ผู้เจ็บป่วยที่แนวทางการทำงานของไตบกบิดางจากการใช้ยา gentamicin กินถั่งเช่า4.5 กรัม/วัน ส่งผลทำให้ระบบรูปแบบการทำงานของไตปกติ 89% เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมภายหลังจากกินถั่งเช่าเพียงแต่ 6 วัน
สมุนไพร ถั่งเช่าฆ่าเนื้องอก ยั้งมะเร็ง
-ในปี 2011 ได้มีการนำสาร cordycepin จากถั่งเช่ามาทดสอบกับเซลล์ของโรคมะเร็งเต้านมของคนเรา cordycepin สามารถฆ่าเซลล์ของมะเร็งเต้านมได้อย่างมีคุณภาพ
-ที่เกาหลีใต้ได้ทำทดสอบกระตุ้นหนูทดลองให้เกิดมะเร็ง แล้วต่อจากนั้นให้หนูกลุ่มหนึ่งทานสารสกัดถั่งเช่า ส่วนอีกกลุ่มไม่ได้รับสารสกัดถั่งเช่า ข้างหลังผ่านไป 21 วัน เจอโรคมะเร็งในกรุ๊ปหนูทดลองที่ได้รับสารสกัดถั่งเช่ามีขนาดเล็กกว่ากรุ๊ปที่มิได้รับสารสกัดถั่งเช่า
ถั่งเช่าแก้พิษจากการฉายรังสี และแนวทางการทำคีโม
-การทดสอบใน University of Louisville ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าสารเบต้ากลูแคน(ซึ้งเจอได้ในกรุ๊ปถั่งเช่า)ช่วยทำให้คนป่วยมะเร็งที่ได้รับฉายเคมีหรือเคมีบำบัดรักษาฟื้นได้เร็ว เพราะว่ากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวให้มีปริมาณเพิ่มสู่สถานการณ์ธรรมดาได้เร็วขึ้น
ถั่งเช่าคุ้มครองป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยการคุ้มครองป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือด
-จากการทดลองในหลอดเลือดทดลอง พบว่าสารโพลีแซคค้างไรค์ในถั่งเช่า สามารถช่วยปกกันการจับกุมตัวของเกล็ดเลือดได้
ถั่งเช่าคุ้มครองปกป้องสูญเสียความทรงจำ
-ลดการถึงแก่กรรมของ cell สมอง
ถั่งเช่าช่วยผู้เจ็บป่วยโรคหัวใจ
-สมุนไพร ได้มีการทดลองให้ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวเรื้อรังทานถั่งเช่าพร้อมกันไปกับยาแผนปัจจุบัน3-4 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 23-29 เดือน พบว่ากรุ๊ปคนไข้ที่ได้รับถั่งเช่าพร้อมกันไปด้วยมีลักษณะอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เทียบกับกลุ่มที่ได้รับแม้กระนั้นยาแผนปัจจุบันสิ่งเดียวโดยกลุ่มที่ได้รับถั่งเช่ามอาการหายใจถี่ลดน้อยลง ไม่เมื่อยล้าง่าย สภาพร่างกายและก็จิตใจบริบูรณ์แข็งแร็งขึ้น รวมทั้งมีสรรมภาพทางเพศดีขึ้นอีกด้วย

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

6

ถั่งเช่า
ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอันดับต้นๆของโลกช่วงปัจจุบัน ด้วยคุณประโยชน์มากมายก่ายกองที่ได้จากถั่งเช่า จึงทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างชื่นชมให้ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่ดีเยี่ยมที่สุด เมื่อก่อนถ้าเอ๋ยถึง ถั่งเช่าคงมีไม่ค่อยเป็นที่รู้จักสักเท่าไหร่ โดยยิ่งไปกว่านั้นคนประเทศไทยอย่างพวกเราๆแต่ว่าลองมาถามในเวลานี้สิจะมีคนไหนบ้างที่ไม่รู้ยอดเยี่ยมสมุนไพรประเภทนี้ เนื่องจากว่าในตอนนี้ถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมเป็นอันมาก และก็แพร่หลายด้วยคุณประโยชน์มากยกตัวอย่างเช่น ช่วยบำรุงร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับฟุตบาทหายใจรวมไปถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสามารถทางเพศได้อีกด้วย มิหนำซ้าผู้คนมากมายก่ายกองยังมั่นใจว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ดีอีกด้วย
ทานถั่งเช่าได้ผลข้างในกี่วัน
-ช่วยรักษาผู้ที่มีอาการจากการที่สืบเนื่องมาจากการเป็นโรคไตอย่างเช่นอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อยมาก ฯลฯ
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้อย่างดีเยี่ยม โดยยิ่งไปกว่านั้นนักกีฬาชนิดวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระหน้าที่กำลังเป็นอันมาก
-ถั่งเช่า ช่วยเพิ่มสมรรถนะเพศได้เป็นอย่างดีเพราะ ถั่งเช่านั้นช่วยให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่อวัยวะสืบพันธุ์ได้มากขึ้น-ช่วยทำให้น้ำอสุจิอสุจิแข็งแร็ง
-ช่วยลด และก็ต้านอนุมูอิสระภายในร่างกาย ช่วยยั้งแล้วก็ชะลอความแก่ได้ รวมทั้งซ่อมเซลต่างๆที่เสื่อมในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ รวมทั้งคุ้มครองปกป้องโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น และก็หัวใจเต้นเร็ว ที่มีต้นเหตุจากโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิต
-ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด รวมทั้งช่วยให้เลือดมีระบบไหลเวียนที่
-ถั่งเช่า ช่วยยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียภายในร่างกายได้ถึงแม้ว่าจะเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ช่วยให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดินดียิ่งขึ้น เมนส์มาธรรมดา รวมทั้งยังช่วยทำให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมที่จะมีลูกเพิ่มมากขึ้นด้วย
-ช่วยต้านโรคมะเร็ง เพราะว่าสารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต้านทานโรคมะเร็งทำให้ยับยั้งการเป็นวัณโรคมะเร็งได้ รวมถึงช่วยไม่ให้คนเจ็บโรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก

แนวทางทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นพวกเราก็จำเป็นต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีหลักๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ รวมทั้งแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการบด ซึ้งถือได้ว่าเป็นการเปลืองที่ไม่ค่อยถูกวิธีเท่าไร เนื่องจากว่าคุณลักษณะในตัวถั่งเช่านั้น จะปฏิบัติงานได้ดีเมื่อถูกความร้อนโดยเหตุนี้ควรจะรับประทานแบบที่โนความร้อนดีกว่าโดยวิธีที่ค่อนข้างจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าประมาณ 2-3 ตัว ไปแช่ลงไปภายในน้ำร้อน ทิ้งไว้ซัก 5 นาทีและหลังจากนั้นก็ค่อยนำน้ำมาดื่มจนกว่าน้ำหมด หลังจากนั้นให้เติมน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างสมบูรณ์
2.สมุนไพร ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะดูสิ่งที่จำเป็นเป็นหลักว่า อยากทานเพื่อสุขภาพ หรือเฉพาะเจาะจงที่โรคอะไร และก็ทานตามปริมาณที่สมควร อย่างถ้าหากเราอยากทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน ตอนเช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล ย้ำโรคภูมิแพ้แล้วก็อื่นๆทาน รุ่งเช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานภายหลังอาหารหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีอันตรายหรือกัดกระเพาะ
สมุนไพร ถั่งเช่าตัวอย่างงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยนิดหน่อยที่เกี่ยวเนื่องกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานค้นคว้าในตัวของคน ดังต่อไปนี้
-จากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่ส่งผลกระตุ้นสามารถทางเพศของเพศชายจากปริมาณแบบอย่างทั้งสิ้น 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อน้ำเชื้อของเพศชายจากกลุ่มของตัวอย่างได้ถึง33%รวมทั้งยังสามารถช่วยลดจำนวนสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือไม่ธรรมดาลงในเชื้ออสุจิของเพศชายจากกลุ่มตัวอย่าง29%จากการที่เพียงแค่ให้เพศชายจากกลุ่มตัวอย่างนี้กิน ถั่งเช่าเพียงแค่เป็นอาหารเสริมเท่านั้น นอกนั้นยังมีอีกหนึ่งแบบอย่างตัวอย่างร่วมกันที่เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ เป็นมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดศ เป็นมีการให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งหมดศชาย รวมทั้งเพศหญิงจำนวน 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศต่ำลงได้ลองกิน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยทำให้กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชาย แล้เพศหญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 66%
-จากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก ถั่งเช่าที่มีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเท่านั้น โดยต่างจากกลุ่มที่ยังคงรักษาโดยใช้ยาแผนปัจุบันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากว่าการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลแค่ได้เพียง 54 % เท่านั้น
ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่เหมาะสมที่สุด?
ถั่งเช่ามีมากมายหลายแบบ นานัปการสายพันธุ์ และจากหลายพื้อที่ อีกทั้งแบบเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ รวมทั้งแบบที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็คงจะจำต้องพูดว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ทิเบต ต้นเหตุก็เพราะหายาก แต่ในขณะนี้ได้มีหลักฐานการตรวจสอบพบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญสำหรับเพื่อการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทอง(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากกว่าถั่งเช่าทิเบตหลายเท่า นอกจากนี้การที่เห็ดถั่งเช่าสีทองสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนและก็โลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายดายยิ่งกว่าถั่งเช่าประเทศทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
เกรดของถั่งเช่า
เว้นแต่ถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่พบในตอนนี้และตามตลาดก็จะมี 2 เกรดด้วยกันดังนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAAเป็นถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่มีคุณประโยชน์ และสารอาหารมากว่า ถั่งเช่าธรรมดา รวมถึงเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน แล้วก็ถูกเก็บมาขณะที่ถูก
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด Aเป็นถั่งเช่าที่มีคุณสมบัติเกือบจะราวกับถั่งเช่าเกรด AAA ทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นไม่ได้มาตรฐานเท่านั้นเอง
นอกเหนือจากถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแม้กระนั้นไม่เป็นที่นิยมในตลาด ที่นิยมก็มีเพียงแค่ 2 เกรดสำคัญๆเพียงแค่นั้น เพื่อความปลอดภัยเราควรซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างช้านาน หรือร้านที่ได้รับความนิยมกับคนทั่วๆไป ทั้งนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความไม่รู้สึกกลุ้มใจแล้วก็จะได้ไม่ถูกหลอกให้จับจ่ายซื้อของปลอมนั้นเอง

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

7

ถั่งเช่า
ทาน[url=http://www.disthai.com/16484912/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2]ถั่งเช่าเห็นผลภายในกี่วัน[/url][/size][/b]
-ถั่งเช่า ช่วยรักษามีอาการจากการที่สืบไปมาจากการเป็นโรคไตยกตัวอย่างเช่นอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อย เป็นต้น
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกีฬาจำพวกวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระกำลังมหาศาล
-ช่วยเพิ่มสมรรถนะเพศได้เป็นอย่างดีเพราะเหตุว่า ถั่งเช่านั้นช่วยทำให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่ของลับได้มากขึ้น-สมุนไพร ถั่งเช่าช่วยให้น้ำกามสเปิร์มแข็งแร็ง
-ถั่งเช่า ช่วยลด และก็ต้านทานอนุมูอิสระในร่างกาย ช่วยยับยั้งแล้วก็ชะลอความแก่ได้ รวมถึงปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซมเซลต่างๆที่เสื่อมภายในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ แล้วก็ปกป้องโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น รวมทั้งหัวใจเต้นเร็ว ที่เกิดจากโรคเกี่ยวกับความดันเลือด
-ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด รวมถึงช่วยให้เลือดมีระบบไหลเวียนที่
-ช่วยยับยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียในร่างกายได้กระทั่งเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ถั่งเช่า ช่วยทำให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดินดีขึ้น ระดูมาธรรมดา รวมถึงยังช่วยให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมเพรียงที่จะมีบุตรมากเพิ่มขึ้นดด้วย
-ช่วยต่อต้านโรคมะเร็ง ด้วยความที่สารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต่อต้านมะเร็งทำให้ยับยั้งการเป็นวัณโรคโรคมะเร็งได้ รวมถึงช่วยไม่ให้คนไข้โรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก
สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่า
ที่ตัวของ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นมีสรรพคุณต่างๆเยอะมากเพราะว่าในตัวของถั่งเช่า มีสารออกฤทธิ์สำคัญนั้นเอง ขึ้นรถออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่าที่ค่อนข้างเป็นอระโยชน์รวมทั้งได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์แล้วมีดังนี้
1.สาร Cordycepin งานศึกษาเล่าเรียนทดสอบพบว่าสารตัวนี้สามารถ ช่วยแก้อาการอ่อนล้า ชูกำลัง ต่อต้านเชื้อโรคช่วยทำให้การไหลเวียนของโลหิต บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ ต้านทานการโตของเซลล์ของโรคมะเร็ง บำรุงไต รักษาโรคไตอักเสบ บำรุงระบบแพร่พันธุ์ ปรับสมดุลร่างกาย รวมทั้ง เสริมภูมิคุ้มกัน
2.สาร Nitric oxides สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยกรรมวิธีแข็งตัวของอวัยวะเพศชายให้ปฏิบัติงาน แข็งเร็ว และ นานขึ้น มันจะออกฤทธิ์สำหรับเพื่อการขยายเส้นโลหิตให้ไปสู่องคชาติมากเพิ่มขึ้น ถั่งเช่า ให้การแข็งของของลับนานขึ้นอย่างสมบูรณ์
3.สาร Adrenaline สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย มันจะก่อให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น ไม่มีอาการอ่อนเพลีย และสามารถนอนได้อย่างเต็มที่หลับเต็มที่มากเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังสามารถช่วยชะลอความแก่ให้กับคนอย่างพวกเราๆได้อีกด้วย
4.สารPolysaccharide สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายของมนุษย์ มันจะสร้างกลไกการคุ้มครองโรค แล้วก็ป้องกันการเกิดมะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม
แบบอย่างการค้นคว้านิดหน่อยที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยในตัวของคน ดังนี้
-จากการค้นคว้าเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่มีผลกระตุ้นสามารถทางเพศของเพศชายจากจำนวนแบบอย่างทั้งหมด 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อน้ำเชื้อของผู้ชายจากกลุ่มทดลองได้ถึง33%และยังสามารถช่วยลดจำนวนสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือเปล่าปกติลงในเชื้ออสุจิของผู้ชายจากกลุ่มของตัวอย่าง29%จากการที่เพียงแค่ให้เพศชายจากกลุ่มทดลองนี้รับประทาน ถั่งเช่าเพียงแค่เป็นอาหารเสริมแค่นั้น นอกนั้นยังมีอีกหนึ่งแบบอย่างตัวอย่างด้วยกันที่เป็นการวิจัยเกี่ยวกับสมรรถนะทางเพศ เป็นมีการให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งหมดศ เป็นมีการให้กลุ่มทดลองทั้งปวงศชาย และผู้หญิงปริมาณ 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศต่ำลงได้ลองกิน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยให้กลุ่มทดลองทั้งสิ้นศชาย แล้ผู้หญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่มากขึ้นได้ถึง 66%
-จากการค้นคว้าเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก สมุนไพร ถั่งเช่าที่มีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเพียงแค่นั้น โดยแตกต่างจากกรุ๊ปที่ยังคงรักษาโดยใช้ยาแผนปัจุบันอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุว่าการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลเพียงแค่ได้เพียงแต่ 54 % แค่นั้น

ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่เหมาะสมที่สุด?[/size][/b]
ถั่งเช่ามีจำนวนมากหลากหลายประเภท มากมายสายพันธุ์ และก็จากหลายพื้อที่ แบบเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และแบบที่เกิดจากวิธีการเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็อาจจะต้องพูดว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ทิเบต ต้นสายปลายเหตุก็เพราะหายาก แม้กระนั้นในปัจจุบันได้มีหลักฐานการตรวจสอบแล้วก็พบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญสำหรับในการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทอง(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากยิ่งกว่าถั่งเช่าทิเบตหลายเท่า นอกจากนี้การที่เห็ดถั่งเช่าสีทองคำสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนและโลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายดายกว่าถั่งเช่าประเทศทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
-เกรดของถั่งเช่า
เว้นเสียแต่ถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่พบในปัจจุบันและตามท้องตลาดก็จะมี 2 เกรดร่วมกันดังนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAAหมายถึงถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่มีคุณประโยชน์ แล้วก็สารอาหารมากว่า ถั่งเช่าธรรมดา รวมทั้งเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน และก็ถูกเก็บมาในขณะที่ถูก
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด Aเป็นสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีคุณลักษณะแทบราวกับถั่งเช่าเกรด AAA ทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นไม่ได้มาตรฐานเท่านั้นเอง
นอกจากถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแต่ไม่เป็นที่ชื่นชอบในท้องตลาด ที่นิยมก็มีแค่ 2 เกรดหลักๆแค่นั้น เพื่อความปลอดภัยพวกเราควรจะซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างนาน หรือร้านค้าที่เป็นที่ชื่นชอบกับคนทั่วไป ดังนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความไม่กังวลใจและก็จะได้ผิดหลอกให้ซื้อของปลอมนั้นเอง

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

8
ชื่อสมุนไพร  พญายอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน เสมหะพังพอนตัวเมีย , พญาข้อทองคำ พญาปล้องดำ (ภาคกึ่งกลาง) , พญาปล้องคำ (ลำปาง) , ผักมันไก่ , ผักลิ้นเขียด (จังหวัดเชียงใหม่) , โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) , ชิงเจี้ยง หนิ่วซิ้วฮวา (จีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Clinacanthus burmanni  Nees
สกุล  ACANTHACEAE
บ้านเกิด สมุนไพรพญายอเป็นสมุนไพรเขตร้อน ยกตัวอย่างเช่นทวีปแอฟริกา บราซิล และอเมริกา กลาง ส่วนในทวีปเอเชียมีการกระจัดกระจายในประเทศอินโดนีเซีย ไทย พม่า ลาว เขมร ฯลฯ และก็เป็นสมุนไพรที่มีแพทย์ท้องถิ่นประเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย จีน ใช้รักษาผื่นผิวหนัง แมลงสัตว์กัดต่อย งูกัด แมงป่องต่อย มาตั้งแต่ในอดีตกาลแล้ว ส่วนในประเทศไทยมักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ หรือพบปลูกกันตามบ้านทั่วไป ทั่วทุกภาคของประเทศ พญายอ หรือ เสลดพังพอนตัวเมียมีชื่อพ้องกัน มันก็คือ เสลดพังพอนเพศผู้ แม้กระนั้นต่างกันตรงที่เสลดพังพอนตัวผู้มีหนาม คุณประโยชน์อ่อนกว่าเสมหะพังพอนตัวเมียและเพื่อไม่ให้งวยงงระหว่างสมุนไพร 2 ประเภทนี้ จึงเรียกเสมหะพังพอนตัวเมียว่า "พญายอ"
ลักษณะทั่วไป
พญายอ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มปนเถาหรือไม้พุ่มคอยเลื้อย มักเลื้อยพาดไปตามต้นไม้อื่นๆมีความสูงได้ราว 1-3 เมตร ลำต้นมีลักษณะสะอาด ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบรวมทั้งโคนใบแหลม ส่วนขอบของใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างโดยประมาณ 2-3 ซม. รวมทั้งยาวประมาณ 7-9 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ ดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกโดยประมาณ 3-6 ดอก กลีบดอกไม้เป็นสีแดงส้ม โคนกลีบดอกไม้เชื่อมชิดกันเป็นหลอด ยาวราว 3-4 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็น 2 ปากหมายถึงปากด้านล่างและปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ กลีบเป็นทรงกระบอก ส่วนกลีบรองกลีบนั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่าๆกัน มีขนเป็นต่อมเหนียวๆอยู่รอบๆ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน ส่วนเกสรเพศเมียหมดจดไม่มีขน ออกดอกในตอนประมาณตุลาคมถึงเดือนมกราคม ผลได้ผลสำเร็จแห้งแล้วก็แตกได้ ลักษณะของผลเป็นรูปกลมยาวรี ยาวได้ประมาณ 0.5 เซนติเมตร ก้านสั้น ข้างในผลมีเม็ดราวๆ 4 เมล็ด
การขยายพันธ์ การขยายพันธุ์พญายอนั้นสามารถได้ 2 แนวทางเป็นการปักชำรวมทั้งการแยกเหง้ากิ่งก้านสาขาไปปลูก แต่จำนวนมากมักจะใช้วิธีการใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่บริบูรณ์ไม่มีโรค ไม่แก่ หรือไม่อ่อนเหลือเกิน ตัดกิ่งชนิดให้มีความยาว 6-8 นิ้ว และมีตาบนกิ่งโดยประมาณ 1-3 ตา ให้มีใบเหลืออยู่ที่ปลายยอด โดยประมาณ 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงรอบๆรอยตัดของต้นตอ แล้วก็กิ่งพันธุ์เพื่อคุ้มครองป้องกันเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีเป็นดินร่วนซุยผสมทราย (จะช่วยทำให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง รวมทั้งสะดวกสำหรับการย้ายต้นไปปลูก) โดยปักชำกิ่งลงในอุปกรณ์ปลูกลึกราว 3 นิ้ว รวมทั้งปักให้เอียง 45 องศา รดน้ำให้เปียกแล้วก็รักษาความชุ่มชื้นให้เพียงพอต้องระวังอย่าให้กิ่งชำถูกแสงแดดมาก กิ่งปักชำจะออกรากภายใน 3-4 สัปดาห์ แล้วใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกภายในหลุมปลูกที่เตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบ รดน้ำภายหลังปลูกในทันที
การเก็บเกี่ยว ควรที่จะเก็บใบขนาดกึ่งกลาง ที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเหลือเกิน โดยให้ใช้ขั้นตอนการตัดต้นเหนือระดับผิวดินประมาณ 10 เซนติเมตร หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ต้นตอเดิมยังสามารถแตกออกแตกกิ่งเติบโตได้อีก และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไปได้
การดูแลรักษา ในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรจะรดน้ำทุกวัน ถ้าแดดจัดควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไปแล้วอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในช่วงฤดูฝนหากมีฝนตกบางทีก็อาจจะไม่ต้องให้น้ำ พญายอสามารถเติบโตก้าวหน้าในดินทุกจำพวกที่มีการระบายน้ำเจริญ แต่ว่าชอบดินร่วนซุยปนทรายที่ระบายน้ำดีสูงที่สุด  ถูกใจอากาศร้อนชื้น ขึ้นก้าวหน้าทั้งที่มีแดด(แดดไม่จัด) รวมทั้งที่ร่ม
ส่วนประกอบทางเคมี  รากของพญายอ มีสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol และก็มีการทดลองพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล    (butanol) จากใบของพญายอ มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (flavonoid) สามารถระงับอาการอักเสบได้ สารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบสารกลุ่ม Monoglycosyl diglycerides ดังเช่นว่า    1,   2- di-O-linolenoyl-3-O-β-D-Galactopyranosyl-sn-glycerol รวมทั้งสารกลุ่ม Glycoglycerolipids จากใบมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเริมและก็งูสวัด
                นอกเหนือจากนี้พญายอ ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากยิ่งกว่า 20 จำพวก โดยเป็นสารเคมีจากพืชที่มีความสำคัญต่อชีวิต ยกตัวอย่างเช่น   Stigmaster, Lupeol, B-Sitosterol Belutin, Myricyl alcohol แล้วก็สารสกัดที่ได้จากเมทานอลในประเทศไทย 6  จำพวก    C-Glycosyl flavones ได้แก่    Vitexin, Isovitexin, Schaftoside, Isomoll-pentin, 7-0-B-Glucopyranoside, Orientin, Isori-entin แล้วก็สารสกัดได้จากต้นแล้วก็ใบได้สาร Gluco-sides  5   จำพวก    (1)    Cerebrosides และ  Monoacylmonogalactosyl glycerol สาร    Triga-lactosyl แล้วก็    Digalactosyl diglycerides 4  สาร    8 ชนิด    สกัดได้จากส่วนเหนือดินสดด้วยคลอโรฟอร์มเป็น   Chlorophyll A,  Chlorophyll B,  และ    Phacoph-orbide A  รวมทั้งสารประกอบที่มีซัลเฟอร์ 4  จำพวก   Clinamide A-C, 2-Cis- entadamide A  รวมทั้งสารประกอบที่พบมาก่อน 3  ประเภท    Entadamide A, Entadamide C   และก็    Trans 3  methylsulfinyl-2-propenol
คุณประโยชน์ / สรรพคุณ คุณประโยชน์ของพญายอตามตำรายาไทย
กล่าวว่า ใบ – ใช้ทำลายพิษไข้ ดับพิษร้อน แก้อาการผิดสำแดง แก้เจ็บคอ เจ็บปก แผลในปาก คางทูม รักษาโรคบิด ไข่ดัน รักษาแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน แก้ฝี แก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคฝึกฝน ราก  - ปรุงเป็นยาขับเยี่ยว ขับรอบเดือน แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว บำรุงกำลัง แก้ผิดสำแดง ส่วนอีกทั้ง 5  (ทั้งต้น) -   ใช้ถอนพิษ โดยเฉพาะพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ผื่นคัน แผลน้ำร้อนลวก  ดีซ่าน รักษาแผลสด แผลเรื้อรัง แก้ปวดบวม กลยุทธ์ปวดเมื่อย บวมช้ำ  ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังมีการผลิตยาที่มีส่วนประกอบของพญายอหลายแบบ ได้แก่ ครีมพญายอ ใช้ทุเลาอาการโรคเริม และก็ งูสวัด ยาป้ายปากพญายอให้รักษาแผลในปาก (aphthaus ulcer) โลชั่นพญายอ ใช้บรรเทาอาการผื่นผื่นคัน ลมพิษ ตุ่มคัน ฯลฯ
แบบอย่าง / ขนาดวิธีใช้

  • ทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน


o             - ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี

  • แก้แผลน้ำร้อนลวก


o             ใช้ใบตำต้มกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟเผา แผลจะแห้ง
o             นำใบมาตำอย่างรอบคอบผสมกับเหล้า ใช้พอกรอบๆที่ถูกไฟลุกหรือน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษร้อนเจริญ

  • รักษาอาการอักเสบ ทำลายพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด


o             ใช้ใบเสมหะพังพอนตัวเมียสด 10-20 ใบ (เลือกใบสีเขียวเข้มสดเป็นมันไม่อ่อนไม่แก่กระทั่งเกินไป)เอามาตำผสมกับสุราหรือน้ำมะนาว คั้นเอาน้ำกินหรือเอาน้ำทาแผลและก็เอากากพอกแผล
o             ใช้ใบเสลดพังพอน 1,000 กรัม หมักใน alcohol 70 % 1,000 ซีซี. หมักไว้ 7 วัน นำมากรองแล้วเอาไประเหยให้เหลือ 500 ซีซี. เติม glycerine pure ลงไปเท่ากับปริมาณที่ระเหยไป (500 ซีซี.) นำน้ำยาเสมหะพังพอนกรีเซอรีนที่ได้ทาแผลเริม งูสวัด แผลร้อนในปาก ถอนพิษต่างๆ

  • ใช้เป็นยาลดไข้ ด้วยการกางใบสด 1 กำมือ ตำอย่างละเอียด ผสมกับน้ำซาวข้าว ใช้พอกบนหัวผู้ป่วยราว 30 นาที ลักษณะของการมีไข้แล้วก็ลักษณะของการปวดศีรษะจะหายไป
  • ช่วยแก้อาการผิดสำแดง (กินอาหารเป็นพิษไข้ แล้วทำให้โรคกำเริบเสิบสาน) ด้วยการใช้รากสดนำมาต้มกินทีละราว 2 ช้อนแกง
  • ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ ด้วยการนำใบสดมาบดโดยประมาณ 10 ใบ กลืนมัวแต่น้ำยาพอให้ยาจืด แล้วจึงคายกากทิ้ง
  • แก้คางทูม ด้วยการใช้ใบสดราวๆ 10-15 ใบ ตำอย่างระมัดระวังผสมกับสุราโรง คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่บวม อาการบวมจะหายไป แล้วก็อาการเจ็บปวดจะหายไปด้านใน 30 นาที
  • ใช้แก้ฝี ด้วยการกางใบนำมาโขลกผสมกับเกลือและก็เหล้า ใช้พอกบริเวณที่เป็น แปลงยาทุกเช้ารวมทั้งเย็น


ส่วนการใช้พญายอรักษาอาการเนื่องจากว่าแมลงกัดต่อย รวมทั้งเริมตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น  ให้ใช้ใบขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลง สัตว์ กัดต่อย หรือเป็นเริมแล้วก็สำหรับครีม ที่มีสารสกัดพญายอจำนวนร้อยละ 4 – 5   แล้วก็สารละลาย (สำหรับป้ายปาก) ที่มีสารสกัดพญายอในกลีเซอรีนปริมาณร้อยละ 2.5 – 4                  รวมถึงโลชัน ที่มีสารสกัดพญายอร้อยละ 1.25  ให้ใช้  ทาบริเวณที่มีลักษณะ วันละ 5 ครั้ง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  สารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบให้ทางปากหนูขาว จะลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำโดย carrageenan รวมทั้งลดการอักเสบของถุงลมหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้กำเนิดโดยฉีดลมและก็น้ำมันละหุ่ง (1-3) แต่หากใช้วิธีทาสารสกัดที่ผิวหนังจะไม่สามารถที่จะลดน้ำหนองของถุงลมหนูได้ สารสกัดเอ็นบิวทานอล ขนาด 270 มก./กิโลกรัม จะลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้เท่าๆกับแอสไพรินขนาด 100 มก./กก. (2) เมื่อใช้ 5% ของพญายอในรูป cold cream สารสกัดเอทานอล 95% แล้วก็สารสกัดเอทานอลในน้ำ ทาเฉพาะที่ให้หนูขาว  สามารถลดหนองและการเกิด granuloma ได้ 50.98%, 50.10% แล้วก็ 48.30% เป็นลำดับ สารสกัดเอทานอลจากใบ ขนาด 20 มคก./มล. ส่งผลต่อ cytokines  ที่เกิดในขั้นตอนการอักเสบ คือ ยับยั้ง  interleukin-1-b แต่ว่าไม่สามารถที่จะยั้ง interleukin-6 แล้วก็  tumor necrosing factor-a
ฤทธิ์รักษาโรคงูสวัด  นำสารสกัดจากใบพญายอความเข้มข้นต่างๆมาตรวจ DNA hybridization และ plaque reduction assay พบว่า ขนาด 1:2,000 และก็ 1:1,200 เป็นลำดับ จะยั้งเชื้อไวรัส Varicella zoster ก่อนเข้าสู่เซลล์ได้ 50% ขนาด 1:6,000 แล้วก็ 1:4,800 เป็นลำดับ จะทำลายเชื้อเชื้อไวรัส  Varicella zoster  ในเซลล์  ขนาดมากกว่า 1:18,000 แล้วก็ 1:9,600 ตามลำดับ สามารถทำลายเชื้อเชื้อไวรัส Varicella zoster โดยตรงได้ 50% จะมีความเห็นว่าเมื่อเชื้อไปสู่เซลล์แล้วฤทธิ์สำหรับการยับยั้งเชื้อไวรัสต่ำลง
          คนป่วยโรคงูสวัด ปริมาณ 51 ราย  ได้รับการดูแลและรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามจำพวกของยา และให้ยาเรียงสลับแบบสุ่ม คนเจ็บทุกรายมาพบแพทย์ข้างใน 48 ชม.ภายหลังจากมีลักษณะ  โดยให้ป้ายยาวันละ 5 ครั้ง ตรงเวลา 7-14 วัน จวบจนกระทั่งแผลจะหาย พบว่าคนไข้หวานใจษาด้วยสารสกัดใบพญายอแผลจะตกสะเก็ดข้างใน 3 วัน แล้วก็หายข้างใน 7-10 วัน มีเป็นจำนวนมากกว่ากลุ่มที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หรูหราความปวดน้อยลงเร็วกว่า และไม่พบผลกระทบใดๆก็ตาม
ฤทธิ์ต่อต้านเริม  สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต้านไวรัส Herpes simplex type 1 และ type 2 โดยตรงก่อนที่จะเชื้อไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ แล้วก็สารสกัดจากใบความเข้มข้นตั้งแต่ 1:1,200 นาน 30 นาที สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ HSV 2 โดยตรงก่อนเพาะเลี้ยงลงเซลล์ สารสกัดเมทานอลรวมทั้งสารสกัดน้ำจากใบไม่สามารถยั้งเชื้อไวรัส HSV-2 และก็ HSV-1, HSV-2 ในเซลล์ ตามลำดับ
ผู้เจ็บป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์อีกทั้งชายและก็หญิงปริมาณ 27 คน ได้รับการรักษาด้วยครีมจากสารสกัดเอทานอลจากใบพญายอ 5% (dilution 1:4,800) เปรียบเทียบกับการดูแลและรักษาด้วยยา acyclovir cream ปริมาณ 26 คน และก็ยาหลอก 24 คน  โดยทาแผลวันละ 4 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 6 วัน พบว่า คนป่วยที่ได้รับการดูแลและรักษาด้วยครีมพญายอ แล้วก็ acyclovir cream แผลตกสะเก็ดในวันที่ 3 และก็หายข้างในวันที่ 7 แตกต่างจากแผลของผู้เจ็บป่วยที่ใช้ยาหลอก จะตกสะเก็ดในวันที่ 4–7 รวมทั้งหายในวันที่ 7-14 หรือเป็นเวลายาวนานกว่านั้น ครีมพญายอไม่กระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบ เคือง เวลาที่ acyclovir cream ทำให้แสบ
คนไข้โรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ประเภทเป็นซ้ำ จำนวน 56 ราย ได้รับการดูแลและรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ เทียบการดูแลรักษากับยา acyclovir cream ปริมาณ 54 คน รวมทั้งยาหลอก 53 คน ทาตุ่มหรือแผลวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 6 วัน พบว่ากลุ่มที่รักษาด้วยยาจากสารสกัดพญายอแผลจะเป็นสะเก็ดภายใน 3 วัน รวมทั้งหายภายใน 7 วัน ไม่มีอาการแสบแผล  และไม่มีความไม่เหมือนจากการดูแลรักษาด้วย acyclovir cream แม้กระนั้นยา acyclovir cream จะก่อให้แสบแผล (13)
ฤทธิ์แก้ปวด  เมื่อให้ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบ ขนาด 30, 90, 270, 540, 810 และก็ 2,430 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  แก่หนูถีบจักรทางปาก จะลดการบิดตัวของหนูที่ถูกเหนี่ยวนำโดยกรดอะซีตำหนิค แล้วก็เพิ่มการซึมผ่านของฝาผนังเส้นโลหิต เป็นสัดส่วนกับขนาดของส่วนสกัด ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลขนาด 90 มก./กิโลกรัม จะมีความแรงเท่าๆกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. สำหรับการลดการบิดตัว แต่ว่าจะมีความแรงน้อยกว่าสำหรับการลดการซึมผ่านฝาผนังหลอดเลือด เมื่อให้สารสกัดนี้โดยการฉีดเข้าช่องท้อง ไม่แสดงให้เห็นว่ามีฤทธิ์ระงับปวดเมื่อใช้วิธี hot water bath  แล้วก็ให้ส่วนสกัดคลอโรฟอร์มจากใบขนาดดังที่กล่าวถึงแล้วทางปากหนูถีบจักร  ไม่เป็นผลลดการบิดตัวของหนูเหมือนกัน
นอกเหนือจากนี้ พญายอมีสารออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ในหลอดทดสอบและมีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย สารสกัดจากใบด้วยเอทธิลอะสิเตทเข้มข้น 1.39-6.31 มก./มิลลิลิตร สามารถยับยั้ง Bacillus cereus แล้วก็ candida albican สาร    Flavonoids รวมทั้ง    Phenolic compounds ในสมุนไพรทุกชนิด ยับยั้งแบคทีเรียได้ไพเราะมี Carbonyl group และ    พญายอยังมีฤทธิ์ต่อต้านพิษงู: มีการเรียนพบว่าสารสกัดพญายอมีฤทธิ์ป้องกันทําลายเซลล์เยื่อแผล แม้กระนั้นไม่มีฤทธิ์ยั้งพิษต่อระบบประสาทของงูเห่า ที่มีต่อNeuromuscular transmission
การเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ
          การทดสอบความเป็นพิษพบว่า สารสกัดเอ็นบิวทานอลมีค่า LD50 13.4 ก./กก. 48 ชั่วโมง ข้างหลังให้ทางปาก และมีค่า 3.4 ก./กก. เมื่อฉีดเข้าช่องท้อง การให้สารสกัดทุกๆวันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของหนูขาว แม้กระนั้นเจอน้ำหนักไธมัสลดลงในช่วงเวลาที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่เจอความแปลกต่ออวัยวะอื่นๆและไม่มีลักษณะไม่พึงปรารถนาอื่นๆส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/กิโลกรัม (หรือเสมอกันใบแห้ง 5.44 กรัม/กิโลกรัม) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าท้องหนูเม้าส์ ไม่ส่งผลให้เกิดอาการพิษใดๆก็ตามและเมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มก./โล และ 540 มก./กิโลกรัม ทุกวัน นาน 6 สัปดาห์ พบว่าไม่เป็นผลต่อการเจริญเติบโต แต่น้ำหนักต่อมธัยมัเสียใจลง ในระหว่างที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่เจอความไม่ปกติต่ออวัยวะอื่น และไม่พบอาการไม่พึงปรารถนาอะไรก็ตาม
ข้อเสนอแนะ / ข้อควรตรึกตรอง พญายอก็ราวสมุนไพรประเภทอื่นๆคือ ควรจะใช้ในจำนวนที่พอดีไม่ควรใช้มากเกินความจำเป็นหรือนานกระทั่งเกินไปเพราะอาจเกิดผลกระทบต่อร่างกายได้ และก็ในอดีตกาลจะมีการใช้ใบสดเอามาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล และก็ได้ผลการดูแลรักษาที่ดี แต่ในตอนนี้แนวทางแบบนี้ไม่เป็นที่ชื่นชอบแล้ว เพราะเหตุว่าจะทำความสะอาดแผลได้ยาก รวมทั้งอาจจะเป็นผลให้แผลติดเชื้อและเป็นหนองจนแผ่ขยายไปยังบริเวณอื่นได้
เอกสารอ้างอิง

  • เสลดพังพอนตัวเมีย.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.
  • ฉัตรชัย สวัสดิไขย,สุรศักดิ์ อิ่มเอี่ยม.พญายอ.คอลัมน์ยาน่ารู้.วารสารศูนย์การศึกษาแพยทศาสตร์คลินิกโรงพยาบาลพระปกเกล้า.ปีที่35. ฉบับที่1.มกราคม-มีนาคม 2561.หน้า106-110
  • สมชาย แสงกิจพร เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ธวัชสุภา ปราณี จันทเพ็ชร.  การรักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำด้วยยาสารสกัดของใบพญายอ.  วารสารกรมการแพทย์ 2536;18(5):226-31
  • ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.“พญาปล้องทอง”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.    หน้า 521-522.
  • Alam A,   Ferdosh S,   Ghafoor K,   Hakim A, Juraimi AS,    Khatib A,   et  al.   Clinacanthus nutans: A  review of   the   medicinal uses, pharmacology and    phytochemistry. AsianPac J Trop Med 2016:9: 402-9.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47. http://www.disthai.com/
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Panyakom K.   Strutcural elucidation of bioactive compounds of   clinacanthusnutans (Burm. f.)  lindau leaves [disserta-tion].    Nakhon Rathchasima. SuranareeUniversity of Technology; 2006.
  • ชุตินันท์ กันตสุข.  การทดสอบเบื้องต้นเพื่อหาฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ของสารสกัดสมุนไพรไทยบางชนิด.  วิทยานิพนธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534.
  • “พญาปล้องทอง”.  หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  หน้า 88.
  • Kittisiripornkul S, Bunyapraphatsara, N, Tanasomwong W, Satayavivad J.  The antiinflammatory action and toxicological studies of Clinacanthus nutans.  การประชุม Princess Congress I, 10-13 Dec 1987, กรุงเทพฯ:AC-5.
  • Cherdchu C,   Poopyruchpong N,   Adchari-yasucha R,   Ratanabanangkoon K.   The absence of  antagonism between extracts of   Clinacanthus nutans Burm. and    Naja naja    siamensis venom. Southeast Asian J  Trop    Med    Public Health 1977;8:249-54.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47.
  • Sangkitporn S, Balachandra K, Bunjob M. Chaiwat S, Dechatiwongse Na-Ayudhaya T, Jayavasu C.  Treatment of Herpes zoster with Clinacanthus nutans (Bi Phaya Yaw) extract.  J Med Assoc Thai 1995;78(11):624-7.
  • Dampawan P,   Huntrakul C,   Reutrakul V, Raston CL,    White AH.    Constituents of Clinacanthus nutans and    crystal structureof   Lup-20(29)-Ene-3-One. J  Sci    Soc  Thailand 1977; 3: 14-26.
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • วิทยา บุญวรพัฒน์. “เสลดพังพอนตัวเมีย”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 562.
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ ทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ชวลิตธำรง สุทธิโชค จงตระกูลศิริ.  การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบพญายอต่อเชื้อ Herpes simplex virus type-2 ในหลอดทดลอง.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2535;34(4):153-8.
  • Dechatiwongse T,  Sakkarat S, ShuypromA,   Pattamadilok D,   Bansiddhi J,   Water-man    PG,    et  al.   Chemical constituents of the   leaves of Clinacanthus nutans Lindau.Thai    Journal of  Phytopharm 2001;8(1):1.
  • Satayavivad J, Bunyapraphatsara N, Kittisiripornkul S, Tanasomwang W.  Analgesic and anti-inflammatory activities of extract of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau.  Thai J Phytopharm 1996;3(1):7-17.
  • Thawaranantha D, Balachandra K, Jongtrakulsiri S, Chavalittumrong P, Bhumiswasdi J, Jayavasu C.  In vitro antiviral activity of Clinacanthus nutans on Varicella-zoster virus.  Siriraj Hosp Gaz 1992;44(4):285-91.
  • Yoosook C, Bunyapraphatsara N, Boonyakiat Y, Kantasuk C.  Anti-Herpes simplex virus activities of crude water extracts of Thai medicinal plants.  Phytomedicine 1999;6(6): 411-9.
  • Tanasomwang W.  The screening of anti-inflammatory action of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau : a critical evaluation of carrangeenan-induced hind paw edema model.  MS Thesis, Mahidol Univ, 1986.
  • Yoosook C, Panpisutchai Y, Chaichana S, Santisuk T, Reutrakul V.  Evaluation of anti-HSV-2 activities of Barleria lupulina and Clinacanltus nutans.  J Ethnopharmacol 1999;67:179-87.
  • Suntararuks S, Satayavivad J, Vongsakul M, Wanichanon C, Thiantanawat A, Akanimanee J.  The study of immunologic effects of Clinacanthus nutans extract in male Wistar rats.  The Fourth Princess Chulabhorn International Science Congress Chemicals in the 21st Century, 28 Nov–2 Dec 1999, Bangkok, Thailand: P-24.



Tags : พญายอ

9
งาดำ
ชื่อสมุนไพร งาดำ
ชื่อสามัญ  Black Sasame seeds Black
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesamum indicum Linn
ตระกูล Pedaliaceae
ถิ่นเกิด  งามีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา บริเวณประเทศเอธิโอเปีย แล้วแผ่กระจายไปยังประเทศอินเดีย จีน รวมทั้งประเทศต่างๆในแถบทวีปเอเชียรวมทั้งประเทศไทยด้วย ส่วนในประเทศอินเดียมีการระบุว่ามีการปลูกงามาแล้วหลายพันปี ก่อนที่จะพ่อค้าชาวอาหรับ และเมดิเตอร์เรเนียลจะนำงาไปปลูกแถบอาหรับ แล้วก็ ยุโรป
นอกจากนี้ยังมีผู้พบหลักฐานว่า ชาวบาบิโลนในประเทศโซมาเลียมีการปลูกงามานานกว่า 2,500 ปี ก่อนคริสตกาล และใช้นํ้ามันงาสำหรับทำยา และอาหาร ซึ่งมีบันทึกใน Medical Papyrus of Thebes บอกว่า ทหารโรมันได้นำงาไปปลูกในประเทศอิตาลีในคริสศตวรรษที่ 1 แม้กระนั้นปรากฏว่าลักษณะภูมิอากาศไม่เหมาะกับการปลูก และก็ในช่วงปลายศตวรรษที่17 รวมทั้ง18 มีการนำงามาปลูกไว้ในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยขี้ข้าชาวแอฟริกัน
ด้านการใช้ผลดีจากงาดำนั้นอินเดีย จีน แล้วก็ประเทศอื่นๆในแถบเอเซียจะใช้งาทำเป็นนํ้ามันเพื่อประกอบอาหาร ส่วนชาวตะวันตกจะนำงามาทำเค้ก ไวน์ และนํ้ามัน รวมทั้งใช้สำหรับในการประกอบอาหาร และเป็นเครื่องหอม ส่วนชาวแอฟริกันใช้ใบงาทำ พลุ และก็พอกผิวหนัง และก็ใช้เป็นสารไล่แมลงให้สัตว์เลี้ยงเป็นต้น
ลักษณะทั่วไป
งาดำ เป็นพืชล้มลุกที่แก่ฤดูเดียว มีลำต้นตั้งตรง บางทีอาจแตกกิ่งหรือไม่แตกกิ่งกิ่งก้านสาขา ลำต้นสูงราวๆ 50-150 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะสีเหลี่ยม มีร่องตามทางยาว ไม่มีแก่น มีลักษณะอวบน้ำ แล้วก็มีขนสั้นปกคลุม เปลือกลำต้นบาง มีสีเขียว  ใบงาดำ ออกเป็นใบผู้เดียว เรียงตรงกันข้ามกันเป็นชั้นๆตามความสูง มีก้านใบสั้น ยาวราว แผ่นใบมีรูปหอก สีเขียวสด กว้างโดยประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-16 เซนติเมตร โคนใบมนกว้าง ปลายใบแหลม ขอบของใบหยักเล็กน้อย มีเส้นกิ่งก้านสาขาใบตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆยาวจรดขอบใบ ดอกงาดำเป็นดอกผู้เดียวหรือเป็นกลุ่มตรงซอกใบ จำนวน 1-3 ดอก ดอกย่อยมีก้านดอกสั้น มีกลีบรองดอก จำนวน 5 กลีบ ส่วนกลีบดอกมีลักษณะเป็นกรวย ห้วยลงดิน กลีบอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง กลีบเมื่อบานมีสีขาว ยาวประมาณ 4-5 ซม. แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กลีบด้านล่าง และกลีบบน โดยกลีบด้านล่างจะยาวกว่ากลีบบน ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 2 คู่ มี 1 คู่ยาว ส่วนอีกคู่สั้นกว่า ส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน มีก้านเกสรยาว 1.5-2 เซนติเมตร ปลายก้านเกสรเว้าแหว่งเป็น 2-4 แฉก  ผลงาดำเรียกว่า ฝัก มีลักษณะทรงกระบอกยาว ผิวฝักเรียบ ปลายฝักแหลมเป็นติ่ง รวมทั้งแบ่งได้ร่องพู 2-4 ร่อง กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวราวๆ 2-3 เซนติเมตร ฝักอ่อนมีสีเขียว และมีขนปกคลุม ฝักแก่กลายเป็นสีน้ำตาล รวมทั้งเบาๆเปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา จากนั้น ร่องพูจะปริแตก เพื่อให้เมล็ดร่วงลงดิน  ด้านในฝักมีเมล็ดขนาดเล็ก สีดำจำนวนไม่น้อย เม็ดเรียงซ้อนในร่องพู เม็ดมีรูปรี แล้วก็แบน ขนาดเมล็ดราว 2-3 มม. เปลือกเมล็ดบางมีสีดำ มีกลิ่นหอมยวนใจ แต่ละฝักมีเมล็ดประมาณ 80-100 เม็ด
การขยายพันธุ์ งาดำแพร่พันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด ซึ่งนิยมปลูกร่วมกัน 2 แบบหมายถึงการหว่านเมล็ด รวมทั้งโรยเมล็ดเป็นแถว แบ่งช่วงปลูกออกเป็น 3 ช่วง คือ

  • ช่วงต้นหน้าฝน ราวเดือนพฤษภาคม-เดือนมิถุนายน และเก็บเกี่ยวในตอนเดือนกรกฎาคม-ส.ค.
  • ช่วงปลายฤดูฝน ราวๆกรกฎาคม-สิงหาคม และเก็บเกี่ยวในตอนเดือนกันยายน-เดือนตุลาคม
  • ระยะหลังการเก็บเกี่ยวข้าว โดยประมาณพฤศจิกายน-ธันวาคม รวมทั้งเก็บเกี่ยวในตอนเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์


การเตรียมแปลงปลูก ในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานเข้าถึง สามารถปลูกงาดำได้ทุกฤดู ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทานมักปลูกลงในตอนหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ
พื้นที่แปลงปลูกจะต้องไถกลบดิน 1 รอบก่อน แล้วก็ตากดินนาน 7-10 วัน แล้วหลังจากนั้น หว่านด้วยปุ๋ยคอก ราวๆ 1-2 ตัน/ไร่ ก่อนไถกระพรวนดินกลบอีกครั้ง หรือหว่านปุ๋ยมูลสัตว์ตั้งแต่ตอนไถรอบแรก (ใช้สำหรับพื้นที่ไม่เกลื่อนกลาดมากมาย) เพราะรอบต่อมาจะเป็นการหว่านเม็ดได้เลย ส่วนการปลูกแบบหยอดเม็ด ให้ไถร่องตื้นหรือใช้คราดดึงทำแนวร่องก่อน
การปลูก

  • การปลูกแบบหว่านลงแปลง ข้างหลังไถกลบรอบแรกหรือไถลูกพรวนดินในรอบ 2 แล้ว ให้หว่านเมล็ดงาดำ อัตรา 0.5-1 โล/ไร่ ควรจะหว่านเมล็ดให้กระจัดกระจายให้มากที่สุด ก่อนไถลูกพรวนหน้าดินตื้นๆกลบ
  • การปลูกแบบหยดเมล็ดเป็นแถว หลังไถยกร่องหรือดึงคราดทำแนวร่องเสร็จ ให้โรยเม็ดตามความยาวของร่อง ให้เม็ดห่างกันอย่างสม่ำเสมอ ใช้เม็ดในอัตราเดียวกับการโปรยเม็ด ก่อนคราดหรือเกลี่ยหน้าดินกลบ


การดูแลรักษา หลังการหว่านเมล็ด ถ้าหากปลูกเอาไว้ในช่วงแล้ง เกษตรมักจัดตั้งระบบให้น้ำ ซึ่งควรให้เสมอๆ 2-3 ครั้ง/อาทิตย์ ส่วนการปลูกเอาไว้ในหน้าฝน เกษตรมักปล่อยให้งาดำเติบโตโดยอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ ทั้งนี้ ถ้าหากเจอโรคหรือแมลงให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัด ส่วนการใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในระยะ 1-1.5 เดือน แรกข้างหลังปลูก และอาจใส่ร่วมกับปุ๋ยมูลสัตว์ อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ ส่วนการกำจัดวัชพืช ให้ลงแปลงถอนวัชพืชด้วยมือเป็นประจำ ทุก 2 ครั้ง/ เดือน โดยยิ่งไปกว่านั้นใน 1-1.5 เดือนแรก
การเก็บเกี่ยวผลผลิต งาดำ สามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดได้ข้างหลังการปลูกราวๆ 70-120 วัน ขึ้นกับสายพันธุ์ โดยสังเกตจากฝักที่เริ่มกลายเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ส่วนใบจะเริ่มสีเหลือง และบางประเภทมีการหล่นแล้ว ดังนี้ ต้องเก็บฝักก่อนที่เปลือกฝักจะปริแตก ส่วนพันธุ์งาดำที่นิยมนำมาปลูกในขณะนี้นั้นมีด้วยกัน 4 ประเภทเป็น

  • งาดำ จังหวัดบุรีรัมย์ จัดเป็นพันธุ์ท้องถิ่น มีลักษณะเด่น คือ ฝักแบ่งได้ 4 กลีบใหญ่ เมล็ดมีขนาดใหญ่ สีเกือบจะดำสนิท แก่เก็บเกี่ยวปานกลาง ประมาณ 90-100 วัน ให้ผลผลิต ราวๆ 60-130 กิโลกรัม/ไร่
  • งาดำ จังหวัดนครสวรรค์ จัดเป็นประเภทพื้นบ้านที่นิยมมากมายในเกือบทุกภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกลาง เหนือ และก็อีสาน มีลักษณะเด่นเป็นลำต้นออกจะสูง มีการเลื้อย รวมทั้งแตกกิ่งก้านมาก ใบมีขนาดใหญ่ มีลักษณะค่อนข้างกลม ส่วนเมล็ดมีสีดำ อ้วน แล้วก็ขนาดใหญ่ แก่เก็บเกี่ยวปานกลาง ประมาณ 95-100 วัน ให้ผลผลิต 60-130 กก./ไร่
  • งาดำ มก.18 เป็นประเภทงาดำแท้ ที่ปรับปรุงขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในช่วงปี 2528-2530 ที่ได้จากการผสมของงาประเภท col.34 กับงาดำ นครสวรรค์ มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นค่อนข้างจะสูง มีการเลื้อย แม้กระนั้นไม่แตกกิ่ง ลำต้นมีข้อสั้น ทำให้ปริมาณของฝักต่อต้นสูง เม็ดมีสีดำสนิท 1,000 เมล็ด มีน้ำหนักโดยประมาณ 3 กรัม ถ้าในช่วงฤดูฝนจะแก่การเก็บเกี่ยวราว 85 วัน ถ้าปลูกหน้าหนาวหรือหน้าแล้ง แก่การเก็บเกี่ยว โดยประมาณ 90 วัน ได้ผลผลิต แม้กระนั้นค่อนข้างสูง ในช่วง 60-148 โล/ไร่
  • งาดำ มข.2 เป็นชนิดไม่ไวต่อช่วงแสงสว่างที่พัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีชนิดดั้งเดิมเป็นงาดำ ชนิด ซีบี 80 ที่นำเข้ามาจากประเทศจีน มีลักษณะเด่นหมายถึงลำต้นสูงราวๆ 105-115 ซม. ลำต้นมีการแตกกิ่ง แต่แตกน้อย ราวๆ 3-4 กิ่ง/ต้น เม็ดสีดำสนิท 1,000 เม็ด หนักโดยประมาณ 2.77 กรัม แก่เก็บเกี่ยวสั้นกว่าจำพวกอื่นๆราว 70-75 วัน ให้ผลผลิตปานกลางถึงสูง ราวๆ 80-150 กก./ไร่ เป็นชนิดที่ทนแล้ง แล้วก็ต่อต้านต่อโรค เน่าดำได้ดิบได้ดี
องค์ประกอบทางเคมี
ในเม็ดมีน้ำมันอยู่ราว 45-55% ประกอบด้วยกรดไขมันตัวอย่างเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, ยิ่งไปกว่านี้ยังมี สารกลุ่ม lignan, ชื่อ Sesamin , sesamol, 
d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆยกตัวอย่างเช่น sitosterol  (สารกันเหม็นหืนเป็น sesamol ทำให้น้ำมันงาไม่เหม็นหืน)
                นอกนั้นงาดำยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้
ค่าทางโภชนาการของงาดำ (งาดำ 100 กรัม)
น้ำ                           4.2          กรัม
พลังงาน                 603         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.6        กรัม
ไขมัน                       48.2        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        21.8        กรัม
ใยอาหาร                                9.9          กรัม
เถ้า                           5.2          กรัม
แคลเซียม                               1228       มก.
เหล็ก                       8.8          มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส                              584         มิลลิกรัม
 
ไทอะมีน                 0.94        มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน                           0.27        มก.
ไนอะซีน                  3.5          มก.
กรดกลูดามิก                         3.955     กรัม
กรดแอสพาร์ติเตียนก                     1.646     กรัม
เมไธโอนีน                              0.586     กรัม
ทรีโอนีน                  0.736     กรัม
ซีสหนอีน                   0.358     กรัม
ซีรีน                         0.967     กรัม
ฟีนิลอะลานีน                        0.940     กรัม
อะลานีน                 0.927     กรัม
อาร์จินีน                 2.630     กรัม
โปรลีน                    0.810     กรัม
ไกลซีน                    1.215     กรัม
ฮิสทิดีน                   0.522     กรัม
ทริปโตเฟน                             0.388     กรัม
ไทโรซีน                   0.743     กรัม
วาลีน                      0.990     กรัม
ไอโซลิวซีน                              0.763     กรัม
ลิวซีน                      1.358     กรัม
ไลซีน                       0.569     กรัม
ธาตุแคลเซียม                        975         มก.
ธาตุเหล็ก                               14.55     มก.
ธาตุซีลีเนียม                          5.7          มิลลิกรัม
ธาตุโซเดียม                           11           มก.
ธาตุฟอสฟอรัส                      629         มิลลิกรัม
ธาตุสังกะสี                            7.75        มก.
ธาตุโพแทสเซียม                   468         มก.
ธาตุแมกนีเซียม                     351         มิลลิกรัม
ธาตุแมงกานีส                       2.460     มก.
ธาตุทองแดง                          4.082     มิลลิกรัม
 
ประโยชน์/คุณประโยชน์ งาดำนิยมประยุกต์ใช้เป็นสัดส่วนประกอบของของหวานต่างๆยกตัวอย่างเช่น ไอติมงาดำ , คุกกี้งาดำ , เค้กงาดำ , นมงาดำ , กระยาสารท ฯลฯ หรือใช้เป็นส่วนประกอบภัณฑ์เสริมความงามต่างๆตัวอย่างเช่น สบู่ โลชั่นสำหรับดูแลผิว ฯลฯ ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของงาดำนั้นสามารถช่วยบำรุงรักษาร่างกายแทบทุกรูปทรง ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ระบบขับถ่าย การบำรุงหัวใจ จึงเหมาะสมกับทุกวัย กระทั่งเด็กที่มีลักษณะป่วยอยู่แล้ว หรือเพศหญิงที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจะจำเป็นมากอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยคุ้มครองปกป้องโรคภาวะกระดูกพรุนอย่างเห็นผล โดยในแบบเรียนยาไทยระบุว่า ใช้น้ำมันระเหยยากที่บีบจากเมล็ด หุงเป็นน้ำมันใส่รอยแผล แล้วก็ผสมเป็นน้ำมันทาถูนวดแก้เคล็ดลับปวดเมื่อย ฟกช้ำดำเขียว ปวดบวม ลดการอักเสบ ใส่แผลรักษาอาการผื่นคัน ทำน้ำมันใส่ผม เป็นยาระบายอ่อนๆทาผิวหนังให้นุ่มรวมทั้งเปียกชื้น หญิงไทยโบราณใช้ทาเพื่อประทินผิว สรรพคุณพื้นเมืองบอกว่า เม็ด นำมาซึ่งกำลัง ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แม้กระนั้นทำให้ดีกำเริบเสิบสาน น้ำมัน ทำน้ำมันใส่แผล ใส่แผลเปื่อยยุ่ย มักใช้ผสมยาใช้ภายนอกสำหรับกระดูกหัก บำรุงเอ็น ไขข้อ ทานวดแก้เคล็ดยอก ปวดบวม หรือใช้ทาบำรุงรากผม
ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาโรคผิวหนัง กลาก โรคเกลื้อน น้ำร้อนลวก ไฟไหม้
           ตำรับยาน้ำมันที่ระบุในหนังสือเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์: มีรวม 3 ตำรับ ที่ใช้น้ำมันงาเป็นองค์ประกอบ ดังนี้ “น้ำมันทรงแก้พระเส้นผมหล่น (ผมร่วง)ให้คันให้ขาว” ประกอบด้วยสมุนไพร 19 จำพวก นำมาต้มแล้วกรองกากออก เติมน้ำมันงา แล้วหุงให้เหลือแต่น้ำมันใช้แก้พระเส้นผมหล่อน คัน ขาว “น้ำมันแก้เปื่อยยุ่ยพัง” มีคุณประโยชน์ แก้ขัดเบาหรือฉี่ไม่ออก แก้ปวดขบ แก้หนอง มีรวม 2 ตำรับ แต่ละตำรับ ประกอบด้วยสมุนไพร 12 ประเภท รวมทั้งน้ำมันงาพอควร หุงให้เหลือแค่น้ำมัน ยานี้ใช้ ยอนเป่าเข้าไปในลำกล้อง (ทางเท้าฉี่ในองคชาติ)
ส่วนตำราเรียนหมอแผนปัจจุบันกล่าวว่าสารออกฤทธิ์ในงาดำมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ต้านเซลล์มะเร็ง  รักษาอาการไอ จากการระบุประสิทธิภาพการดูแลรักษาโรคของเม็ดงาโดยฐานข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ว่าช่วยทุเลาอาการไอ นับมีประโยชน์ข้อเดียวของงาดำแล้วก็งาขาวที่มีข้อมูลสูงที่สุดในตอนนี้  ลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำมันงาเป็นหนึ่งในน้ำมันจากพืชที่พูดกันว่าดีต่อร่างกาย โดยมั่นใจว่าอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันจำพวกดีที่ช่วยลดจำนวนคอเลสเตอรอลและก็ในน้ำมันงานี้ยังพบไขมันอิ่มตัวในปริมาณน้อย วัยทอง หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนซึ่งเป็นภาวะของความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกต่อไป อาจได้ใช้ประโยชน์จากสารเซซามิน (Sesamin) ในเมล็ดงาที่มั่นใจว่าเมื่อไปสู่ร่างกายจะถูกจุลินทรีย์ในไส้แปรไปเป็นสารสำคัญอย่างเอนเทอโรแลกเปลี่ยนโตน (Enterolactone) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนแล้วก็มีส่วนประกอบทางเคมีคล้ายฮอร์โมนเอสโตเจนของผู้หญิงอย่างไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens) งาเป็นของกินที่มีแร่ธาตุมากที่สำคัญเป็นธาตุเหล็ก ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โดยจำนวนแคลเซียมที่เจอจะมีมากกว่าผักทั่วไปกว่า 40 เท่า รวมทั้งฟอสฟอรัสมากกว่าพืชผักทั่วๆไปกว่า 20 เท่า ซึ่งเป็นธาตุที่ทำหน้าที่เสริมสร้างกระดูก โดยเฉพาะเด็กตัวเล็กๆ แล้วก็สตรีวัยหมดระดู กรดไขมันไลโนเลอิค รวมทั้งกรดไขมันจำพวกโอเลอิค ช่วยสำหรับการลดระดับไขมันจำพวกต่างๆในเส้นเลือด และก็ช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดเกล็ดเลือด และลิ่มเลือด  งามีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณตํ่า แต่มีวิตามินบีทุกประเภทสูงจึงนับได้ว่างามีวิตามินบีอยู่ดูเหมือนจะทุกจำพวก จึงมีสรรพคุณช่วยทำนุบำรุงระบบประสาท บำรุงสมอง ทุเลาอาการเหน็บชา แก้ร่างกายหมดแรง แก้ลักษณะของการปวดเมื่อยล้า และก็แก้การเบื่ออาหาร  งามีปริมาณใยอาหารในปริมาณสูง ปฏิบัติหน้าที่สร้างเสริม และก็กระตุ้นแนวทางการทำงานของลำไส้ ทั้งการย่อย การดูดซึม รวมทั้งการขับถ่าย ช่วยคุ้มครองท้องผูก ยั้ง รวมทั้งดูดซับสารพิษ พร้อมขับออกทางอุจจาระ ทำให้ปกป้องโรคมะเร็งในลำไส้ แล้วก็ควบคุมระดับไขมันในเลือด      กรดไลโนเลอิคพบในเม็ดงาจำนวนหลายชิ้น เป็นกรดที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโต และก็ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง เพราะทำให้ฝาผนังเซลล์ข้างในภายนอกดำเนินงานอย่างธรรมดา
ต้นแบบ/ขนาดการใช้ ในตอนนี้งาดำนั้นส่วนใหญ่จะนิยมเอามาทำเป็นขนมหรือส่วนประกอบของขนมและสินค้าที่ใช้บริโภคมากกว่าการใช้ผลดีในด้านอื่นๆแต่ก็มีตำรายาไทยแผนโบราณที่ได้เจาะจงปริมาณการใช้เพื่อบรรเทาโรคต่างๆดังเช่น

  • รักษาอาการปวดตามข้อ ใช้งาคั่วรับประทาน 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการเมื่อยล้า เมื่อตามร่างกาย กินงาคั่ว 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการเหน็บชา คั่วเม็ดงา 1 ลิตร ร่วมกับรำข้าว 1 ลิตร แล้วก็กระเทียมหั่น 1 กำมือ แล้วหลังจากนั้น ตำบดผสมกัน แล้วก็ผสมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลกิน 1 เดือน
  • รักษาอาการคัดจมูก ใช้งาคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับกับข้าวสุกหรือน้ำนมถั่วเหลืองกิน 2-3 วัน
  • รักษาอาการเป็นหวัด กินงาคั่ว วันละ 4 ช้อนโต๊ะ
  • รักษาท้องผูก ใช้งาคั่วผสมกับเกลือรับประทานร่วมกับข้าว
  • รักษาอาการปวดรอบเดือน กินงาผง ½ ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง
  • ใช้บำรุงสมอง รวมทั้งระบบประสาท ใช้งาคั่วผสมกับมะขามป้อม แล้วก็น้ำผึ้ง กินวันละ 1 ครั้ง
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ      สาร sesamin จากน้ำมันเม็ดงา เมื่อทำทดสอบโดยผสมลงในอาหารของหนูถีบจักร และป้อนให้หนูที่ถูกรั้งนำให้มีการติดเชื้อโรค แล้วก็การอักเสบที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหนูที่มีการอักเสบจะมีการหลั่งสาร dienoic, eicosanoids, TNF-a (tumor necrosis factor-a) แล้วก็ cyclooxygenase เพิ่มมากขึ้น จากผลการทดลอง พบว่าสาร sesamin ในน้ำมันเม็ดงา มีฤทธิ์ลดการอักเสบที่ไส้ของหนูได้ โดยลดการสร้างสารจำพวก Prostaglandin E2 (PGE2), Thromboxane B2 (TXB2) และก็ TNF-a อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (1) เมื่อกระทำทดลองในชายปกติ 11 คน โดยฉีดสารที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอักเสบ Auromyose ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ของ TNF-a, PGE2 รวมทั้ง leukotriene B4 (LTB4) แล้วให้ชายทั้งยัง 11 คน กินอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา 18 กรัม/วัน นาน 12 อาทิตย์ และก็กระทำการวัดระดับ TNF-a, PGE2  และ LTB4 ในกระแสโลหิตทั้งยังก่อนแล้วก็หลังให้อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา พบว่าระดับของสารที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอักเสบดังที่กล่าวมาแล้วไม่มีความเคลื่อนไหว มีความหมายว่าน้ำมันงาไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ (2) 0.5 ก. ของสารสกัดเมทานอล 100% จากเมล็ดงา 100 ก. ไม่มีผลยับยั้ง cyclooxygenase 2 แล้วก็ nitric oxide ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกเหนี่ยวนำโดย lipopolysaccharide (3)
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย        สารสกัดอัลกอฮอล์หรืออะซีโตนจากเมล็ดงา ความเข้มข้น 25 มคก./มิลลิลิตร (4) และก็สารสกัดเอทานอล 80% จากใบ ลำต้น ราก และก็ผล ความเข้มข้น 500 มก./มิลลิลิตร (5) ไม่มีผลยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (4, 5) และก็เชื้อ Pseudomonas aeruginosa (5)
การเรียนรู้เกี่ยวกับสรรพคุณของงาดำและงาขาวที่ช่วยรักษาอาการไอ เป็นการทดลองในเด็กอายุ 2-12 ปี จำนวน 107 คน ที่มีลักษณะอาการไอจากโรคไข้หวัด โดยให้รับประทานน้ำมันงา 5 มล.ก่อนนอนติดต่อกัน 3 วัน เพื่อลดความรุนแรงแล้วก็ความถี่ของการไอ คำตอบพบว่าในวันแรกอาการไอของเด็กที่รับประทานน้ำมันงากว่ากลุ่มรับประทานยาหลอก แต่อยู่ในระดับไม่เท่าไรนัก และเมื่อผ่านไป 3 วัน เด็ก 2 กลุ่มต่างมีอาการดีขึ้น และไม่พบว่าการใช้น้ำมันงาก่อกำเนิดผลข้างเคียงใดๆศึกษาวิจัยคนไข้ที่เจ็บในโรงพยาบาลทั้งหมดทั้งปวง 150 คน โดยกลุ่มหนึ่งให้การรักษาด้วยการใช้การทาน้ำมันงาควบคู่ไปกับการดูแลและรักษาธรรมดา ส่วนอีกกรุ๊ปให้การดูแลรักษาปกติเพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่าน้ำมันงาช่วยลดความรุนแรงของความเจ็บแล้วก็ทำให้ผู้เจ็บป่วยรับประทานยาแก้ปวดลดลง
แผนกแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ศึกษาและทำการค้นพบว่าในเมล็ดงาดำ มีสารเซซาไม่นอยู่ภายในซึ่งสารตัวนี้สามารถที่จะช่วยสำหรับการยับยั้งการพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์สลายกระดูก ที่ให้กำเนิดโรคข้อเสื่อม โรคกระดูกพรุน ได้โดยจะเข้าไปทำให้แคลเซียมประสานกับกระดูกมากเพิ่มขึ้นนอกนั้นยังช่วยในเรื่องของโรคสมอง ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดตันในสมองเส้นเลือดแตก ที่ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตขึ้นรถเซซามินจะเข้าไปช่วยคุ้มครองป้องกันเซลล์ประสาทที่ยังดีอยู่ และช่วยฟื้นฟูเซลล์ประสาทที่ย่อยสลายในที่สุดก็เป็นโรคโรคมะเร็ง ที่ถือเป็นโรคที่เกิดมากมายเป็นอันดับ 1 ในช่วงเวลานี้ซึ่งเซลล์มะเร็งนั้นจะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากว่ามีเส้นโลหิตใหม่ที่เกิดขึ้นมาแล้วไปสร้างการหล่อเลี้ยงให้กับเซลล์ของโรคมะเร็งนั้นๆแล้วก็จะแพร่กระจายไปบ่อยซึ่งสารเซซามิน ก็จะเข้าไปปกป้องรักษาเซลล์พร้อมทั้งตัดวงจรหรือลดเส้นเลือดใหม่ที่เป็นน้ำเลี้ยงให้กับเซลล์ของโรคมะเร็งกับค่อยๆฟื้นฟูสภาพเซลล์ให้คืนกลับมา
โดยผลจากการศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยในห้องแลปที่ได้ร่วมกับนักศึกษาปริญญาโท ได้ทดลองกับไข่ไก่ที่ธรรมดาหลังจากนั้นได้ทำการฉีดเซลล์หรือพิษเข้าไป ก็พบว่าไข่ไก่จะเกิดอาการเป็นพิษหรือคล้ายกับการเป็นโรคมะเร็ง แล้วหลังจากนั้นก็กระทำการฉีดสารเซซามิน เข้าไปก็พบว่าการปฏิสังขรณ์ของเซลล์เริ่มกลับมาแล้วก็ได้ทดลองด้วยการฉีดสารเซซาไม่นเข้าไปในไข่ไก่ธรรมดา แล้วเมื่อเวลาผ่านไป 6 ชั่วโมงถึงฉีดพิษ หรือเซลล์ของโรคมะเร็งเข้าไป ก็พบว่ามีการปกป้องเซลล์ได้มากกว่าไข่ไก่ที่ไม่ถูกฉีดสารเซซามินอย่างเห็นได้ชัด
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา

  • การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดเม็ดด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) เข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นปริมาณกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าเท่ากับ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม น้ำมันจากเม็ดงาไม่ระบุความเข้มข้น พบว่ามีพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง แล้วก็เมื่อฉีดน้ำมันจากเม็ดงาเข้าทางเส้นเลือดดำของกระต่าย พบว่า MIC มีค่าเท่ากับ 0.74 มิลลิลิตร/กิโลกรัม เมื่อป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของข้าวโพด เม็ดฝ้าย น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะกอก รวมทั้งน้ำมันงาให้กับหนูเพศผู้-เมีย ในขนาด 0.1, 0.5% ของอาหารเป็นระยะเวลานาน 105 วัน พบว่าหนูทุกตัวมีการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันที่ตับ และก็ในหนูเพศเมีย เนื้อเยื่อที่
ต่อม thyroid ชนิด microfollicular จะมีจำนวนเซลล์เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ  และในหนูทุกตัวที่ป้อนอาหารที่มีส่วนผสมในขนาด 0.5% ของอาหาร พบว่าน้ำหนักของหัวใจเพิ่มมากขึ้น

  • ทำให้เกิดอาการแพ้ มีรายงานว่าคนรับประทานเมล็ดงา แล้วเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น ในคนเพศชายพบว่ามีอาการแพ้ด้วยการสูดดม และทำ skin prick tests ผล positive และเมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 2 มก./วัน พบว่าเกิดอาการผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ นอกจากนี้มีรายงานในคนเพศหญิง เมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 10 ก./คน และสูดดม พบว่าเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง มีอาการหอบ จมูกอักเสบ และมีผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ และมีรายงานว่าผู้ที่รับประทานเมล็ดงา  และเกิดอาการแพ้แบบ anaphylactic shock เนื่องจากสารในเมล็ดงาไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชนิด non-IgE ผู้ป่วยอายุ 46 ปี เกิดอาการแพ้หลังจากการใช้น้ำมันงาในเยื่อหุ้มฟัน ทำให้เกิด anaphylactic shock ด้วยเช่นกัน มีรายงานในผู้ป่วยที่รับประทานอาหารที่มีงาเป็นส่วนผสม และเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง 10 ราย ผู้ป่วยทุกคนทำ skin prick test ต่องา และตรวจ IgE antibodies พบว่าได้ผล positive ทั้ง 2 ชนิด ทุกคน  และพบว่าสารที่ทำให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรงในงาคือ 2S albumin
  • พิษต่อระบบสืบพันธุ์ สารสกัดเมล็ดด้วยบิวทานอล เอทานอล (95%) และน้ำ เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียขนาด 3.05 ก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ขนาด 200 มก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลทำให้แท้ง และไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล:น้ำ (1:1) เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียทางปากขนาด 200 มก./กก.  พบว่าไม่มีพิษต่อตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเบนซีนและปิโตรเลียมอีเทอร์  เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ทางสายยางให้อาหารขนาด 150 มก./กก. พบว่าไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน น้ำมันจากเมล็ดงาเมื่อป้อนให้หนูที่ตั้งครรภ์ทางสายยางสู่กระเพาะอาหาร ในขนาด 4 มล./ตัว  โดยให้ในช่วงสัปดาห์ที่ 6-10 ของการตั้งครรภ์ พบว่าไม่มีผลทำให้เกิดความพิการของตัวอ่อน
  • พิษต่อเซลล์ สารสกัดทั้งต้นด้วยเอทานอล (90%) ขนาด 0.25 มก./มล. พบว่ามีพิษต่อเซลล

10
ทองพันชั่ง
ชื่อสมุนไพร ทองพันชั่ง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น หญ้าไก่ (ไทย) ,ติดเฮาะเล่งจือ (จีน-จีนแต้จิ๋ว) , หญ้ามันไก่ , ทองพันดุลย์ , ทองคันชั่ง (ภาคกลาง) , มาลีฮ้อมบก (จังหวัดสุรินทร์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus nasutus (Linn.) Kurz.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus communis Nees
ชื่อสามัญ   White crane flower
สกุล   Acanthaceae
ถิ่นเกิด ทองคำพันชั่งเป็นไม้ล้มลุกครึ่งหนึ่งไม้พุ่ม มีบ้านเกิดเมืองนอนในประเทศแถบเอเชียใต้และเอเซียอาคเนย์บริเวณแถบเส้นศูนย์สูตร พบทั่วๆไปในประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ตัวอย่างเช่น ประเทศ ประเทศอินเดีย เกาะมาตากัสการ์ , มาเลเซีย ฯลฯ แล้วมีการกระจัดกระจายจำพวกไปในประเทศเขตร้อนใกล้เคียง อาทิเช่น บังคลาเทศ , พม่า ,ไทย , อินโดนีเซีย เป็นต้น ส่วนในประเทศไทย มีการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรและนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ,พืชที่มีความเป็นสิริมงคลมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น ทองพันชั่งมีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก มีความสูงต้นราวๆ 1 - 1.5 เมตร มักแตกหน่อรวมทั้งแผ่แขนงออกเป็นกอ ลำต้นรวมทั้งกิ่งไม้มีขนเรี่ยรายทั่วๆไป กิ่งอ่อนมักเป็นสันสี่เหลี่ยมตามทางยาว ส่วนโคนของลำต้นเนื้อไม้แกนแข็ง
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวลักษณะรูปไข่ ปลายใบแล้วก็โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นน้อย ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆแล้วก็แต่ละคู่ออกสลับทิศทางกัน เนื้อใบบางและก็หมดจด ใบยาว 4 – 6 ซม. กว้าง 2 – 3 ซม. ใบมีสีเขียวอ่อน
  • ดอก เป็นดอกช่อขนาดเล็ก มีสีขาวออกเป็นช่อสั้นๆตรงซอกมุมใบ ดูดอกมีลักษณะเสมือน นกกระยางกำลังบิน (แม้กระนั้นชาวสุรินทร์มีความคิดเห็นว่าดอกทองพันชั่งคล้ายข้าวเม่าหมายถึงมีกลีบดอกไม้สี่กลีบตกออกคล้ายข้าวเม่า ก็เลยเรียกต้นทองคำพันชั่งว่า “บุปผาอ็อมบก” มีความหมายว่า ต้นดอกข้าวเม่า) กลีบรองดอกมี 5 กลีบ และมีขน กลีบดอกไม้สีขาวติดกันตรงโคนเป็นหลอด ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายแยกเป็น 2 กลีบ กลีบขนยาวราว 0.8 ซม. กว้าง 0.1 ซม. ปลายแยกเป็น 2 แฉกแหลมสั้นๆกลีบด้านล่างแผ่กว้าง 1.5 ซม. แยกเป็น 3 แฉก โคนกลีบมีจุดประสีม่วงแดง เกสรตัวผู้สีน้ำตาลอ่อน มีสองอันยื่นพ้นปากหลอดออกมาเล็กน้อย รังไข่มี 1 อัน รูปยาวรี มีหลอดท่อรังไข่คล้ายเส้นด้าย ยาวเสมอปากหลอดดอก ก้านเกสรสั้นติดอยู่ที่ปากท่อดอก
  • ผล มีลักษณะเป็นฝัก กลมยาว และมีขนข้างใน มี 4 เม็ดเมื่อแห้งสามารถแตกได้
การขยายพันธุ์ ทองคำพันชั่งน้ำหนักสามารถแพร่พันธุ์ได้ด้วย การเพาะเม็ดและนำกิ่งมาปักชำ แม้กระนั้นในปัจจุบันแนวทางยอดนิยมแล้วก็มีอัตราการปลูกที่ได้ประสิทธิภาพที่ดีเป็นกรรมวิธีคือตัดกิ่งแก่ที่มีตาติดอยู่ 2-3 ตา แล้วปลิดใบทิ้งให้หมดจากนั้นตัดรอบๆกิ่งให้เฉียงทำมุม 45 องศา แล้วปักลงไปในดินที่ชุ่มน้ำโดยให้กิ่งเอียงบางส่วน ทองพันชั่งเป็นพืชที่เกลียดร่มเงามากมาย (ต้องการที่ที่มีแดดลอดผ่านมารำไร) มักถูกใจที่ดินปนทรายที่มีการระบายน้ำดี ไม่ขังเฉอะแฉะ แล้วก็ต้องรอดูแลการให้น้ำให้ดินชุ่มชื้น รวมทั้งจำต้องคอยกำจัดวัชพืชอยู่เสมอ ด้วยเหตุว่าถ้าขาดน้ำหรือถูกแสงแดดมากเกินความจำเป็นใบจะเป็นจุดเหลืองแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยๆแห้งตาย โดยเหตุนั้นการปลูกจึงควรปลูกเอาไว้ภายในฤดูฝน
ส่วนประกอบทางเคมี ใบเจอสารสำคัญคือ rhinacanthin และก็ oxymethylanthraquinone รากมี Resin Rhinacanthin (1.9 เปอร์เซ็นต์) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ มีเกลือโปตัสเซียส และมี Oxymethylanthraquinone นอกเหนือจากนั้นยังพบสาร  Quinone, Rutin (quercetin - 3 - rutinoside)
คุณประโยชน์ ตำรายาไทยใช้ ใบ และก็ราก  รักษากลาก โรคเกลื้อน ผื่นคัน ใบ รสเบื่อเย็น ดับพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พยาธิผิวหนัง รักษาอาการผมร่วง , ปวดฝี , แก้พิษ , แก้อักเสบ , บำรุงร่างกาย เป็นยาขับเยี่ยว ยาระบาย  ราก รสเบื่อเมา แก้ขี้กลากเกลื้อน ผื่นคัน และก็โรคผิวหนังที่เป็นน้ำเหลืองบางประเภท   รักษาโรคโรคมะเร็ง ดับพิษไข้ แก้พิษงู พยาธิวงแหวนตามผิวหนัง ทั้งยังต้น รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน แก้น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน รักษาโรคมะเร็ง ขับพยาธิตามผิวหนังหรือรอยแผล รักษาอาการโรคไส้เลื่อน ปัสสาวะผิดปกติ ต้น บำรุงร่างกาย รักษาอาการผมหล่นยิ่งกว่านั้นยังคงใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆรักษาโรคตั้งแต่นี้ต่อไปคือ

  • ราก - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษามะเร็งปอด กระเพาะไส้ มะเร็งตามร่างกาย ทำให้ผมดกดำ แก้ไอเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด แก้ริดสีดวงทวาร ดับพิษไข้ รักษาโรคผิวหนัง แก้กระษัย แก้ผมหงอก ผมหล่น รักษาโรคตับทุพพลภาพ รักษาโรครูมาตำหนิซึม รักษาโรคไขข้อพิการ แก้ลมเข้าข้อทำให้ปวดบวมต่างๆขับปัสสาวะ แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค
  • ต้น - รักษาโรคผิวหนัง โรคกุฏฐัง แก้เม็ดผื่นคัน
  • ต้น - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษามะเร็งปอด โรคมะเร็งกระเพาะ โรคมะเร็งตามร่างกาย โรคมะเร็งไส้ แก้แมงเคียนรับประทานรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง
  • ใบ - แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้ แก้ปวดหัวตัวร้อน แก้มะเร็งไช แก้หิดมะโคนย รักษาโรคมะเร็ง รักษาวัณโรค แก้จิตใจเสียกระบวน แก้คลั่ง แก้สารพัดพิษ


นอกนั้นในตำราบางเล่ม ยังได้เอ่ยถึงคุณประโยชน์ทองคำพันชั่งน้ำหนัก โดยมิได้กล่าวว่าใช้ส่วนใดของพืช หรือส่วนใดในหนังสือเรียนยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆสำหรับในการบำบัดรักษาโรคต่างๆดังต่อไปนี้คือ
- รักษาโรคความดันโลหิตสูง รักษาโรคมะเร็ง แก้มุตกิตระมองขาว เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ผมร่วง รักษาโรคนิ่ว
- แก้กลยุทธ์ปวดเมื่อยชายโครง มือเคล็ดลับ คอเคล็ดลับ แก้มะเร็งในกระเพาะ แก้ฝีประคำร้อย แก้มะเร็งในคอ แก้มะเร็งในปาก แก้ไข้เหนือ แก้จุกเสียด เป็นยาหยอดตา แก้ไอเป็นเลือด แก้บอบช้ำใน แก้นิ่ว แก้โรคผิวหนัง แก้ลมสาร แก้มะเร็งในปอด แก้มะเร็งด้านในรวมทั้งข้างนอก
ทองคำพันชั่งรักษาโรคมะเร็ง ช่วยยั้งมะเร็ง ได้แก่ โรคมะเร็งในกระเพาะ มะเร็งในคอ มะเร็งในปาก มะเร็งในปอด เพราะเหตุว่าต้นทองคำพันชั่งมีสารสำคัญเป็น “สารแนพโทควิโนนเอสเทอร์” (Naphthoquinone Ester) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีการออกฤทธิ์สำหรับเพื่อการตอนยับยั้งโรคมะเร็งเยื่อบุช่องปาก มะเร็งเต้านม โรคมะเร็งมดลูก  มีกล่าวว่าในประเทศไต้หวันใช้ทองพันชั่งเป็นยาพื้นเมืองสำหรับเพื่อการบำบัดรักษาเบาหวาน โรคผิวหนัง ความดันโลหิตสูง และตับอักเสบ
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้

  • ทาแก้ขี้กลากเกลื้อนหรือโรคผิวหนังผื่นคันอื่นๆใช้ใบสดผสมน้ำมันถ่านหินหรือแอลกอฮอล์ 75 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจใช้รากบดเป็นผุยผงแช่แอลกอฮอลล์ 1 อาทิตย์ เอามาทาแก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน และผื่นคันอื่นๆใช้ใบหรือรากสด ตำกับน้ำปูนใสผสมพริกไทย พอกแก้โรคผิวหนังเรื้อรัง กลาก และก็โรคผิวหนังอักเสบ หรือใช้ใบ (สดหรือแห้ง) หรือราก (สดหรือแห้ง) ตำอย่างละเอียด แช่เหล้าพอท่วมตั้งไว้ 7 วัน นำน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นเป็นประจำหรือทาวันละ 3-4 ครั้ง จนกว่าจะหาย เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน เหตุที่จะต้องแช่ไว้นาน 7 วัน เป็นเพราะเหตุว่าน้ำยาที่ยังแช่ไม่ครบกำหนดจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง ถ้าเกิดนำไปทาจะมีผลให้ผิวหนังแสบและคันมากขึ้นเรื่อยๆ น้ำยาจากรากแห้งกัดผิวมากกว่าใบแห้ง
  • ส่วนน้ำยาจากใบสดไม่กัดผิว ใช้รับประทานเป็นยาด้านใน รักษาโรคมะเร็ง และก็วัณโรคระยะเริ่มแรก


o ใช้ต้น สด จำนวน 30 กรัม ต้มกับน้ำ ปริมาณท่วมใบยา ต้มดื่มต่างน้ำ
o ใช้ก้านรวมทั้งใบสด 30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) ผสมน้ำตาลกรวดต้มน้ำกิน รักษาโรคปอดระยะเริ่มแรก

  • ช่วยขับปัสสาวะ ให้ใช้ใบสด คั่วให้แห้งนำมาชงเป็นชาใช้ดื่มจะช่วยขับเยี่ยวได้


การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ทำลายเชื้อราและยีสต์     ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยการฆ่าเชื้อรา Trichophyton rubrum ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคกลาก โดยแนวทาง paper disc เทียบกับยาต้านเชื้อรา griseofulvin และก็ nystatin โดยใช้สารสกัดจากใบแล้วก็กิ่ง ด้วยน้ำ แอลกอฮอล์ แล้วก็คลอโรฟอร์ม พบว่าสารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์น้อยมาก ส่วนสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์แล้วก็คลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านเชื้อราเจริญพอเหมาะพอควร  สารสกัดทองคำพันชั่งด้วยเมทานอล ไดคลอโรมีเทนและเฮก เซน ส่งผลยั้งเชื้อรา Epidermophyton floccousm, Microsporum gypseum, Trichophyton mentagrophytes และ T. rubrum ที่ก่อให้เกิดโรคผิวหนัง เมื่อทดลองบนจานเลี้ยงเชื้อ   สาร rhinacanthin C, D และ N ซึ่งแยกจากใบเมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต้านเชื้อรา บนจานเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสารดังที่กล่าวมาข้างต้นทั้ง 3 ชนิด สามารถต้านทานเชื้อราที่ส่งผลให้เกิดโรคทางผิวหนัง เช่น  Trichophyton rubrum, T. mentagrophytes และก็ Microsporum gypseum  ได้ โดยที่สาร rhinacanthin C มีฤทธิ์แรงที่สุด  สารสกัด RN-A แล้วก็ RN-B ซึ่งเป็นกรุ๊ป sesquiterpenoid จากใบทองพันชั่งน้ำหนัก มีลักษณะส่วนประกอบคล้ายกับสาร pyrano-1,2-naphthoquinones  สามารถฆ่าสปอร์ของเชื้อรา  Pyricularia oryzae ซึ่งเป็นราที่เป็นต้นเหตุของโรคในข้าวเจ้าได้  สาร 3,4-dihydro-3,3-dimethyl-2H-naphtho(2,3-o)pyran-5,10-dione จากทองพันชั่งน้ำหนักมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา              สาร rhinacanthin C, D และ N จากใบทองพันชั่ง สามารถยับยั้งยีสต์ Candida albicans ซึ่งเป็นต้นเหตุของการติดเชื้อราในโพรงปากและก็ช่องคลอด
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส  สารสกัดใบทองพันชั่งน้ำหนักด้วยน้ำและก็เอทานอล เมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต้านทานไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัส Herpes simplex type1 (HSV-1) ซึ่งเป็นสาเหตุของเริม  สาร rhinacanthin C และก็ D จากต้นทองคำพันชั่ง เมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส ในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยั้งเชื้อ cytomegalovirus ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญอย่างหนี่งของการตำหนิดเชื้อไวรัสในผู้เจ็บป่วยภูมิต้านทานขาดตกบกพร่อง  สาร rhinacanthin E รวมทั้ง F จากส่วนเหนือดินของต้นทองคำพันชั่ง เมื่อเอามาทดลองฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสที่กระตุ้นให้เกิดไข้หวัดใหญ่ได้
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ    สารสกัดต้นทองคำพันชั่งน้ำหนักด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50  เมื่อป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม ไม่พบอาการเป็นพิษในหนูเม้าส์ ซึ่งขนาดที่ใช้ทดสอบนี้เป็น 3,333 เท่าของขนาดที่ใช้ในหนังสือเรียนยา
ข้อแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง   การเก็บมาใช้ ควรเก็บใบแล้วก็รากจากต้นที่สมบูรณ์แข็งแรงได้รับปุ๋ย, แสงแดด แล้วก็น้ำเพียงพอ พูดอีกนัยหนึ่งใบไม่มีจุดเหลือง มีสีเขียวสดวาว แล้วก็ควรที่จะเลือกเก็บจากต้นที่แก่เกิน 1 ปี หรือออกดอกแล้ว และสำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคหืด โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งในเลือด โรคความดันโลหิตต่ำ ไม่ควรกินสมุนไพรทองพันชั่ง
เอกสารอ้างอิง

  • นันทวัน บุณยะประภัศร, บรรณาธิการ. 2530. ก้าวไปกับสุมนไพร เล่ม 3 พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร:ธรรกมลการพิมพ์.
  • ทองพันชั่ง.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ทองพันชั่ง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Wu, T.S., Tien, J.J., Yeh, M.Y., and Lee, K.H. 1988. Isolation and cytotoxicity of rhinacanthin-A and - B, Two napthoquinones from Rhinacanthus nasutus. Phytochemistry 27 (12) : 3787-3788.
  • มาโนช วามานนท์ และเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, บรรณาธิการ. 2530. ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. http://www.disthai.com/
  • ทองพันชั่ง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่6.คอลัมน์สมุนไพรน่ารู้.ตุลาคม 2522
  • ภโวทัย พาสนาดสภณ.สารออกฤทธิ์ในสมุนไพร (Active Ingradients in Herbs). คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี.ปีที่ 27 .ฉบับที่1.กันยายน 2558 – กุมภาพันธ์ .2559. หน้า 120-131
  • ทองพันชั่ง.กลุ่มสมุนไพรแก้มะเร็ง.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  • โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง. 2531. ทองพันชั่ง : แก้กลาก เกลื้อน สังคัง. ข่าวสารสมุนไพร 32 : 32-35.
  • Wongwanakul, R., Vardhanabhuti, N.,Siripong, P., &Jianmongkol, S. (2013). Effects of rhinacanthin-C on function andexpression ofdrugeffluxtransporters in Caco-2cells. Fitoterapia,89, 80-85.


11
การบูร (Camphor)
การบูรเป็นยังไง การบูรเป็นชื่อของต้นไม้ ที่มีผลึกแทรกอยู่ตามรอยแตกของเนื้อไม้แล้วก็ยังสามารถนำลำต้น,ราก,ใบ มากมายลั่นหรือสกัดจนได้ผลึกดังที่กล่าวถึงมาแล้วอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ คำว่า “การบูร” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “Karapur” หรือ “กรปูร” ซึ่งแสดงว่า “หินปูน” เพราะว่าโบราณรู้เรื่องว่าผนึกนี้เป็นพวกหินปูนที่มีกลิ่นหอมสดชื่น ต่อมาชื่อนี้บ้าเป็น “กรบูร” แล้วก็เป็น “การบูร” ในปัจจุบัน (นักเขียนเข้าใจว่า ชื่อการบูรนี้คงถูกเรียกจากผลึกที่ได้แล้วหลังจากนั้นก็ให้นำมาตั้งชื่อต้นไม้ที่ให้ผลึก) ส่วนลักษณะของผลึกการบูรนั้น มีลักษณะเป็นผลึกหรือเกล็ดกลมๆเล็กๆมันวาว สีขาวแห้ง มีกลิ่นหอมยวนใจเย็นฉุน  มักจะจับกันเป็นก้อนร่วนๆแตกง่าย  แม้ทิ้งเอาไว้ภายในอากาศ  จะระเหิดไปหมด มีรสร้อนปร่าเมา
สูตรทางเคมีและก็สูตรองค์ประกอบ ผลึกการบูรมีชื่อสามัญว่า Camphor, Gum camphor, Formosan camphor, Laurel camphor เป็นสารประกอบกลุ่มเทอร์พีนที่เจอได้จากต้นการบูรมีความไวไฟ มีชื่อตาม IUPAC ว่า 1,7,7-trimethylbicyclo 2.2.1heptan-2-one รวมทั้งมีชื่ออื่นๆอย่างเช่น 2-bornanone, 2-camphanone bornan-2-one, Formosa  มีสูตรเคมี C10H16O มีน้ำหนักโมเลกุล 152.23 ความหนาแน่น 0.990 มีจุดหลอมเหลวที่ 179.75 องศาเซลเซียส (452.9 K) จุดหลอมเหลว 204 องศาเซลเซียส (477K) สามารถละลายน้ำได้ และก็มีสูตรโครงสร้างดังนี้
แหล่งที่มา ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผลึกการบูรได้มาจากการระเหิดของยางจากแก่นไม้ของต้นการบูรแล้วก็การกลั้นหรือสกัด ลำต้น ราก ใบ ต้น การบูร ซึ่งมีข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ของต้นการบูรเป็น สมุนไพรการบูร มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า การะบูน การบูร (ภาคกึ่งกลาง), อบเชยญวน (ไทย), พรมเส็ง (งู), เจียโล่ (จีนแต้จิ๋ว), จางมู่ จางหน่าว (จีนกลาง) ฯลฯ ชื่อวิทยาศาสตร์  Cinnamomum camphora (L.) J. Presl.ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Camphora camphora (L.) H.Karst., Camphora hahnemannii Lukman., Camphora hippocratei Lukman., Camphora officinarum Nees, Camphora vera Raf., Camphorina camphora (L.) Farw., Cinnamomum camphoriferum St.-Lag., Cinnamomum camphoroides Hayata, Cinnamomum nominale (Hats. & Hayata) Hayata, Cinnamomum officinarum Nees ex Steud., Laurus camphora L., Persea camphora (L.) Spreng.  ชื่อตระกูล Lauraceae
การบูร เป็นพรรณไม้พื้นบ้านของประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ไต้หวัน รวมทั้งมีการกระจัดกระจายจำพวกไปในแถบ   เมดิเตอร์เรเนียน อินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย อียิปต์ แอฟริกาใต้ จาไมกา บราซิล ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นทรงพุ่มกว้างรวมทั้งทึบ มีความสูงของต้นได้ถึง 30 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 1.5 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล ผิวหยาบคาย ส่วนเปลือกกิ่งเป็นสีเขียวหรือเป็นสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นแล้วก็กิ่งเรียบไม่มีขน ส่วนเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลปนแดง เมื่อเอามากลั่นแล้วจะได้ “การบูร” ทุกส่วนของต้นการบูรจะมีกลิ่นหอมยวนใจ โดยยิ่งไปกว่านั้นที่ส่วนที่ของรากแล้วก็โคนต้น แพร่พันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเม็ด และก็กรรมวิธีปักชำ
ใบเป็นใบลำพัง ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีปนรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 ซม. ยาว 5.5-15 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นบางส่วน แผ่นใบออกจะเหนียว ด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นเงา ด้านล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราว 3-8 มิลลิเมตร แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม แล้วก็ตามเส้นกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 ซม. ไม่มีขน ตาใบมีเกล็ดซ้อนเหลื่อมหุ้มอยู่ เกล็ดชั้นนอกเล็กกว่าเกล็ดชั้นในตามลำดับ
ดอกช่อแบบแยกกิ่งก้านสาขาออกตามเป็นกลุ่มรอบๆง่ามใบ ดอกเล็กสีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกสั้นมากมาย กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ รูปรี ปลายมน ด้านนอกเกลี้ยง ข้างในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วง วงละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 แล้วก็วงที่ 2 หันหน้าเข้าข้างใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 เบือนหน้าออกด้านนอก ก้านเกสรค่อนข้างใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน  ต่อมรูปไข่กว้างรวมทั้งมีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถว แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิดทั้ง 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อัน อยู่ด้านในสุด รูปร่างเหมือนลูกศร มีขนแม้กระนั้นไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาวราวๆ 1 มม. ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ใบแต่งแต้มเรียวยาว ร่วงง่าย มีขนอ่อนนุ่มผลรูปไข่ หรือกลม ได้ผลมีเนื้อ ยาว 6-10 มิลลิเมตร สีเขียวเข้ม เมื่อสุกกลายเป็นสีดำ มีฐานดอกซึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผลมีเม็ด 1 เม็ด มีดอกราวเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมซึ่งการบูรจากธรรมชาตินั้น เป็นผลึกที่แทรกอยู่ในแก่นไม้ของต้นการบูร ที่เกิดอยู่ทั่วๆไปทั้งยังต้น มักจะอยู่ตามรอยแตกของเนื้อไม้ มีสูงที่สุดในแก่นของราก รองลงมาที่แก่นของต้น ส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีการบูรมากกว่าส่วนที่อยู่สูงขึ้นมา ในใบแล้วก็ยอดอ่อนมีการบูรอยู่น้อย และจะมีน้อยกว่าใบแก่  ส่วนการผลิตการบูร จะใช้กรรมวิธีกลั่นด้วยละอองน้ำ (ซึ่งบางทีอาจไม่สามารถที่จะกลั่นการบูรได้เองข้างในครัวเรือน เนื่องมาจากจะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เฉพาะ) โดยนำส่วนต่างๆของลำต้นและรากการบูรที่มีอายุเกิน 40 ปี มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วก็ค่อยนำไปกลั่น เมื่อกลั่นจนได้น้ำมันหอมระเหย การบูรจะกลายเป็นผลึกเป็นก้อนสีขาวๆแยกออกมาจากน้ำมันหอมระเหย จากนั้นจึงกรองแยกเอาผลึกการบูร (บางทีอาจเอามาทำให้บริสุทธิ์โดยการระเหิด) การบูรที่ได้นี้เรียกว่า refined camphor หรือ resublimed camphor แต่ว่าในประเทศอเมริกา จะใช้ใบและก็ยอดอ่อนของต้นที่แก่ 5 ปีขึ้นไปแทน แม้ว่าจะให้จำนวนการบูรน้อยกว่า แม้กระนั้นสามารถตัดใบและก็ยอดอ่อนมากมายลั่นได้ทุกๆสองเดือน ในปัจจุบันนี้การบูรเกือบทั้งหมดได้จากกระบวนการครึ่งสังเคราะห์จากสารขึ้นต้นหมายถึงแอลฟา-ไพนีน (alpha-pinene) ที่ได้จากน้ำมันสน
ผลดี/คุณประโยชน์
หนังสือเรียนยาไทย: “การบูร”  มีรสร้อนปร่าเมา ใช้ทาเช็ดนวดแก้ปวด แก้เคล็ดลับบวม ปวดเมื่อย แพลง แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงต่อย แล้วก็โรคผิวหนังเรื้อรัง เป็นยาระงับเชื้ออย่างอ่อน ขับเหงื่อ ขับเสลด ขับฉี่ แก้ไข้หวัด แล้วก็ขับลม บำรุงธาตุ บำรุงกำหนัด ยากระตุ้นหัวใจ บำรุงหัวใจ ใช้เป็นส่วนผสมในยาหอมต่างๆได้แก่ ยาหอมเทวดาจิตร ยิ่งกว่านั้นยังใช้แก้อาการชักบางจำพวก ใช้การบูร 1-2 เกรน แก้ปวดขัดตามเส้นประสาท ข้อบวมเป็นพิษ แก้เคล็ดลับบวม เส้นตกใจ กระตุก ปวดเมื่อยพลิก แก้เจ็บท้อง ท้องเดิน ขับน้ำเหลือง แก้เลือดลม บำรุงกำหนัด ขับเหงื่อ ขับเสมะหะ บำรุงธาตุ แก้โรคตา กระจัดกระจายลม ขับผายลม เอามาผสมเป็นขี้ผึ้ง เป็นยาร้อน ใช้ทาแก้เพื่อทำลายพิษอักเสบเรื้อรัง ปวดยอกตามกล้ามเนื้อ สะบักจม อก เจ็บปวดรวดร้าวตามเส้นเอ็น โรคปวดผิวหนัง รอยผิวแตกในช่วงฤดูหนาว แก้พิษสัตว์กัดต่อย วางในห้องหรือตู้เก็บเสื้อผ้าไล่ยุงแล้วก็แมลง
          บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปรากฏการใช้การบูร ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ ในยารักษาหลายกลุ่มอาการ ได้แก่  “ยาธาตุบรรจบ” มีคุณประโยชน์ของตำรับ ใช้ทุเลาอาการท้องอืดเฟ้อ แล้วก็อาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเดินที่ไม่ติดโรค ฯลฯ, ตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณของตำรับสำหรับเพื่อการบรรเทาอาการปวดตามเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ของตำรับในการรักษารอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมาน้อยกว่าธรรมดา ทุเลาอาการปวดรอบเดือน  และก็ขับน้ำคร่ำในหญิงข้างหลังคลอดลูก
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าการบูรซับทางผิวหนังเจริญ และรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเหมือนกับเมนทอล มีฤทธิ์เป็นยาชารวมทั้งต้านจุลอินทรีย์อย่างอ่อนๆใช้ทาเฉพาะที่แก้กลยุทธ์บวม ขัดยอก แพลง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย และก็โรคผิวหนัง นอกนั้นยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง นอกนั้นยังมีการนำการบูรมาใช้ประโยชน์อื่นๆอีกได้แก่

  • ช่วยแก้รอยผิวหนังแตกในฤดูหนาว
  • การบูรเมื่อเอามาวางในห้องหรือตู้ที่มีไว้สำหรับเก็บเสื้อผ้าจะสามารถช่วยไล่ยุงรวมทั้งแมลง และก็ยังเอามาผสมเป็นตัวกำจัดกลิ่นอับในรองเท้าได้อีกด้วย
  • แขนงรวมทั้งใบสามารถนำมาใช้แต่งกลิ่นอาหารรวมทั้งขนมได้ เช่น สินค้าเกี่ยวกับเนื้อสัตว์ ไส้กรอก เบคอน ข้าวบุหรี่ไก่ ทอฟฟี่ แยม เยลลี่ เครื่องดื่มโคค้างโคลา สุรา หรือใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องพะโล้ เครื่องแกงมัสมั่น ผงกะหรี่ คุกกี้ เค้ก อื่นๆอีกมากมาย ใช้แต่งกลิ่นยารวมทั้งใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารประเภทผักดอง ซอส ฯลฯ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา

  • รากของต้นการบูรมีน้ำมันหอมระเหย 3% ซึ่งประกอบไปด้วย azulene, cadinene, camphene, camphor, carvacrol, cineol, citronellol, citronellic acid, fenochen, limonene, phellandene, pinene, piperiton, piperonylic acid, safrole แล้วก็ terpineol ส่วนใบของต้นการบูรเจอ camphor รวมทั้ง camperol
  • เนื้อไม้ของต้นการบูรเมื่อนำมากลั่นด้วยละอองน้ำ จะได้เรื่องบูรรวมทั้งน้ำมันหอมระเหยรวมกันราวๆ 1% ซึ่งประกอบด้วย acetaldehyde, betelphenol, caryophyllen, cineole, eugenol, limonene, linalool, orthodene, p-cymol, รวมทั้ง salvene
  • ราก กิ่ง และใบ เจอน้ำมันระเหยโดยเฉลี่ยประมาณ 3-6% โดยในน้ำมันระเหยจะมีสารการบูรอยู่โดยประมาณ 10-50% และก็พบว่าต้นการบูรยิ่งแก่มากแค่ไหน จะพบว่ามีสารการบูรมากตามไปด้วย โดยเจอสาร ต่างๆดังเช่น Azulene, Bisabolone, Cadinene, Camphorene, Carvacrol, Safrol เป็นต้น
  • ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ เล่าเรียนฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบในหลอดทดลองของการบูร โดยนำสารสกัดหยาบจากใบการบูร สกัดด้วย 80% methanol แล้วนำสารสกัดที่ได้ มาผ่านการแยกโดยใช้  hexane และ ethyl acetate (EtOAc) จากการทดลองพบว่าสารสกัด hexane รวมทั้ง EtOAc ขนาด 100 μg/ml ของการบูร สามารถยั้งการผลิตสารที่เกี่ยวโยงกับการอักเสบอย่างเช่น  interleukin (IL)-1b, IL-6 แล้วก็ tumor necrosis factor (TNF-α) จากเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 cells ของหนู ซึ่งถูกกระตุ้นโดย  lipopolysaccharide (LPS) ได้อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติได้ในช่วง 20-70% และก็สามารถยับยั้งการผลิต nitric oxide (NO) ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบ ได้ 65% สารสกัดหยาบด้วย 80% methanol  รวมทั้งส่วนสกัดย่อย hexane และ ethyl acetate สามารถยั้งการผลิต prostaglandin E2 (PGE2) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในวิธีการอักเสบ ในเซลล์ macrophages ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS หรือ IFN-gamma ได้ 70% รวมทั้งสารสกัด hexane  แล้วก็ ethyl acetate ในขนาด 100 μg/ml สามารถยับยั้งการกระตุ้น β1-integrins (CD29) ซึ่งเกี่ยวโยงกับการหยุดยั้งไม่ให้มีการรวมกลุ่มของโมเลกุล รวมทั้งเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่จะมารวมตัวกันรอบๆที่เกิดการอักเสบ โดยสามารถยั้งได้ 70-80% ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าสารสกัดจากใบการบูรมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยเกี่ยวข้องกับการยับยั้ง cytokine, NO และ PGE2
  • ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย การเล่าเรียนฤทธิ์ยั้งการเจริญก้าวหน้าของเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Staphylococcus aureus (เป็นเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร แผล ฝีหนอง รวมทั้งอีกหลายระบบในร่างกาย) ของสาร camphor ที่สกัดได้จากต้นการบูร และเป็นองค์ประกอบหลักของ essential oil จากต้นการบูร ทดลองด้วยวิธี agar disk diffusion วัดผลด้วยการประมาณค่า inhibition zone พบว่า camphor ในขนาดความเข้มข้น 2% สามารถยับยั้งการก้าวหน้าของเชื้อ S. aureus ได้ แต่ว่าไม่เป็นผลยับยั้งเชื้อ E.coli


การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นการบูรด้วยเอธานอล-น้ำ เข้าช่องท้องหนูถีบจักรพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งเดียวมากยิ่งกว่า 1 ก./กก. เมื่อป้นส่วนที่เป็นไขมันให้หมาในขนาด 5 ซีซี/กก. ไม่เจอพิษ
มีแถลงการณ์ว่าการรับประทานการบูร ขนาด 3.5 กรัม ทำให้เสียชีวิตได้ และถ้าเกิดกินเกินครั้งละ 2 กรัม จะก่อให้สลบ รวมทั้งเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต แล้วก็สมอง อาการแสดงเมื่อได้รับพิษหมายถึงอ้วก คลื่นไส้ ปวดศีรษะ เวียนหัวหัว กล้ามสั่น กระตุก มีการชัก สมองดำเนินงานผิดพลาด เกิดภาวะสับสน ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับขนาดที่ได้รับ ธรรมดาแล้วร่างกายมีการกำจัดการบูรเมื่อรับประทานเข้าไป ผ่านการเมทาบอลิซึมที่ตับ โดยการบูรจะถูกกลายเป็นสารกลุ่มแอลกอฮอล์ โดยการเติมออกสิเจนในโมเลกุล กำเนิดเป็นสาร campherolแล้วจะจับกับ glucuronic acid ในตับ เกิดเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ รวมทั้งถูกขับออกทางปัสสาวะ แต่ว่าแม้ได้รับในปริมาณสูงเกินไป ก็จะมีการหลงเหลือจนมีอันตรายต่อตับ รวมทั้งไตได้
         การสูดดมการบูร ที่มีความเข้มข้นกลางอากาศมากกว่า 2 ppm (2 ส่วนในล้านส่วน หรือ 2 mg/m3) จะทำให้เกิดอาการบางส่วนถึงปานกลาง ยกตัวอย่างเช่น การระคายเคืองต่อจมูก ตา และก็ลำคอ ขนาดที่นำมาซึ่งพิษร้ายแรงต่อชีวิต รวมทั้งสุขภาพเป็น 200 mg/m3ความเป็นพิษของการบูรที่เกิดขึ้นมาจากการรับประทาน อย่างเช่น คลื่นไส้ อ้วก ปวดท้อง ปวดศีรษะ ชัก หมดสติ หรืออาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตจากภาวการณ์ระบบการหายใจล้มเหลว โดยขนาดของการบูรที่ก่อให้เกิดอาการพิษที่ร้ายแรง (ชัก หมดสติ) ในผู้ใหญ่เป็น34 mg/kg
        นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า การกินน้ำมันการบูรในขนาด 3-5 mL ที่มีความเข้มข้น  20% หรือมากยิ่งกว่า 30 mg/Kg จะมีผลให้เสียชีวิตได้ มีรายงาน case report  เจาะจงไว้ว่า มีเด็กหญิงอายุ 3 ปีครึ่ง ทานการบูรเข้าไป โดยไม่เคยทราบขนาดที่กิน  ปรากฏว่ามีอาการชักแบบกล้ามเนื้อเกร็งทั้งตัวโดยไม่มีการกระตุก (generalised tonic seizures) นาน 20-30 นาที ก่อนที่จะมาถึงโรงหมอ  ผลการตรวจทางห้องทดลองพบว่า ระดับน้ำตาล ระดับ electrolytes และระดับแคลเซียม มีค่าปกติ การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography (EEG) พบว่ามีค่าปกติ รวมทั้งมีลักษณะคลื่นไส้ 1 ครั้ง เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เจอสารสีขาว แล้วก็มีกลิ่นการบูรร้ายแรงจากการคลื่นไส้
ขนาด/ปริมาณที่ควรใช้ สำหรับในการรักประทานยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันกระจ่างว่าควรบริโภคการบูรเท่าไร ที่จะไม่เกิดอันตรายต่อสถาพทางร่างกายแม้กระนั้นในด้านการสูดดมมีการคำนวณว่าในสารที่ผสมการบูรเสร็จแล้ว ไม่ควรเกินกว่า 2 ppm ซึ่งหมายความว่า มีจำนวนของการบูร 2 มก.ในสารละลาย 1 ลิตร ฉะนั้นสำหรับการใช้การบูรทั้งยัง การกินแล้วก็การสูดดมความต้องระมัดระวังและก็ใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
ข้อเสนอ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • สตรีมีท้อง ไม่ควรรับประทานการบูร
  • ผู้ที่เป็นโรคท้องผูกริดสีดวงทวารปัสสาวะแสบขัดเป็นเลือดไม่ควรกิน
  • น้ำมันการบูรที่มีสีเหลืองหรือน้ำตาลห้ามใช้ เนื่องมาจากมีความเป็นพิษสูง
  • ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรที่มีมากอาจส่งผลให้ทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปอดและก็ตับได้
เอกสารอ้างอิง

  • (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “การะบูน , การบูร”.   หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 60-62.
  • Chen W, Vermaak I, Viljoen A. Camphor-A Fumigant during the Black Death and a Coveted Fragrant Wood in Ancient Egypt and Babylon-A Review. Molecules. 2013:18;5434-5454.
  • “การบูร Camphor Tree”. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).    หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  หน้า 82.
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์Drug Tips.ฉบับที่5 กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า 6-7
  • Narayan LtCS, Singh CN. Camphor poisoning—An unusual cause of seizure. Medical Journal, Armed Forces India. 2012;68:252-253.
  • การบูร.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “การบูรต้น”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 72.
  • Gupta N, Saxena G.antimicrobial activity of constituents identified in essential oils from mentha and cinnamomum through gc-ms. International Journal of Pharma and Bio Sciences. 2010;1(4):715-720.
  • การบูร.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.Manoguerra AS, Erdman AR, Wax PM, Nelson LS, Caravati EM, Cobaugh DJ, et al. Camphor poisoning: an evidence-based practice guideline for out-of-hospital management. Clinical Toxicology. 2006;44:357-370.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์). “เกล็ดการบูร (Camphor)”. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 74.
  • การบูร.วิกิพีเดียสารานุกรม
  • Lee HJ, Hyun E-A, Yoon WJ, Kim BH, Rhee M, Kang HK, et al. In vitro anti-inflammatory and anti-oxidative effects of Cinnamomum camphora extracts. J Ethnopharmacology. 2006;103: 208–216.
  • การผลิตการบูรแบบง่าย.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • นันทวัน บุณยะประภัศร,อรนุช โชคชัยเจริญพร.การบูร.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน.เล่ม1.พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพฯ.2539.



Tags : การบูร

12

สรรพคุณกวาวเครือขาวอันน่าทึ่งสามารถรักษาโรคคุณได้
ขายกวาวเครือขาว ผู้หญิงที่มีปัญหา สิวฮอร์โมน สิวที่ข้างหลัง ผิวมัน ขนดก
สตรีที่เสื่อมอารมณ์ทางเพศ
รับผลิตกวาวเครือขาว สามารถใช้เป็นฮอร์โมนชดเชยในสตรีวัยหมดประจำเดือน
สาวประเภท 2 ที่ต้องการเพิ่มความเป็นหญิง
แคปซูลกวาวเครือขาว ปรับสีผิวให้ขาวขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึงลดรอยเหี่ยวย่น มีเลือดฝาด ขาวอมชมพู ผุดผ่อง ออร่า แก้ฝ้า กระ จุดด่างดำ
เนื่องด้วย กวาวเครือขาว มีสาร Oestrogenic substance ชื่อ miroestrol,3,14,17,18-B-tetrahydroxy miroestrol ซึ่งมีฤทธิ์ เสมือนฮอร์โมนผู้หญิงที่บริเวณหน้าอกของเพศหญิงนั้น จะมีตัวรับ ( Receptor ที่เหมาะสมให้สาร Oestrogenic substance ไปจับอยู่ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อกินกวาวเครือขาวที่มีสารที่มีฤทธิ์นี้เข้าไป ก็จะไปจับกับบริเวณที่มีตัวรับพอดิบพอดีขายส่งกวาวเครือขาวโดยเฉพาะหญิง ก่อให้เกิดขายกวาวเครือขาว การสะสมไขมัน และน้ำมากขึ้น ในรอบๆนั้น แล้วก็ ทำให้กระชับได้รูป แล้วก็พบว่า การรับประทานต่อเนื่องขั้นต่ำ 5 ข้างขึ้นไป เซลล์ไขมันและกล้ามเนื้อกินหน้าอกจะลดน้อยลงน้อยมาก ทั้งๆที่ รีเซปเตอร์บริเวณเต้านมเพศหญิงจะมีไม่เท่ากันในแต่ละบุคคล ทำให้ผลที่ได้ เร็ว ช้า มากมาย น้อย แตกต่างกัน และ จะเท่าที่ธรรมชาติของแต่ละคนที่สร้างได้เพียงแค่นั้นซึ่งในปัจจุบันกวาวเครือขาวใน ต้นแบบขายกวาวเครือขาวรับประทาน ได้จริง และควรจะเป็นของจริง แล้วก็ใหม่สดจริง บรรเทา แก้อาการหมดแรง เมื่อยล้าของร่างกาย ทำให้นอนหลับสบาย รับผลิตกวาวเครือขาวช่วยบำรุงรักษาสมอง ช่วยทำให้ความจำสำหรับคนที่ผอมแห้ง เมื่อรับประทานกวาวเครือขาวจะช่วยทำให้ดูอ้วนบริบูรณ์ขึ้น
ขายกวาวเครือขาว สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยล้าตามร่างกายมีส่วนช่วยลดและก็รักษาอาการ vasomotor (อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกเวลากลางคืน)สำหรับผู้ที่เคยมีบุตรแล้วจะช่วยทำให้ช่องคลอดกระชับขึ้น แล้วก็ช่วยลดปัญหาท้อง บั้นท้าย ต้นขาลายได้สำหรับคนที่มีบุตรยาก เชื่อว่าจะมีผลให้มีบุตรง่ายมากยิ่งขึ้น
แคปซูลกวาวเครือขาว ที่มีคุณภาพในทางคลีนิค สามารถใช้ตอบแทนฮอร์โมนผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนได้ และมีลักษณะท่าทางว่าจะใช้ประโยชน์ขายส่งกวาวเครือขาว[/url][/color]รวมทั้งรักษาอัลไซเมอร์ได้ เพราะว่าศึกษาค้นคว้าพบว่า สารสกัดจากกวาวเครือนำไปสู่การงอกใหม่ของเซลล์สมองได้
ขายกวาวเครือขาว ขายส่งกวาวเครือขาว
รับผลิตกวาวเครือขาว เเคปซูลกวาวเครือขาว
สมุนไพรอื่นๆ
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา แบบเรียนยาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสมหะ แล้วก็ไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสมหะจุกคอ ทำให้เปียกแฉะคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบเสิบสาน บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเดินท้องเดิน รักษาโรคท้องมาน เมล็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ แล้วก็โรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน และยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายตำราเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด รู้ผายธาตุ ทราบระบายทราบขี้ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสมหะ ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย อุจจาระ รู้ถ่ายรู้ปิดเอง แก้ลมจุดเสียด คลื่นไส้ แก้สะอึก แก้โรคหืดไอ แก้ท้องเสียเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมล้างคอแก้เจ็บคอ เมล็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
คุณประโยชน์เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ มีสารที่ส่งผลต่อการเยียวยารักษาโรคหลายแบบ แบ่งได้เป็น 3 จำพวกใหญ่ๆคือ สารชนิดที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% รวมทั้งสาระเหย 5% มีสาระสำคัญเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมถึงวิตามินแล้วก็ธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูเขาไม่ต่อต้านทางโรค ต่อต้านมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและก็ระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะกับบำรุงร่างกายเพราะเหตุว่ามีความปลอดภัยสูง โพลีแซคคาไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย คือกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ต้านทานมะเร็ง คุ้มครองป้องกันการยืนขึ้นลามของเซลล์มะเร็ง ช่วยทำให้ปรับปรุงรูปแบบการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขจัดสารพิษ แต่ว่าเนื่องจากว่า polysaccharide มีองค์ประกอบที่สลับซับซ้อนอาจจะทำให้ย่อยยากจึงควรรับประทานวิตามินซีหรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยในการซับสาร polysaccharide ไปสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมสูงถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมเป็นประโยชน์ต่อร่างกายดังต่อไปนี้

  • ออกซิเจนในเลือด 4. รักษาโรคมะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของโลหิตดียิ่งขึ้น
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


ตรีเทอร์ไต่อยด์ (Tritepenoids) มีคุณประโยชน์ต่อสภาพร่างกายดังนี้

  • ต้านทานมะเร็ง 4. ลดโคเลสเตอคอยล ปรับไขมันในร่างกายให้ธรรมดา
  • ควบคุมระดับความดันเลือดให้ปกติ 5. สร้างเสริมระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารให้ดียิ่งขึ้น
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นรูปแบบการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดระดับความดันเลือด ลดไขมันในเส้นโลหิตแล้วก็คุ้มครองการ
ตันของไขมันภายในเส้นเลือด
คุณประโยชน์ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนน้อย ใช้ละลายเสลด, แก้วิงเวียน, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,ไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสชุ่มเย็นมีกลิ่นฉุน ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่รู้เรื่องมูลเหตุ,ลดการติเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีคุณประโยชน์แก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมเป็นแล้ง สามารถคุ้มครองผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดบางส่วน มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและก็ตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้ลักษณะของการปวดฟัน ช่วยรักษาปากยุ่ย แผลเน่าเปื่อย ช่วยแก้อาการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของประเทศเม็กซิโก เคยใช้ดอกและก็ใบต้มน้ำกินใช้ขับลมและขับเยี่ยว  ในอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกเลือดแล้วก็แก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำรับประทาน แก้ลักษณะของการปวดตามข้อ
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า คุณประโยชน์ถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ มีฤทธิ์ชูกำลังทางเพศ ช่วยทำให้อสุจิแข็งแรก เพราะการกินถั่งเช่าจะส่งผลให้มีเลือดไปเลี้ยงของลับมากขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในอสุจิได้ โดยจากการเรียนในเพศชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว ปริมาณของสเปิร์มในอสุจิเพิ่มขึ้น 33% ทั้งยังยังลดปริมาณสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% และเมื่อศึกษาเล่าเรียนเสริมเติมก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มสิ่งที่มีความต้องการทางเพศได้ 66 – 86% อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการป้องกันและสร้างเสริมหลักการทำงานของต่อมหมวกไต และเพิ่มโอกาสที่สเปิร์มจะถือกำเนิดได้ช่วยปรับให้ลักษณะการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ ทั้งยังช่วยทุเลาอาการหัวใจขาดออกสิเจน แล้วก็เพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้เสริมสร้างหลักการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ช่วยทำให้ปรับปรุงแนวทางการทำงานของระบบภูมิต้านทานให้ปกติ  ช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิต้านทานมากเพิ่มขึ้นต้านทานโรคมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับการต้านมะเร็ง ขึ้นรถคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่าถือเป็นสารที่มีความสำคัญสำหรับในการต่อต้านการเกิดมะเร็ง คุ้มครองปกป้องการเกิดแล้วก็การแพร่ระบาดของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีสรรพคุณควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล แล้วก็สามกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูการทำงานของไต สำหรับคนเจ็บโรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยทุเลาอาการลง รวมทั้งทำให้สุขภาพไตดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังลดความเสื่อมโทรมของไตที่เกิดขึ้นจากสารพิษตกค้างได้สร้างเสริมหลักการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลกระทบจากพิษ และป้องกันการเกิดพังทลายพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพแนวทางการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ลดความเลี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงเลือด สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยสร้างเสริมแนวทางการทำงานของระบบโลหิต ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกมากเพิ่มขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงรวมทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกสร้างในจำนวนที่เพียงพอต่อร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่านับว่าเป็นสมุนไพรอีกจำพวกที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรพื้นเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษสุนัขกัด หนังสือเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกมาจากมดลูกข้างหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการประจำเดือนมาผิดปกติ , ปวดท้องระหว่างมีระดู ตกขาว ขับน้ำคร่ำ แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรา รับประทานทีละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดลูกใหม่ๆแก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ รวมทั้งดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย แล้วก็มดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ว่าก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มบ่อยๆตลอดเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยของอาหาร แก้ริดสีดวง แก้โรคไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะ ปกป้องมะเร็งชนิดต่างๆลดลักษณะของการปวดบวมของแผล แล้วก็ต้านทานการอักเสบของแผล ถ้าหากเป็นแผลด้านในจะใช้การต้มน้ำกิน ถ้าเกิดเป็นแผลภายนอกอาจใช้อีกทั้งการต้มน้ำ ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นวิธีการสร้างเซลล์ใหม่ และการบูรณะเซลล์ที่ผุกร่อนหรือเซลล์รอยแผล ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวมองดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง แล้วก็ช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยของกิน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

Tags : ขายส่งกวาวเครือขาว,รับผลิตกวาวเครือขาว

13

น้ำมันกานพลู (Clove Oil)
น้ำมันกานพลูเป็นอย่างไร น้ำมันกานพลูเป็นน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จากการกลั่นโดยใช้ละอองน้ำจากพืชที่เราเรียกกันว่าต้นกานพลู ซึ่งประเภทของน้ำมันมีอยู่ 3 ประเภทคือ

  • น้ำมันจากดอกได้มาจากดอกตูมของต้นกานพลู ซึ่งประกอบไปด้วย 60% eugenol, acetyl eugenol, caryophyllene และองค์ประกอบย่อยอื่นๆ
  • น้ำมันจากใบที่ได้มาจากใบของต้นกานพลู ประกอบด้วยยูจินอล 82-88% ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอะสิเตตน้อยหรือเปล่ามีเลยแล้วก็ยังองค์ประกอบย่อยอื่นๆอีกด้วย
  • น้ำมันจากต้นมาจากกิ่งแล้วก็เปลือกต้นของต้านกานพลู ประกอบด้วยยูจินอล 90 - 95% รวมทั้งองค์ประกอบย่อยอื่นๆ


ส่วนรูปแบบของน้ำมันกานพลูนั้นจะเป็นของเหลว (น้ำมัน) มีกลิ่นเฉพาะบุคคลซึ่งจะฉุนบางส่วนมีสีใสถึงเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองปนน้ำตาลอ่อน น้ำมันกานพลูมักจะมีการเอาไปใช้เป็นส่วนประกอบของยานวด, น้ำหอม รวมทั้งสินค้าอื่นๆรวมถึงใช้เพื่อการปรุงรสของยาเพื่อลดความขมลง แต่หากเป็นสมุนไพรจากส่วนต่างๆของกานพลูนั้น มีการใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่ากว้างขวางและนานัปการในด้านสรรพคุณทางยาในพืชประเภทนี้
สูตรทางเคมีรวมทั้งสูตรองค์ประกอบ น้ำมันกานพลู (Clove oil) ได้จากการสกัด ดอก, ใบ เปลือกและกิ่ง ของต้นกานพลู โดยผู้กระทำลั่นโดยใช้ไอน้ำมีน้ำหนักโมเลกุล 205.647 g/mal มีจุดเดือดอยู่ที่ 251 องศาเซลเซียส (Cº) มีจุดวาบไฟที่ > 250 องศาฟาเรนไฮท์ (Fº) มีความไวไฟพอควร
ที่มา/แหล่งที่เจอ น้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากกรรมวิธีกลั่นโดยใช้ละอองน้ำ (Stream distillation) หลังจากนั้นสกัดแยกน้ำมันกานพลูกับน้ำด้วย dichloromethane แล้วระเหยเอา dichloromethane ออกมา ก็จะได้น้ำมันกานพลู ส่วนลักษณะของต้นกานพลูที่เป็นที่มาของน้ำมันกานพลูนั้นมีลักษณะดังนี้

ชื่อสมุนไพร กานพลู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium aromaticum (L.) Merr. & Perry     
ชื่อสกุล                        MYRTACEAE
ชื่อพ้อง                   Eugenia caryophyllata Thunb.
                Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & Harrison,
                Eugenia aromatica Kuntze
ชื่ออังกฤษ              Clove, Clove tree
ชื่อแคว้น              จันย่าง (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น กานพลูเป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ สูง 5-20 เมตร เรือนยอดทึบ เป็นรูปกรวยคว่ำ แตกกิ่งต่ำ ลำต้นตั้งชัน เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน มีต่อมน้ามันมากมาย
  • ใบ ใบกานพลู เป็นใบคนเดียว ออกเรียงตรงกันข้าม มีก้านใบเล็กเรียว ยาว 1-3 ซม. รูปใบขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 6-13 ซม. ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบเรียบ โคนสอบเป็นรูปลิ่ม แผ่นใบข้างบนเป็นเงา ตอนล่างของใบมีต่อมจำนวนมาก ใบมีเส้นใบไม่น้อยเลยทีเดียว
  • ดอก ดอกกานพลูออกเป็นช่อดอกสั้นๆแทงออกรอบๆปลายยอดหรือง่ามใบรอบๆยอด ดอกแตกกิ่งออกเป็นกลุ่ม 3 ช่อ มีปริมาณ 6-20 ดอก ดอกมีใบเสริมแต่งสามเหลี่ยม ยาว 2-3 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียวอมเหลือง และก็มีสีแดงเล็กน้อย โคนชิดกันเป็นหลอดยาว 5-7 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้ 4 กลีบ กลีบดอกไม้มีสามเหลี่ยมแกมรูปไข่ ยาว 7-8 มิลลิเมตร มีต่อมน้ำมันมากมาย กลีบดอกมักตกง่าย ด้านในมีเกสรเพศผู้ ก้านชูเกสรยาว 3-7 มม. ก้านเกสรเพศเมียยาวราว 4 มม. ยอดเกสรตัวเมียแบ่งเป็น 2 พู มีรังไข่ 2-3 ห้อง แต่ละห้องมีไข่เป็นจำนวนมาก
  • ผล ผลกานพลู เป็นผลเดี่ยว มี 1 เมล็ด มีรูปไข่กลับแกมรูปรี ยาว 2-2.5 ซม. เมื่อแก่จะมีสีแดงเข้มออกคล้ำ


สารสำคัญที่เจอ

  • ดอก – Eugenol 72-90 % – Eugenyl acetate 2-27 % – β-caryophyllene 5-12 % – trans-β-caryophyllene 6.3-12.7 % – Vanillin
  • ใบ – Eugenol 94.4 % – β-caryophyllene 2.9 %


สารอื่นๆเช่น methyl salicylate, methyl eugenol, benzaldehyde, methyl amyl ketone และ rhamnetin
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ น้ำมันกานพลูมีสรรพคุณทางยาหมายถึงน้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้ปวดฟัน โดยใช้สำสีชุบเอามาอุดที่ฟัน ระงับการกระตุก ตะคริว ขับผายลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องอืด ผสมยากลั้วคอ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องร่วง แก้ไอ  ฆ่าเชื้อโรค แก้ชาปลายมือปลายเท้า บรรเทาอาการจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้โรคลมยับยั้งปวด ใช้ผสมกับ เมนทอล เมทิลซาลิไซเลต เป็นยานวดแก้ปวดบวมช้ำ ส่วนประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำมันกานพลูมีดังนี้   น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้เป็นส่วนประกอบสารกำจัดศัตรูพืชไล่ยุง หรือใช้ฉีดพ่นกำจัดแมลงซึ่งตรง โดยมี สารยูจีนอล (Eugenol) เป็นตัวที่ออกฤทธิ์สำคัญสำหรับเพื่อการกีดกั้นหลักการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีทำให้โปรตีนอื่นๆเสียภาวะไป น้ำมันหอมระเหยของกานพลูใช้สำหรับทำให้ปลาสลบ โดยมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญ คือ ยูจีนอล (Eugenol) ใช้โดยการหยด  ใช้น้ำมันกานพลูใช้เป็นส่วนผสมหรือใช้เป็นยาต่อต้านเชื้อแบคทีเรียหลายแบบ น้ำมันจากก้านดอก แล้วก็ดอกกานพลูใช้สำหรับในการจัดแจงสาร eugenol, isoeugenol รวมทั้งvanillin รวมทั้งน้ำมันที่เหลือใช้ในการทำสบู่   น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟัน และน้ำยาบ้วนปาก น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้สำหรับแต่งกลิ่นรสอาหาร และใช้เป็นวัตถุกันเสีย

ส่วนผลดีรวมทั้งคุณประโยชน์ทางยาของส่วนต่างๆของต้นกานพลูนั้นมีดังนี้ 
  แบบเรียนยาไทย ดอก รสเผ็ด กระจัดกระจายเสลด แก้เสลดเหนียว แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน ดับกลิ่นปาก แก้หืด เป็นยาทำให้ร้อนเมื่อถูกผิวหนังทำให้ชา เป็นยาฆ่าเชื้อ แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด แก้เจ็บท้อง มวนในไส้ แก้ลม แก้เหน็บชา แก้พิษเลือด พิษน้ำเหลือง ขับน้ำคร่ำ ทำอุจจาระให้ธรรมดา แก้ธาตุ 4 พิการ แก้เจ็บท้อง แก้ท้องขึ้น ของกินไม่
ย่อย คลื่นไส้คลื่นไส้ แก้จุกเสียด แก้ท้องเดิน ขับผายลม กดลมให้ลงสู่เบื้องต่ำ แก้สะอึก แก้ซางต่างๆขับระดู ใน ”พิกัดตรีพิษจักร” คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีรสซึมซาบไวดังกงจักร  3 อย่าง มี ผลผักชีล้อม ผลจันทน์เทศ รวมทั้งกานพลู สรรพคุณแก้ลม แก้พิษเลือด แก้ธาตุพิการ บำรุงโลหิต ”พิกัดตรีคันธวาต” คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีกลิ่นหอมหวนแก้ลม  3 อย่าง มี ผลเร่วใหญ่ ผลจันทน์เทศ และก็กานพลู มีสรรพคุณ แก้ธาตุพิการ แก้ไข้อันกำเนิดแต่ว่าดี แก้จุกเสียด บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา มีการใช้กานพลู ในยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏในตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” รวมทั้งตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” โดยมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน คลื่นไส้ แก้ลมจุกแน่นในท้อง ตำรับยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบของกิน มี “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ รวมทั้งอาการท้องเสียที่ไม่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ รวมทั้งตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีกานพลูเป็นองค์ประกอบหลัก แล้วก็มีสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เพราะว่าธาตุเปลี่ยนไปจากปกติ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ กานพลูมีสาร eugenol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ มีการใช้น้ำมันกานพลูเป็นส่วนประกอบในตำรับยาเพื่อลดลักษณะของการปวด  นอกเหนือจากนี้สาร eugenol ในน้ำมันกานพลูยังออกฤทธิ์เป็นยาสลบในปลาอีกหลายอย่าง
  • สารสกัดน้ำจากดอก จากผล  และจากเปลือกต้น  แล้วก็น้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ลดการอักเสบ โดยไปยั้งการสังเคราะห์ prostaglandin โดยยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase-1, cyclooxygenase-2 รวมทั้งเพิ่มการสังเคราะห์ nitric oxide
  • ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียอันเป็นต้นเหตุอาการแน่นจุกเสียดจากท้องเสีย และก็แผลในกระเพาะอาหาร สารสกัดด้วยเอทานอล สารสกัดด้วยเอทานอล:น้ำ ในอัตราส่วน 3:1  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ เมทานอลแล้วก็น้ำจากดอก  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากดอกที่กลั่นเอาน้ำมันหอมระเหยออกแล้ว  และน้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ยั้งแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการแน่นจุกเสียด อาทิเช่น  Escherichia coli , Salmonella typhi , S. typhosa, S. enteritidis, S. paratyphi, Shigella, Sh. paradysenteriae, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, Bacillus anthracis, B. subtilis, B. mesentericus, B. cereus, Proteus vulgaris, Rabbit Cholera, Vibrio comma, V. cholerae, V. parahemolyticus, Helicobacter pyroli รวมทั้ง Clostridium botulinum
  • ฤทธ์ต่อต้านการเกิดแผนในกระเพาะ มีการทดสอบฤทธิ์สำหรับการกระตุ้นลักษณะการทำงานของไส้ในหลอดทดลอง โดยใช้ลำไส้กระต่าย เทียบกับ acetylcholine 5.5 x 10(-5) M ซึ่งสารสกัดกานพลูด้วยการต้ม ความเข้มข้น 200-6400 μg/ml มีฤทธิ์กระตุ้นแนวทางการทำงานของลำไส้ได้น้อยกว่า acetylcholine รวมทั้งเมื่อมีการให้สารสกัดกานพลูร่วมกับ atropine sulphate พบว่าจะมีฤทธิ์ในกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ได้น้อยลง
  • ฤทธิ์ต้านการบีบตัวของลำไส้ การทดลองฤทธิ์ต้านทานการบีบตัวของไส้สัตว์ทดลองของน้ำมันกานพลู ทำในหลอดทดสอบ ไส้ถูกรั้งนำให้เกิดการบีบตัวโดยใช้สารหลายอย่าง ได้แก่ acetylcholine (ใช้ไส้หนูแรทส่วน duodenum), barium chloride, histamine (ใช้ไส้ส่วน ileum ของหนูตะเภา) และ nicotine (ใช้ไส้กระต่ายส่วน jejunum)ที่สามารถยั้งการบีบตัวของสำไส้ได้  20-40%, 40-60%, >60% รวมทั้ง >60% เป็นลำดับ
  • ฤทธิ์คุ้มครองเยื่อบุกระเพาะ น้ำมันกานพลู แล้วก็สาร eugenol ในกานพลู กระตุ้นให้เยื่อบุเซลล์กระเพาะอาหารมีการหลั่งสารเมือก (mucin) ออกมาเพื่อคุ้มครองปกป้องเยื่อบุกระเพาะ
  • น้ำมันสกัดจากกานพลูความเข้มข้น 30 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถยับยั้งการเจริญของ Lactococcus garvieae ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ เมื่อนำของกินปลาที่ผสมน้ำมันกานพลูในอัตราส่วน 3% (w/w) มาเลี้ยงปลานิล ทำให้ปริมาณการถึงแก่กรรมด้วยเหตุว่าการติดเชื้อ L. garvieae ในปลานิลต่ำลง
ในส่วนของการศึกษาทางสถานพยาบาลมีดังนี้
      ฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชา   การศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชาของสารสกัดของกานพลูเทียบกับยาชา benzocaine ในอาสาสมัคร 73 คน โดยอาสาสมัครกลุ่มที่ 1ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของสารสกัดกานพลู จำนวน 2 กรัม (40% ผงกานพลูผสมกับ 60% glycerine) กรุ๊ปที่ 2 ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของ 20% benzocaine ปริมาณ 2 กรัม ทาบนเยื่อบุกระพุ้งแก้ม กลุ่มที่ 3 ได้รับยาหลอก เมื่อเวลาผ่านไป 5 นาที จึงทำการทดสอบฤทธิ์ โดยการแทงเข็มบริเวณที่ทา แล้ววัดระดับความปวด (pain score) ผลการเทียบระหว่างสารสกัดกานพลู รวมทั้ง benzocaine พบว่าสามารถลดการปวดได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง (p=0.005) และให้ผลไม่แตกต่างกัน ยิ่งกว่านั้น
พบว่า สารสกัดกานพลูสามารถที่จะเพิ่มความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดภาวะเลือดออกได้ ขณะใช้ร่วมกับยาต้านทานเกล็ดเลือด และก็อาจเพิ่มระดับของยากันชัก phenytoin ในเลือดได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองพิษทันควันของสารสกัดดอกด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล (คิดเป็น 16,667 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ  แต่เมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายกึ่งหนึ่งเป็น 6.184 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
          การเล่าเรียนการเกิดพิษกะทันหันของสารสกัด eugenol  จากดอกกานพลู  ทำการศึกษาในหนูแรท สายพันธุ์ Sprague-Dawley แบ่งตัวทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม  กลุ่ม 1,2,3 ได้รับสาร eugenol ความเข้มข้น 2.58, 1.37, 0.77 มิลลิกรัม/ล. ตามลำดับ  กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มควบคุม  กระทำการทดลองโดยการพ่นสารทดสอบให้ตัวทดลองสูดกลิ่นเป็นเวลา 4 ชั่วโมง แล้วติดตามลักษณะของหนูเป็นเวลา 14 วัน  ผลการทดลองไม่เจอการเสียชีวิตของหนู ส่วนอาการ แล้วก็การกระทำ พบว่าหนูทดลองมีน้ำลายไหลระดับปานกลาง มีลักษณะอาการใจไม่ดี และหายใจติดขัด แต่ว่าอาการกลุ่มนี้หายเองได้ภายในช่วงเวลา 1 วัน  แต่ว่าเมื่อให้สารนี้ทางหลอดเลือดดำแก่หนูแรท ในขนาดเข้มข้น 6.25 โมล/ลิตร พบว่าหนูทดลองมีอาการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน น้ำหลากปอด แล้วก็เลือดออกที่ปอด
การฉีด eugenol เข้าระบบไหลเวียนของเลือดโดยตรง จะก่อให้ความดันโลหิตแล้วก็การเต้นของหัวใจลดน้อยลงชั่วครู่ โดยไม่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลง   eugenol สามารถทำลายโปรตีนในเซลล์ของเนื้อเยื่ออ่อนในปาก การจับตัวของเซลล์ต่ำลง บวม และก็เกิดเป็นไต  ชั้นใต้ผิวหนังชั้นนอกบวมและกล้ามอ่อนแอ เมื่อป้อนน้ำมันจากใบขนาด 40 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ให้หนูแรทเพศเมียที่ตั้งท้องได้ 1-10 วันพบว่ามีฤทธิ์ยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนร้อยละ 20
ขนาด/จำนวนที่ควรที่จะใช้ เนื่องด้วยน้ำมันกานพลู (Cove oil) นั้นโดยมากแล้วนิยมใช้เป็นส่วนผสมกับภัณฑ์อื่นดังนั้นขนาดแล้วก็ปริมาณที่ควรใช้ของน้ำมันกานพลู (Cove oil) ดังต่อไปนี้ ในการใช้ผสมยาสีฟันนั้นควรใช้ราว0.1-0.5% ใช้ผสมยาดม ยาหม่อง ควรใช้ราว 3-5% ส่วนสำหรับเพื่อการใช้ทำยาสลบปลาควรที่จะใช้ 10-30% (กับเอทิลแอลกอฮอลส์)  ส่วนการใช้กานพลูรักษาอาการปวดฟันตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ให้      กลั่นเอาเฉพาะส่วนน้ำมันใช้ใส่ฟัน หรือใช้ทั้งยังดอกเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงรอบๆฟันที่ปวด เพื่อหยุดอาการปวดฟัน        ตำกานพลูพอแหลก ผสมกับเหล้าขาวเพียงนิดหน่อยพอแฉะ ใช้สำลีจิ้มอุดฟันที่ปวดและใช้แก้โรครำมะนาด       เอาดอกกานพลูแช่เหล้าหยอดฟัน ส่วนการใช้น้ำมันหอมระเหย(น้ำมันกานพลู) ที่ใช้สำหรับขับลม แล้วก็ทุเลาอาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ 0.05-0.2 ซีซี อนึ่ง การใช้กานพลูในปริมาณมากทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง จึงต้องระมัดระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต้านทานการแข็งตัวของเลือด ได้แก่  warfarin,  aspirin, heparin เป็นต้น แล้วก็ระวังการใช้ร่วมกับยาต่อต้านการอักเสบจำพวกไม่ใช่สเตียรอยด์  (NSAIDs; เช่น ibuprofen),  รวมทั้งระวังการใช้ร่วมกับสมุนไพรหรือยาที่ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ  รวมทั้งยาลดน้ำตาลในเลือด ยกตัวอย่างเช่น  insulin,  metformin
ข้อแนะนำ/ข้อควรคำนึง

  • สาร eugenol จากน้ำมันกานพลูที่มีความเข้มข้นสูงอาจจะส่งผลให้เกิดการระคายต่อผิวหนังได้ถ้าเกิดใช้ในจำนวนที่สูง แล้วก็ใช้ติดต่อกัน
  • การใช้น้ำมันกานพลูเพื่อรักษาอาการปวดฟันหรือใช้เพื่อหยุดกลิ่นปากโดยตรง รวมทั้งใช้ในจำนวนสูงหรือใช้ต่อเนื่องกันบ่อย อาจจะส่งผลให้ระคายเคืองต่อเหงือก รวมทั้งเยื่อบุในช่องปากได้
  • สาร eugenol สามารถออกฤทธิ์ต้านทานการทำงานของเกล็ดเลือดได้ ควรต้องหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาในกลุ่ม anticoagulant รวมทั้งยากลุ่ม NSADs
  • ไม่ควรใช้ดอกกานพลูในหญิงท้อง หญิงให้นมบุตร  เด็ก  ผู้เจ็บป่วยโรคตับไต  รวมทั้งคนป่วยเบาหวาน
เอกสารอ้างอิง

  • กันยารัตน์ ศึกษากิจ,2557.ฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันและสารสกัดจากดอกกานพลูในการบรรเทาอาการปวดไมเกรนและอาการข้างเคียงในสัตว์ทดลอง.
  • การพลู,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • กานพลู.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุนีย์ จันทร์สกาวและวรรณนรี เจริญทรัพย์,2543.การตรวจสอบคุณภาพกานพลูและผลิตภัณฑ์ยาเตรียมสมุนไพรที่มีการพลูเป็นส่วน ประกอบ.รายงานการวิจัย ปี พ.ศ.2543.
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์, นงลักษณ์ เรืองวิเศษ. วิเคราะห์ วิจัย คุณภาพเครื่องยาไทย. คอนเซ็พท์  เมดิคัส จำกัด: กรุงเทพมหานคร, 2551.
  • Kamatou GP, Vermaak I, Viljoen AM. Eugenol-From the Remote Maluku Islands to the International Market Place: A Review of a Remarkable and Versatile Molecule. Molecules 2012:17;6953-6981.
  • Clove oil. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.
  • Perry LM. Assessment report on Syzygium aromaticum (L.). European Medicines Agency;London. 2011.



Tags : น้ำมันกานพลู

14

โรคออทิสติก (Autistic spectrum disorder)
โรคออทิสติกคืออะไร “ออทิสติก” (Autism Spectrum Disorder) เป็นโรคที่มีชื่อเรียกหลากหลาย แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงการเรียกชื่อเป็นระยะ เป็นต้นว่า ออทิสติก (Autistic Disorder), ออทิสซึม (Autism), ออทิสติก สเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder), พีดีดี (Pervasive Developmental Disorders; PDDs), พีดีดี เอ็นโอเอส (PDD, Not Otherwise Specified) และแอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Disorder)  จนในปัจจุบันก็เลยมีการตกลงใช้คำว่า “Autism Spectrum Disorder” ตามเกณฑ์คู่มือการวิเคราะห์โรคด้านจิตเวชฉบับล่าสุด DSM-5 ของสโมสรจิตแพทย์อเมริกัน ซึ่งใช้อย่างเป็นทางการในระดับสากลตั้งแต่ปี พุทธศักราช2556 สำหรับในภาษาไทย ใช้ชื่อว่า “ออทิสติก” โรคออทิสติก(Autistic Disorder) หรือ ออทิสซึม(Autism) เป็นความเปลี่ยนไปจากปกติของวิวัฒนาการเด็กต้นแบบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว  เป็นโรคที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของสมอง ทำให้มีความบกพร่องของความก้าวหน้าหลายด้าน คือ กรุ๊ปอาการความผิดปกติ 3 ด้านหลักเป็น

  • ภาษาและก็การสื่อความหมาย
  • การผลิตความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
  • ความประพฤติปฏิบัติแล้วก็ความพอใจแบบจำเพาะซ้ำเดิมซึ่งชอบเกี่ยวข้องกับงานประจำวันและการเคลื่อนไหว ซึ่งอาการกลุ่มนี้เกิดในช่วงต้นของชีวิต มักเริ่มมีลักษณะก่อนอายุ 3 ปี


คำว่า “Autism” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ว่า “Auto” ซึ่งแสดงว่า Self หมายถึง แยกตัวอยู่ตามลำพังคนเดียวในโลกของตัวเอง เปรียบได้ดั่งมีกำแพงใส หรือกระจก กั้นบุคคลกลุ่มนี้ออกจากสังคมรอบตัว
ประวัติความเป็นมา ปี พ.ศ.2486 มีการรายงานผู้เจ็บป่วยเป็นครั้งแรก โดยนายแพทย์ลีโอ แคนเนอร์ (Leo Kanner) จิตแพทย์ สถาบันจอห์น ฮอปกินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานคนเจ็บเด็กจำนวน 11 คน ที่มีลักษณะอาการแปลกๆได้แก่ กล่าวเลียนเสียง พูดช้า ติดต่อไม่รู้เรื่อง ทำใหม่ๆเกลียดการเปลี่ยนแปลง ไม่สนใจคนอื่นๆ เล่นไม่เป็น รวมทั้งได้ติดตามเด็กอยู่นาน 5 ปี พบว่าเด็กพวกนี้ต่างจากเด็กที่ผิดพลาดทางปัญญา ก็เลยเรียกชื่อเด็กที่มีลักษณะแบบนี้ว่า “Early Infantile Autism”
ปี พ.ศ.2487 นายแพทย์ฮานส์ แอสเพอร์เกอร์ (Hans Asperger) กุมารแพทย์ ชาวออสเตรีย เล่าถึงเด็กที่มีลักษณะเข้าสังคมตรากตรำ หมกมุ่นอยู่กับวิธีการทำอะไรบ่อยๆประหลาดๆแต่พูดเก่งมาก และดูเหมือนจะฉลาดมากด้วย เรียกชื่อเด็กที่มีลักษณะเช่นนี้ว่า “Autistic Psychopathy” ปี พุทธศักราช2524 Lorna Wing นำมาอ้างอิงถึง ออทิสติกในความหมายของแอสเพอร์เกอร์ ละม้ายกับของแคนเนอร์มากมาย นักวิจัยรุ่นหลังจึงสรุปว่า หมอ 2 คนนี้กล่าวถึงเรื่องเดียวกัน แต่ว่าในเนื้อหาที่แตกต่างกัน ซึ่งในตอนนี้จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน คือ “Autism Spectrum Disorder”
                จากการเล่าเรียนช่วงแรกเจออัตราความชุกของโรคออทิสติกประมาณ 4-5 รายต่อ 10000 ราย แต่กล่าวในพักหลังเจออัตราความชุกเยอะขึ้นเรื่อยๆในประเทศต่างๆทั่วทั้งโลก เป็น 20-60 รายต่อ 10000 ราย ความชุกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆนี้ ส่วนหนึ่งส่วนใดมาจากความรู้เรื่องออทิสติกที่เพิ่มมากขึ้น การใช้เครื่องมือสำหรับการวินิจฉัยที่ต่างกัน รวมทั้งปริมาณคนไข้ที่อาจมีเพิ่มมากขึ้น โรคออทิสติกพบในเพศชายมากยิ่งกว่าเพศหญิงอัตราส่วนโดยประมาณ 2-4:1 อัตราส่วนนี้สูงขึ้นในกลุ่มเด็กที่มีลักษณะอาการน้อยแล้วก็ในทางกลับกันอัตราส่วนเพศชายต่อเพศหญิงลดลงในกลุ่มที่มีภาวะปัญญาอ่อนรุนแรงร่วมด้วย
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคออทิสติก  มีความมานะบากบั่นในการศึกษาถึงที่มาของออทิสติก แม้กระนั้นก็ยังไม่รู้สาเหตุของความไม่ดีเหมือนปกติที่แจ่มชัดได้ ในตอนนี้มีหลักฐานช่วยเหลือแจ่มแจ้งว่าเป็นผลมาจากแนวทางการทำงานของสมองที่เปลี่ยนไปจากปกติ มากยิ่งกว่าได้ผลจากสภาพแวดล้อม
            ในอดีตกาลเคยมั่นใจว่าออทิสติก เป็นผลมาจากการอุปถัมภ์ค้ำชูในลักษณะที่เย็นชา (Refrigerator Mother) (บิดามารดาที่บรรลุเป้าหมายในเรื่องงาน จนความเกี่ยวพันระหว่างบิดามารดากับลูกมีความห่างเย็นชา ซึ่งมีการเทียบว่า เป็นบิดามารดาตู้เย็น) แม้กระนั้นจากหลักฐานข้อมูลในขณะนี้รับรองได้แจ่มแจ้งว่า แบบการเลี้ยงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เป็นออทิสติก แต่ถ้าอุปถัมภ์อย่างเหมาะควรก็สามารถที่จะช่วยให้เด็กปรับปรุงได้มาก
           แม้กระนั้นในขณะนี้นักค้นคว้า/นักวิทยาศาสตร์ พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับต้นสายปลายเหตุด้านกรรมพันธุ์สูงมากมาย มีความเชื่อมโยงกับโครโมโซมหลายตำแหน่ง อย่างเช่น ตำแหน่งที่ 15q 11-13, 7q และ 16p เป็นต้น และจากการศึกษาในฝาแฝด พบว่าแฝดเหมือน ซึ่งมีรหัสพันธุกรรมแบบเดียวกัน มีโอกาสเป็นออทิสติกทั้งคู่สูงขึ้นมากยิ่งกว่าคู่แฝดไม่เหมือนอย่างเห็นได้ชัด
                แล้วก็การศึกษาทางด้านกายตอนและสารสื่อประสาทในสมองของคนไข้ออทิสติก จากทั้งทางรูปถ่ายรังสี สัญญาณคลื่นสมอง สารเคมีในสมองรวมถึงชิ้นเนื้อ เจอความผิดแปลกหลายอย่างในคนเจ็บออทิสติกแต่ยังไม่พบแบบอย่างที่เฉพาะเจาะจง ในทางกายวิภาคพบว่าสมองของผู้ป่วยออทิสติกมีขนาดใหญ่กว่าของคนทั่วๆไป และนิดหน่อยของสมองมีขนาดเปลี่ยนไปจากปกติ ตำแหน่งที่มีรายงานพบความเปลี่ยนไปจากปกติของเนื้อสมอง ตัวอย่างเช่น brain stem, cerebellum, limbic system แล้วก็ บางตำแหน่งของ cerebral cortex
                ยิ่งกว่านั้นการตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าสมอง (EEG) ในคนป่วยออทิสติก พบความแตกต่างจากปกติจำนวนร้อยละ 10-83 เป็นความแตกต่างจากปกติของคลื่นกระแสไฟฟ้าสมองแบบไม่เจาะจง  (non-specific abnormalities) อุบัติการณ์ของโรคลมชักในเด็กออทิสติกสูงขึ้นมากยิ่งกว่าของคนทั่วๆไปเป็น พบร้อยละ 5-38 นอกจากนี้ยังมีการเรียนเกี่ยวกับสารสื่อประสาทหลายชนิดโดยเฉพาะ  serotonin ที่ค้นพบว่าสูงขึ้นในคนไข้บางราย แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แจ่มแจ้งถึงความเชื่อมโยงของความผิดแปลกกลุ่มนี้กับการเกิดออทิสติก
                ในทุกวันนี้สรุปได้ว่า ปัจจัยโดยมากของออทิสติกเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากพันธุกรรมแบบหลายปัจจัย (multifactorial inheritance) ซึ่งมียีนที่เกี่ยวข้องหลายตำแหน่งรวมทั้งมีภูเขามิไวรับ (susceptibility) ต่อการเกิดโรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากการสัมผัสสภาพแวดล้อมต่างๆ
ลักษณะโรคออทิสติก การที่จะรู้ดีว่าเด็กคนไหนกันแน่เป็นไหมเป็นออทิสติกนั้น  เริ่มแรกจะพินิจได้จากความประพฤติในวัยเด็ก    ซึ่งมองเห็นได้ตั้งแต่ขวบปีแรก       บิดามารดาบางทีก็อาจจะสังเกตเห็นตั้งแต่ความสัมพันธ์ด้านสังคมกับคนอื่นๆ  ด้านการสื่อความหมาย    มีความประพฤติที่ทำอะไรซ้ำๆ    ความประพฤติปฏิบัติจะเริ่มแสดงแจ่มแจ้งมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเด็กอายุราว 2 ขวบครึ่ง หรือ 30  เดือน  โดยมีลักษณะปรากฏชัดเจนในเรื่องความชักช้าด้านการพูดแล้วก็การใช้ภาษา      ด้านความสัมพันธ์กับสังคมพินิจได้จากการที่เด็กจะไม่สบตา  ไม่แสดงออกทางสีหน้าท่าทางรวมทั้งท่าทีเหมือนไม่สนใจ  จะผูกสัมพันธ์หรือเล่นกับคนใดกัน  และไม่สามารถแสดงออกทางอารมณ์ให้สมควรได้เมื่ออยู่ในสังคม   สามารถแยกเป็นด้าน ได้แก่

  • ความผิดพลาดสำหรับเพื่อการมีความสัมพันธ์ทางสังคม (impairment in social interaction) ความผิดพลาดสำหรับเพื่อการมีความสัมพันธ์ด้านสังคมเป็นอาการสำคัญของออทิสติก ซึ่งหรูหราความรุนแรงที่ต่างๆนาๆ หากว่าเด็กออทิสติกสามารถสร้างความสัมพันธ์โดยเพียรพยายามที่จะอยู่ใกล้ผู้อุปถัมภ์ค้ำชู แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วๆไปคือ การขาดความรู้สึกแล้วก็ความพึงพอใจร่วมกับผู้อื่น  (attention-sharing behaviours) ไม่อาจจะเข้าใจหรือรับทราบว่าผื่อนกำลังคิดหรือรู้สึกอย่างไร ฯลฯ


ถึงแม้เด็กออทิสติกที่หรูหราสติปัญญาปกติ ก็ยังมีความบกพร่องในด้านการเข้าสังคม เป็นต้นว่า ไม่เคยรู้วิธีการเริ่มหรือจบทบพูดคุย พ่อแม่บางคนอาจมองเห็นความแปลกในด้านสังคมตั้งแต่ในขวบปีแรก รวมทั้งเมื่อเด็กไปสู่วัยเรียน อาการจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น เพราะสถานการณ์ด้านสังคมที่สลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ พูดอีกนัยหนึ่ง เด็กจะไม่สามารถที่จะรู้เรื่องหรือรับรู้ว่าผู้อื่นกำลังคิดหรือรู้สึกยังไงเข้ากับเพื่อนพ้องได้ยาก มักถูกเด็กอื่นเห็นว่าแปลกหรือเป็นตัวขำขัน

  • ความบกพร่องสำหรับการติดต่อสื่อสาร (impairment in communication) เด็กออทิสติกส่วนใหญ่มีปัญหาพูดช้า ซึ่งเป็นอาการนำสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองพาเด็กมาเจอหมอ การใช้ภาษาของเด็กออทิสติกมักเป็นในลักษณะของการท่องจำบ่อยๆและไม่สื่อความหมาย อาจมีการพูดซ้ำคำด้านหลังประโยค ใช้คำสรรพนามผิดจำเป็นต้องพูดจาวกวนอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือใช้น้ำเสียงจังหวะทำนองการพูดที่ไม่ปกติ


เด็กออทิสติดบางบุคคลเริ่มพูดคำแรกเมื่ออายุ 2-3 ปี การใช้ภาษาในขั้นแรกจะเป็นการกล่าวทวนสิ่งที่ได้ยิน ส่วนในเด็กที่หรูหราเชาวน์ธรรมดาหรือใกล้เคียงธรรมดาจะมีวิวัฒนาการทางภาษาที่ค่อนข้างดี และก็สามารถใช้ประโยคสำหรับการติดต่อได้เมื่ออายุราวๆ 5 ปี เมื่อถึงวัยศึกษาความผิดพลาดด้านภาษายังคงมีอยู่ โดยยิ่งไปกว่านั้นการพูดคุยตอบโต้ อาจพูดจาวกวน บอกเฉพาะในเรื่องที่ตนสนใจ และก็มีปัญหาที่ภาษาที่เป็นนามธรรม หรือพูดไม่ถูกกาลเทศะ

  • ความประพฤติรวมทั้งความพอใจแบบจำเพาะซ้ำเดิมเพียงไม่กี่จำพวก (restricted, repetitive and stereotypic behaviors and interests) การกระทำซ้ำๆเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัด จึงช่วยสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคได้ดี การกระทำที่ได้กล่าวมาแล้วเหล่านี้บางทีอาจเป็นการกระทำทางกายและก็การเคลื่อนไหวที่จำกัดอยู่กับความพึงพอใจในกิจกรรมหรือข้าวของไม่กี่ชนิด ได้แก่ การสะบัดมือ หมุนข้อเท้า โยกศีรษะ หมุนวัตถุ เปิดปิดไฟ กดชักโครก และเมื่อมีความระทึกใจหรือมีภาวะกดดัน การเคลื่อนไหวบ่อยๆพบมากได้มากขึ้น เด็กออทิสติกบางบุคคลพึงพอใจในเนื้อหานิดๆหน่อยๆที่ผู้อื่นมองข้าม


เด็กออทิสติกแบบ  high functioning ที่เป็นเด็กโตให้ความสนใจบางเรื่องอย่างจำกัดกี่ โดยสิ่งที่พอใจนั้นอาจเป็นเรื่องที่เด็กทั่วๆไปสนใจ แม้กระนั้นเด็กกลุ่มนี้มีความหมกมุ่นกับเรื่องนั้นเป็นอย่างมาก เช่น จำเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งนั้นได้ และก็สนทนาเกี่ยวกับประเด็นนั้นอยู่เสมอ ในเด็กกลุ่มนี้เมื่อโตขึ้นสิ่งที่สนใจบางทีอาจเป็นความทราบทางวิชาการบางสาขา ได้แก่ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ แล้วก็วิทยาศาสตร์สาขาต่างๆซึ่งความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเมื่อยู่ในโรงเรียน จึงช่วยทำให้เด็กออทิสติกร่วมสังคมในโรงเรียนได้ดิบได้ดีขึ้น
ยิ่งไปกว่านี้เด็กออทิสติกบางทีอาจจะดื้อมากมายแล้วก็มีสมาธิสั้นต่อสิ่งที่มิได้พึงพอใจเป็นพิเศษ จนบางคราวได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเด็กซนสมาธิสั้น (Attention deficit and hyperactivity disorder หรือ ADHD) โดยเฉพาะเมื่อลักษณะของออทิสติกไม่ชัดเจน ในเด็กที่มีความเจริญช้าเป็นอย่างมากบางทีอาจพบการกระทำรังแกตัวเอง เป็นต้นว่า โขกหัวหรือกัดตัวเอง ฯลฯ
ในด้านปัญญา เด็กออทิสติกบางบุคคลมีความสามารถพิเศษในด้านความจำหรือคำนวณโดยเฉพาะกรุ๊ป high functioning อาจสามารถจำตัวเขียนและนับเลขได้ตั้งแต่อายุ 2-3 ปี เด็กบางกรุ๊ปสามารถอ่อนหนังสือได้ก่อนอายุ 5 ปี (hyperlexia)
แนวทางการรักษาโรคออทิสติก สำหรับเพื่อการตรวจวิเคราะห์ว่าเด็กเป็นออทิสติกหรือเปล่า  ไม่มีเครื่องวัดที่เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์   แต่ว่าอาจมีการตรวจประกอบกิจการวิเคราะห์จากความประพฤติปฏิบัติ
                โดยมาตรฐานการวินิจฉัยโรคออทิสติกตามระบบ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM) เริ่มมีตั้งแม้กระนั้น DSM-III (พ.ศ. 2523) และได้ถูกปรับกลายเป็น DSM-IIIR (พุทธศักราช 2530) ในปัจจุบันใช้กฏเกณฑ์การวินิจฉัยตาม DSM-IV (พุทธศักราช 2537) โดยคำว่า pervasive developmental disorder (PDD) หมายคือความผิดแปลกในด้านความเจริญหลายด้าน ซึ่งแบ่งการวิเคราะห์ PDD เป็น 5 จำพวก เป็นต้นว่า autistic disorder, Rett’s disorder, childhood disintegrative disorder, Asperger’s disorder แล้วก็pervasive developmental disorder not otherwise specified (PDD-NOS ในปัจจุบันได้รวมออทิสติกเป็นกลุ่มโรคที่มีความมากมายของลักษณะทางสถานพยาบาล (autistic spectrum disorder ASD) แล้วก็มีคำที่เรียกกรุ๊ปออทิสติกที่มีความบกพร่องน้อยกว่า  high-functioning autism

     โดยหมอจะดูอาการเบื้องต้นว่ามีปัญหาด้านวิวัฒนาการหรือไม่ ซึ่งลักษณะของเด็กที่มีความเจริญช้าจะมีลักษณะดังนี้
โรคออทิสติก (Autistic disorder/Autism)  สามารถวินิจฉัยได้โดยการสังเกตความประพฤติ ซึ่ง มีลักษณะอาการครบ 6 ข้อ โดยมีลักษณะอาการจากข้อ (1) อย่างต่ำ 2 ข้อ แล้วก็มีลักษณะอาการ จากข้อ (2) และข้อ (3) ขั้นต่ำข้อละ 2 อาการ ดังต่อไปนี้


  • ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างน้อย 2 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น เช่น การสบตา การแสดงอารมณ์ความรู้สึกทางสีหน้า และภาษาท่าทางอื่นๆ เพื่อการสื่อสาร
  • ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
  • ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุก สนานร่วมกับผู้อื่น
  • ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น
  • ความผิดปกติด้านการสื่อสารอย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด
  • ในรายที่สามารถพูดได้แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
  • พูดซ้ำๆ หรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษา (ภาษาต่างดาว) อย่างไม่เหมาะสม
  • ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือเล่นลอกตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนา การ
  • มีพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรมที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • มีความสนใจที่ซ้ำๆ อย่างผิดปกติ
  • มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำโดยไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้นว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์
  • มีการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ เช่น สะบัดมือ เล่นมือ หมุนตัว
  • สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ
  • พบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ด้านดังต่อไปนี้ (โดยอาการเกิดก่อนอายุ 3 ขวบ)
  • ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
  • การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย
  • การเล่นสมมติหรือการเล่นตามจินตนาการ
  • ความผิดปกติที่พบไม่เข้าเกณฑ์วินิจฉัยของความผิดปกติจากโรคอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome)
การรักษา แม้ว่าในปัจจุบันนี้ยังไม่มียาหรือวิธีการรักษาออทิสติกให้หายขาดได้ แต่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าการได้รับการรักษาก่อนอายุ 3 ปี  (early intervention) โดยการกระตุ้นพัฒนาการปรับพฤติกรรมฝึกพูดและให้การศึกษาที่เหมาะสม ช่วยให้เด็กมีอาการดีขึ้น แต่ไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุดหรือเหมาะสมสำหรับเด็กทุกคนดังนั้นจึงต้องเลือดและปรับการรักษาให้เหมาะสมในแต่ละราย  และการรักษาออทิสติกให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานเท่าไหร่ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด เพราะการรักษาให้ประสบผลสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันไปของผู้ป่วย เช่น ความรุนแรงของโรค ความผิดปกติซ้ำซ้อนที่เกิดกับเด็ก อาการเจ็บป่วยทางกายของเด็ก อายุที่เด็กเริ่มเข้ารับการรักษา รูปแบบการเลี้ยงดู  หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เป็นต้น นอกจากนี้ แพทย์ต้องเฝ้าระวังอาการของเด็กร่วมด้วย เนื่องจากเด็กอาจมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมเพิ่มขึ้นมาระหว่างรับการรักษา แพทย์จึงต้องปรับวิธีการรักษาให้เหมาะสมตลอดช่วงอายุของเด็กอยู่เสมอ
อีกทั้งการดูแลรักษาออทิสติก จำเป็นต้องอาศัยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพ (Multidisciplinary Team Approach) ซึ่งประกอบด้วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น (Child and Adolescent Psychiatrist) นักจิตวิทยา (Psychologist) พยาบาลจิตเวชเด็ก (Child Psychiatric Nurse) นักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย (Speech Therapist) นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist) ครูการศึกษาพิเศษ (Special Educator) นักสังคมสงเคราะห์ (Social Worker) ฯลฯ
แต่หัวใจสำคัญของการดูแลรักษาไม่ได้อยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่อยู่ที่ครอบครัวด้วยว่าจะสามารถนำวิธีการบำบัดรักษาต่างๆ ที่ได้รับ มาประยุกต์ใช้ที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องหรือไม่
โดยวิธีการรักษาที่เหมาะสมคือ บูรณาการ การรักษาด้านต่างๆเข้าด้วยกันตามความจำเป็นของเด็กแต่ละคน วิธีการรักษา ได้แก่

  • การปรับพฤติกรรมและฝึกทักษะทางสังคม เพื่อเพิ่มพฤติกรรมที่เหมาะสมและลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การลดพฤติกรรมซ้ำๆ การลดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งแนวคิดพื้น ฐานของพฤติกรรมบำบัดคือ ถ้าผลที่ตามมาหลังเกิดพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ชอบก็จะทำให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผลที่เกิดขึ้นหลังพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ไม่ชอบก็จะทำให้พฤติกรรมลดลง โดยมีเทคนิคการปรับพฤติกรรมที่หลากหลาย เช่น การให้รางวัลหรือคำชมเมื่อมีพฤติกรรมที่เหมาะสม การเพิกเฉยเมื่อเด็กงอแง หรือการเบี่ยงเบนความสนใจเด็กไปยังสิ่งอื่นที่เด็กชอบในขณะที่เด็กงอ แง เป็นต้น
  • การฝึกพูด เป็นการรักษาที่สำคัญโดยเฉพาะในรายที่มีพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อความหมายล่าช้า การฝึกการสื่อสารได้เร็วเท่าไหร่จะทำให้เด็กเรียนรู้จากการใช้ภาษาได้เร็วเท่า นั้น และช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดจากการไม่สามารถสื่อสารความต้องการได้
  • การส่งเสริมพัฒนาการ ส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นที่ล่าช้าควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร สังคม และการปรับพฤติกรรม
  • การศึกษาพิเศษ มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาทักษะสังคม การสื่อสาร และพัฒนาการด้านอื่นๆ ควรจัดบริการการศึกษาที่มีระบบชัดเจน ไม่มีสิ่งเร้าที่มากเกินไป และมีครูการศึกษาพิเศษดูแลโดยควรวางแผนการศึกษาร่วมกันระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียน ควรจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนช่วงหยุดเรียนภาคฤดูร้อนเพื่อให้เด็กมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเด็กสามารถพัฒนาความสามารถด้านการช่วยเหลือตัวเอง ภาษา สังคม และจัดการกับปัญหาพฤติกรรมที่รบกวนได้แล้ว สามารถเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติได้เพื่อพัฒนาความ สามารถทางสังคมต่อไป โดยมีการจัดแผนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual Educational Plan; IEP) และนำกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการศึกษาด้วย

    หากมีข้อจำกัดด้านพัฒนาการ หรือปัญหาพฤติกรรม ก็จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนพิ เศษเฉพาะเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ชั้นเรียนปกติต่อไป
    นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยยา เป็นการรักษาเพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและช่วยให้ฝึกเด็กได้ง่ายขึ้นแต่ควรคำนึงเสมอว่า การรักษาด้วยยานี้ ไม่ได้เป็นการรักษาอาการหลักของโรค
    บรรดายาชนิดต่างๆ ที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการบางอย่างของโรคออทิสติกนั้น ส่วนใหญ่เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบสมอง เช่น ยากระตุ้นประสาทส่วนกลาง ยาต้านอาการซึมเศร้า ยาต้านลมชัก เป็นต้น ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นการสั่งจ่ายให้กับผู้ป่วยโดยที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ให้รักษาโรคนี้ได้
    ปัจจุบันมียาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา แห่งสหรัฐอเมริกาให้ใช้ในผู้ป่วยออทิสติกได้คือ ยา risperidone (มีชื่อทางการค้าว่า Risperdal®) ซึ่งได้รับอนุมัติให้ใช้บรรเทาอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว ก้าวร้าว หรือการทำร้ายตนเอง ของผู้ป่วยโรคออทิสติกที่มีอายุระหว่าง 5-16 ปี
    ยาชนิดนี้เป็นยารักษาโรคจิตเภทมา 10 กว่าปีแล้ว และพบผลข้างเคียงได้บ้าง ตัวอย่างผลข้างเคียงที่พบได้แก่ ง่วงนอน ท้องผูก อ่อนเพลีย เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เจริญอาหารและน้ำหนักเพิ่ม น้ำลายไหล ปากแห้ง มือสั่น ซึม เป็นต้น
    นอกจากนี้ บางคนอาจพบมีน้ำนมไหลออกมาจากเต้านม ขี้โมโหมากขึ้น หัวใจเต้นผิดปกติ และกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติได้ โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักเพิ่มนี้พบได้บ่อย ทำให้เด็กเจริญอาหาร กินเก่ง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เด็กส่วนใหญ่เมื่อได้ใช้ยานี้แล้วมักจะช่วยให้นอนง่าย นอนเร็วขึ้น หลับตลอดทั้งคืน สมาธิและอารมณ์ดีขึ้น
    ขนาดยาที่ใช้ เด็กที่มีน้ำหนักตัว 15-19 กิโลกรัม ควรเริ่มต้นด้วยขนาดยาวันละ 0.25 มิลลิกรัม และถ้าน้ำหนักตัวตั้งแต่ 20 กิโลกรัมขึ้นไป ควรใช้ยาวันละ 0.50 มิลลิกรัม โดยให้ใช้วันละ 1 ครั้ง ตอนเย็นหรือก่อนนอน และอาจเพิ่มขนาดยานี้ได้ทุกๆ 2 สัปดาห์ครั้งละ 0.25-0.50 มิลลิกรัม จนกว่าจะได้ผลดีที่สุด ซึ่งขนาดยาที่ได้ผลดี จะอยู่ระหว่าง 0.5-3.0 มิลลิกรัม/วัน
    ประเทศไทยมีทั้งชนิดเม็ด ขนาดเม็ดละ 1 และ 2 มิลลิกรัม/เม็ด และมีชนิดน้ำ ขนาด 30 มิลลิลิตร (โดยมีความเข้มข้นของ 1 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร)
    ภาวะแทรกซ้อนของโรคออทิสติก

  • ปัญญาอ่อน เด็กกลุ่มโรคออทิสติก 70% มีภาวะปัญญาอ่อนร่วมด้วยเว้นเสียแต่ โรค Asperger’s disorder จะมีระดับความหลักแหลมธรรมดา
  • ชัก เด็กกลุ่มโรคออทิสติก ได้โอกาสชักสูงกว่าประชากรทั่วไป และก็พบว่าการชักสโมสรกับ IQ ต่ำ โดย 25% ของเด็กกลุ่มที่มี IQ ต่ำจะเจออาการชัก แต่พบอาการชักในกลุ่มมี IQ ธรรมดาเพียง 5% ส่วนมากอาการชักมักเริ่มในวัยรุ่น โดยช่วงอายุที่มีโอกาสชักเยอะที่สุดเป็น 10 -14 ปี
  • ความประพฤติกระด้างแล้วก็การกระทำรังควานตนเอง พบบ่อย เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการไม่สามารถติดต่อสิ่งที่มีความต้องการได้ แล้วก็กิจวัตรที่ทำทุกๆวันที่ปฏิบัติบ่อยๆไม่สามารถที่จะทำได้ตามปกติ เจอปัญหานี้หลายครั้งขึ้นในช่วงวัยรุ่น ส่วนพฤติกรรมรังควานตนเองพบมากในโรคกรุ๊ปที่มี IQ ต่ำ
  • พฤติกรรมดื้อ/อยู่ไม่นิ่ง/คึกคะนอง/ขาดสมาธิ พบได้มาก ส่งผลกระทบต่อปัญ หาการเรียน แล้วก็การทำกิจกรรมอื่นๆ
  • ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการนอน พบปัญหาที่เกิดขึ้นกับการนอนได้บ่อยในเด็กกรุ๊ปโรคออทิสติกโดยเฉพาะปัญหานอนยาก นอนน้อย และนอนไม่ตรงเวลา
  • ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการรับประทาน กินยาก/เลือกกิน หรือรับประทานอาหารเพียงแค่บางจำพวก หรือรับประทานสิ่งที่ไม่ใช่ของกิน
  • เนื้องอก ทูเบอรัส สเคลอโรซิส (Tuberous Sclerosis) โรคที่เกี่ยวกับความแปลกทางพันธุกรรม นับว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้น้อย โดยทูเบอรัส สเคลอโรซิสนำมาซึ่งก้อนเนื้อนิ่มๆผลิออกขึ้นมาที่อวัยวะแล้วก็สมองของเด็ก แม้จะไม่มีสาเหตุแจ่มกระจ่างว่าเนื้องอกเกี่ยวข้องกับอาการออทิสติกยังไง แต่จากศูนย์ควบคุมและก็ป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention) กล่าวว่าเด็กออทิสติกมีอัตราการเป็นทูเบอรัส สเคลอโรซิสสูง


การติดต่อของโรคออทิสติก โรคออทิสติกเป็นโรคที่ยังไม่ทราบมูลเหตุการเกิดโรคที่แจ่มแจ้งแน่ๆแต่ว่าส่งผลการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยจำนวนไม่น้อยกล่าวว่า เกี่ยวโยงกับปัจจัยด้านกรรมพันธุ์ และความผิดเปกติของสมอง ซึ่งโรคออทิสติกนี้ ไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นโรคติดต่อ ด้วยเหตุว่าไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
กรรมวิธีดูแลช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยออทิสติก เนื่องจากว่าโรคออทิสติกพบมากมากในเด็ก โดยเหตุนั้นจึงต้ออาศัยการดูแลแ

15

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies , Hidrophobia)
โรคพิษสุนัข คืออะไร  “โรคพิษสุนัขบ้า” “โรคกลัวน้ำ” หรือ “โรคหมาว้อ” (ในภาษาอีสาน) เป็นโรคติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลางที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน (ZOONSIS) ที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา โดยผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการแสดงมักจะเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน และในอดีต จะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่พอสมควร  ซึ่งผู้ป่วยมักมีประวัติถูกสุนัขกัดแล้วไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่ทั้งนี้โรคพิษสุนัขบ้าก็ยังเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนหลังจากถูกกัดหรือข่วน   
ในแต่ละปีองค์การอนามัยโลกรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 60,000 รายทั่วโลก โดยพบมากในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ซึ่งผู้ป่วยเกือบทั้งหมดได้รับเชื่อจากการถูกสุนัขกัด และแม้ว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าแต่ร้อยละ 40 ของผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยผู้ป่วยโรคนี้พบมากที่สุดในประเทศอินเดียประมาณ 20000 รายต่อปี สำหรับในประเทศไทยมีรายงานคนถูกสัตว์กัดหรือข่วนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสถิติของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี พ.ศ. 2554-2558 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 5-7 รายต่อปี และในปี (2559) นี้นับจากต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคมมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 7 ราย โรคนี้จึงนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศไทยอีกโรคหนึ่ง
สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส rabies virus ซึ่งเป็น  lyssavirus type 1 ในตระกูล Rhabdoviridae ที่อยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเชื้อไวรัสนี้จะทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบทั้งในคนและสัตว์ แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสแล้ว ถ้าได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าและสารภูมิคุ้มกันต้านทาน (Immunoglobulin) อย่างรวดเร็วเหมาะสมก็จะไม่เป็นโรค แต่ถ้าไม่ได้การรักษาดังกล่าวก็จะป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งไม่มียารักษาและเสียชีวิตในที่สุด
            โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุนัข แมว ค้างคาว วัว ลิง ชะนี  กระรอก กระต่าย รวมถึงหนู เป็นต้น แต่พบว่าสุนัขและแมวเป็นสัตว์ที่นำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้บ่อยที่สุดในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ใน 
            ที่มา  : Wikipedia 
ประเทศที่พัฒนาแล้วแทบไม่พบว่าสุนัขและสัตว์เลี้ยงในบ้านชนิดอื่นๆเป็นสาเหตุของโรค เนื่องจากมีการควบคุมการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงอย่างเข้มงวด ไม่มีสัตว์จรจัด สัตว์ที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ (มากกว่า 90%) จึงเป็นสัตว์ป่า เช่น แรคคูน สกั๊ง สุนัขจิ้งจอก และที่สำคัญคือค้างคาว  แม้ว่ารายงานจากสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556 พบว่าสัตว์ที่ตรวจยืนยันพบเชื้อพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ไม่เคยได้ฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ร้อยละ 9.2 ของสัตว์ที่ยืนยันเป็นโรคพิษสุนัขบ้า พบว่ามีประวัติการได้รับเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน
อาการของโรคพิษสุนัขบ้า อาการของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะอาการนำของโรค (Prodrome) ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ (38-38.5 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน อาจมีอาการกระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน วิตกกังวล มีความรู้สึกกลัว นอนไม่หลับ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ที่สำคัญซึ่งถือเป็นอาการที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้คือ บริเวณบาดแผลที่ถูกกัด อาจมีอาการปวดเสียว คัน ชา หรือปวดแสบปวดร้อน โดยเริ่มที่บริเวณบาดแผล แล้วลามไปทั่วทั้งแขนหรือขา

ระยะปรากฏอาการทางระบบประสาท (Acute neurol มักเกิดภายหลังอาการนำดังกล่าว 2-10 วัน ซึ่งแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • แบบคลุ้มคลั่ง (Forious rabies) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วย) ในระยะแรกๆ อาจมีเพียงอาการไข้ กระวนกระวาย สับสน ซึ่งจะเกิดบ่อยเมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง เป็นต้น ต่อมาจะมีการแกว่งของระดับความรู้สึกตัว (เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดีสลับกัน) ขณะรู้สึกตัวดี ผู้ป่วยจะพูดคุยตอบโต้ได้เป็นปกติ แต่ขณะความรู้สึกตัวไม่ดี ผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย ผุดลุกผุดนั่ง เดินเพ่นพ่าน เอะอะอาละวาด ต่อมาจะมีอาการกลัวลม (เพียงแต่เป่าลมเข้าที่หน้าหรือคอจะมีอาการผวา) กลัวน้ำ (เวลาดื่มน้ำจะปวดเกร็งกล้ามเนื้อคอหอยทำให้กลืนไม่ได้ ไม่กล้าดื่มน้ำทั้งๆ ที่กระหาย หรือแม้แต่จะกล่าวถึงน้ำก็กลัว) ซึ่งพบได้เกือบทุกราย แต่ไม่จำเป็นต้องพบร่วมกันทั้ง 2 อาการ และอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ระยะไม่รู้สึกตัว



    นอกจากนี้ ยังพบอาการถอนหายใจเป็นพักๆ (มักพบในระยะหลังของโรค) และอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น น้ำตาไหล น้ำลายไหล เหงื่อออกมาก ขนลุก ในผู้ชายอาจมีการแข็งตัวขององคชาตและหลั่งน้ำอสุจิบ่อย ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจในที่สุดผู้ป่วยจะซึม หมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายใน 7 วัน (เฉลี่ย 5 วัน) หลังจากเริ่มแสดงอาการ

  • แบบอัมพาต (นิ่งเงียบ) (Paralytic rabies) ซึ่งพบได้บ่อยรองลงมา (ประมาณร้อยละ 30) มักมีอาการไข้ ร่วมกับกล้ามเนื้อแขนขาและทั่วร่างกายอ่อนแรง กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบอาการกลัวลมและกลัวน้ำประมาณร้อยละ 50 ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเสียชีวิตช้ากว่าแบบที่ 1 คือเฉลี่ย 13 วัน  บางครั้งอาจแยกจากกลุ่มอาการกิลเลนบาร์เร (Guillain Barre syndrome) ได้ยาก
  • แบบแสดงอาการไม่ตรงต้นแบบ (non-classic) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่ถูกค้างคาวกัด ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการปวดประสาทหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต่อมาจะมีอาการแขนขาซีกหนึ่งเป็นอัมพาตหรือชา มีอาการชักและการเคลื่อนไหวผิดปกติ มักไม่พบอาการกลัวลม กลัวน้ำและอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติดังแบบที่ 1


  • ระยะไม่รู้สึกตัว (coma) ผู้ป่วยทุกรายเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายจะมีอาการหมดสติและเสียชีวิต (จากระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ) ภายใน 1-3 วันหลังมีอาการของระยะไม่รู้สึกตัว
แนวทางการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า การวินิจฉัยแพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดง (เช่น กลัวลม กลัวน้ำ ซึม ชัก แขนขาอ่อนแรง) ร่วมกับประวัติการถูกสัตว์กัดมาก่อน  ส่วนในรายที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แน่ชัด  เช่น ผู้ป่วยมีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงระยะอาการนำของโรคจะเป็นอาการที่ไม่จำเพาะ หรืออาการแสดงในระยะปรากฏอาการทางระบบประสาทในช่วงแรกที่คล้ายกับโรคสมองอักเสบจากเชื้ออื่น ๆ แพทย์ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยว่าอาการที่ปรากฏนั้นจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่จากโรคอื่น ๆ โดยวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวนั้น ได้แก่

  • Direct fluorescent antibody test เป็นการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังบริเวณคอ แล้วนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีการใช้สารเรืองแสง ซึ่งจะพบเชื้ออยู่บริเวณเส้นประสาทใต้ต่อมขน ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง
  • RT-PCR เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสจากน้ำลาย น้ำไขสันหลัง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ จากผู้ป่วย โดยเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงเช่นกัน แต่มีราคาแพง
  • ในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว เมื่อนำศพไปผ่าพิสูจน์จะพบลักษณะของเซลล์ประสาทที่มีความจำเพาะกับโรคนี้มาก ที่เรียกว่า “เนกริบอดีส์” (Negri bodies) อยู่ภายในเซลล์

    สำหรับการรักษาโรคพิษสุนัขบ้านั้นหากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าเข้าสู่เส้นประสาทแล้วก็จะไม่มียาชนิดไหนที่สามารถรักษาให้หายได้เลย ดังนั้น
    หลักของการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าคือ การล้างแผล การให้สารภูมิต้านทาน เพื่อไปทำลายเชื้อ และการให้วัคซีนพิษสุนัขบ้าหลังจากถูกกัดให้เร็วที่สุด

  • การล้างแผล เมื่อผู้ป่วยถูกสัตว์กัดมาจะต้องรีบล้างแผลโดยเร็ว การล้างแผลด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสที่บริเวณบาดแผลได้บ้าง การใช้สบู่และยาฆ่าเชื้อเช่น น้ำ ยาเบตาดีน หรือน้ำยาแอลกอฮอล์ 70% จะสามารถทำลายเชื้อได้มากขึ้น

    การล้างแผลควรล้างให้ลึกถึงก้นแผล ทั้งนี้เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเป็นเชื้อที่ไม่ทนถูกทำลายง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแสงยูวี (UV, ultraviolet light) หรือแสงแดด และอากาศที่แห้ง  ขนาดของบาดแผล จำนวนของบาดแผล และตำแหน่งของบาดแผล สัมพันธ์กับการเกิดโรค ถ้าแผลยิ่งอยู่ใกล้สมองเท่าไหร่ ระยะฟักตัวก็จะยิ่งสั้น แผลจำนวนยิ่งมากหรือขนาดแผลยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับเชื้อมากเท่านั้น

  • การให้สารภูมิคุ้มกันต้านทาน เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่บาดแผลจะเดินทางเข้าสู่กล้ามเนื้อ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและพร้อมจะเข้าสู่เส้นประสาท ในช่วงนี้เองที่การรักษาด้วยการให้สารภูมิคุ้มกันต้าน ทานจะไปทำลายเชื้อไม่ให้เข้าสู่เส้นประสาทได้ ผู้ป่วยจึงไม่เกิดเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานช้าเกินไป รวมทั้งไม่ได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าด้วย เชื้อจะเข้าสู่เส้นประสาทได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทได้แล้วจะไม่มียาตัวใดรักษาให้หายได้เลย ซึ่งการให้สารภูมิ คุ้มกันต้านทานสามารถให้พร้อมกับวัคซีนได้เลย โดยจะฉีดเข้าสู่รอบๆแผลที่ถูกกัด แต่ถ้าไม่มีบาดแผล เช่น โดนสัตว์เลียปากมาก็ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • การให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน (Antibody) ขึ้นมาทำลายเชื้อโรคเอง เนื่องจากสารภูมิคุ้มกันต้านทานที่ผู้ป่วยได้รับจะมีฤทธิ์อยู่เพียงชั่วคราว ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 10 - 14 วันจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้

    สำหรับแนวทางในการพิจารณาว่าผู้ป่วยรายใดที่ถูกสัตว์สัมผัสถูกกัดหรือถูกข่วน จำเป็นต้องให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือไม่นั้น ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน สำหรับในประเทศไทยมีแนวทางดังนี้

  • ถ้าสัมผัสกับสัตว์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดทั้งสัตว์บ้านและสัตว์ป่า) หรือถูกเลียโดยที่ผิว หนังไม่มีบาดแผลใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
  • ถ้าถูกงับเป็นรอยช้ำเล็กๆบนผิวหนัง หรือถูกข่วนเป็นรอยถลอกมีเลือดออกเพียงซิบๆ หรือถูกเลียบนผิวหนังที่มีบาดแผล ให้รีบฉีดวัคซีนทันที
  • ถ้าถูกกัดหรือข่วนที่มีเลือดออกชัดเจน หรือถูกเลียโดนเยื่อบุต่างๆ เช่น เลียตา เลียปาก ให้รีบให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนทันที


ในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ใช้สูตรการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยภายหลังสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรคหรือสงสัยเป็นโรค (เรียกว่า Post exposure prophylaxis) เพียง 2 สูตร คือ

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบวิธีมาตรฐาน (แบบ ESSEN) คือให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนในผู้ใหญ่ หรือที่ต้นขาในเด็กเล็ก โดยกำหนดให้ฉีดในวันที่ 0 (วันแรกที่มาฉีดวัคซีน) 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30
  • การฉีดเข้าผิวหนังตามสภากาชาดไทย (Thai Red Cross-ID) คือให้ฉีดเข้าในผิว หนัง 2 จุดที่บริเวณต้นแขนทั้ง 2 ข้าง ในวันที่ 0, 3, 7 และฉีด 1 จุดในวันที่ 28 และ 90 หรือฉีด 2 จุดในวันที่ 28 ซึ่งปริมาณวัคซีนที่ใช้ฉีดจะน้อยกว่าแบบที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
สามารถสังเกตอาการของสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร
            อาการของโรคพิษสุนัขบ้าไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละชนิดของสัตว์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการในสุนัขและแมวเท่านั้น เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดและพบว่าเป็นพาหนะนำโรคที่สำคัญในประเทศไทย โดยอาการป่วยที่สังเกตได้แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะอาการนำ (Prodromal phase)

    สุนัข : ในระยะนี้สุนัขจะมีพฤติกรรมและนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปโดยจะเปลี่ยนไปในลักษณะตรงข้ามกับที่เป็นอยู่ สุนัขที่เคยเชื่องกับคนจะดุร้ายขึ้น ส่วนสุนัขที่ชอบหนีคนจะเข้าหาคนและแสดงความเป็นมิตรมากขึ้น หากสังเกตให้ดีจะพบว่าสุนัขบางตัวมีม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ และมีการตอบสนองต่อแสงลดลง นอกจากนี้สุนัขบางตัวจะคันและเลียบริเวณที่ถูกกัดจนกระทั่งเกิดเป็นแผลถลอก สุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้ประมาณ 2-3 วัน
    แมว : อาการในระยะนี้ของแมวจะคล้ายคลึงกับอาการในสุนัข แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ในแมวจะมีไข้สูงเป็นช่วงๆ และจะแสดงพฤติกรรมผิดไปจากปกติมาก โดยแมวจะแสดงอาการในระยะนี้ 1-2 วัน

  • ระยะตื่นเต้น (Excitative phase)

    สุนัข : อาการของสุนัขในระยะนี้จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดและเป็นที่มาของชื่อ “โรคพิษสุนัขบ้า” โดยสุนัขจะมีอาการกระวนกระวายมากขึ้น พยายามที่จะหนีออกจากที่อยู่เดิม เมื่อหนีออกมาได้จะวิ่งเตลิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย มักจะแสดงอาการแปลกๆ เช่น งับลมหรือกัดสิ่งของต่างๆ เช่นก้อนหิน ดิน และมักจะไล่กัดทุกสิ่งที่ขวางหน้าเป็นอาการบ้าคลั่งอย่างเด่นชัด หากจับขังกรงจะงับและกัดกรงอย่างรุนแรงจนเกิดบาดแผลที่ปากที่เลือดไหล หรือฟันหักโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด ต่อมาเสียงเห่าหอนจะเริ่มผิดปกติไปเนื่องจากเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อกล่องเสียง ต่อมากล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการเคี้ยว และควบคุมการทำงานของลิ้นอาจเกิดอัมพาตขึ้นทำให้ลิ้นห้อยออกมานอกปาก มีน้ำลายไหลมาก ต่อมาลำตัวจะเริ่มแข็ง ขาหลังเริ่มอ่อนเปลี้ย ซึ่งเป็นอาการที่เริ่มเข้าสู่ระยะอัมพาต โดยทั้งสิ้นสุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้อยู่ประมาณ 1-7 วัน
    แมว : อาการของแมวในระยะนี้จะแปลกไปกว่าปกติโดยจะแสดงอาการกระวนกระวาย จ้องมองสิ่งของหรือมองโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เมื่อจับขังกรงแมวจะแสดงอาการกระวนกระวาย ตื่นกลัวอย่างมาก และจะกัดหรือข่วนวัตถุต่างๆ ที่อยู่ใกล้ แมวบางตัวยังแสดงอาการกล้ามเนื้อสั่น อ่อนแรงและทำงานไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้แมวบางตัวจะวิ่งออกไปอย่างไร้จุดหมายจนเหนื่อยและตายในที่สุด

  • ระยะอัมพาต (Paralytic phase)

    สุนัข : ระยะนี้เป็นระยะสุดท้ายของโรคพิษสุนัขบ้า โดยพบว่าอาการในระยะนี้จะขึ้นกับอาการในระยะตื่นเต้นสุนัขที่แสดงอาการตื่นเต้นหรือดุร้ายอย่างชัดเจน อาการในระยะนี้จะสั้นมาก เมื่อสุนัขเริ่มแสดงอาการขาหลังอ่อนเปลี้ยแล้วในที่สุดจะล้มลงแล้วลุกไม่ได้ อาการอัมพาตที่เกิดขึ้นจะแผ่ขยายจากส่วนท้ายของลำตัวไปยังส่วนหัวอย่างรวดเร็ว และจะตายเนื่องจากการเกิดอัมพาตของระบบหายใจ  (respiratory paralysis) ส่วนในรายที่แสดงอาการตื่นเต้นไม่ชัดเจน หรือพบในระยะสั้นๆ อาจแสดงอาการระยะอัมพาตนานขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการซึม อ้าปาก คางห้อยตก ลิ้นห้อยยาว ออกมานอกปาก น้ำลายไหลมาก ในระยะนี้สุนัขมักจะไม่กัดคนและจะแสดงอาการอยู่ 2-4 วัน หลังจากนั้นอาการอัมพาตจะแผ่ขยายทั่วตัวทำให้ตายด้วยการเกิดอัมพาตของระบบหายใจเช่นเดียวกัน
    แมว : ในระยะนี้แมวจะแสดงอาการคล้ายกับในสุนัขแต่อาการในระยะอัมพาตนี้มักจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 5 หลังเริ่มแสดงอาการ
    การติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อที่มีการติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลบนผิวหนัง โดยการถูกสัตว์ที่เป็นโรค กัด ข่วน หรือเลีย (สำหรับการเลีย จะต้องเลียถูกเยื่อเมือกหรือรอยแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ เชื้อจึงจะเข้าได้ แต่ถ้าผิวหนังเป็นปกติดี เชื้อจะผ่านเข้าไปไม่ได้) เชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน แล้วเดินทางขึ้นไปตามเส้นประสาทส่วนปลายเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง หลังจากนั้นจะแพร่กระจายลงมาตามระบบประสาทส่วนปลายไปยังอวัยวะต่างๆ รวมทั้งต่อมน้ำลาย บางครั้งเชื้ออาจเดินทางเข้าสมองโดยไม่ต้องรอให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคสั้นกว่า 7 วัน) บางครั้งเชื้ออาจเข้าไปอาศัยอยู่ในเซลล์อื่น เช่น มาโครฟาจ (macrophage) เป็นเวลานานก่อนจะออกมาสู่เซลล์ประสาท (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคยาว)

    นอกจากนี้ เชื้อยังอาจเข้าสู่ร่างกายได้จากการที่คนหายใจเอาละอองไอน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่ (แต่พบได้น้อยมาก เช่น การเข้าไปในถ้ำที่มีค้างคาวอยู่กันเป็นล้าน ๆ ตัว หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในห้องแล็บที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้)
    ระยะฟักตัว (ระยะที่ถูกกัดจนกระทั่งมีอาการ) 7 วัน ถึง 6 ปี ส่วนใหญ่เกิดในช่วง 20-60 วัน หลังสัมผัสโรค มีส่วนน้อยที่พบอาการหลังสัมผัสโรคมากกว่า 1 ปี
    แต่ได้เฉลี่ยแล้วหลังได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผู้ป่วยจะแสดงอาการป่วยประมาณ 3 สัปดาห์ - 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวนและความลึกของบาดแผล รวมถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัดด้วย
    การปฏิบัติตนเมื่อถูกสัตว์กัน/ข่วน

  • รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล (Normal saline) หลายๆครั้ง (ประมาณ 15 นาที) ล้างทุกแผล และล้างให้ลึกถึงก้นแผล แล้วเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน เป็นต้น
  • ไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการป้องกันรักษาที่ถูกต้อง ถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า อาทิเช่น ถูกกัดหรือข่วนจนมีเลือดซิบหรือลึกกว่านั้น แพทย์จะพิจารณาฉีดวัควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และยาฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ในกรณีที่มีโอกาสติดโรคพิษสุนัขบ้าสูง แพทย์อาจพิจารณาให้อิมมูโนโกลบุลินซึ่งมีภูมิต้านทานโรคพิษสุนัขบ้าร่วมด้วย โดยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจะฉีดประมาณ 4-5 ครั้ง เป็นวัคซีนมีความปลอดภัยสูง  สามารถฉีดได้ทุกวัย รวมทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีประสิทธิภาพสูงหากไปรับการฉีดตรงตามแพทย์นัดทุกครั้ง
  • จดจำลักษณะและสังเกตุอาการสัตว์ที่กัด รวมทั้งสืบหาเจ้าของ เพื่อสอบถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และสังเกตุอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลา 10 วัน ถ้าสบายดีไม่น่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าสุนัขตายให้นําซากมาตรวจ
  • ซึ่งในการส่งซากตรวจควรส่งให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง (ในขณะเก็บซากสัตว์ควรสวมถุงมือยางและล้างมือหลังจากเก็บซากให้สะอาด) และควรส่งตรวจเฉพาะส่วนหัวของสัตว์ (เชื้อและลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่ชัดเจนที่สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำจะอยู่ที่สมอง) แต่หากเป็นสัตว์ตัวเล็กก็สามารถส่งตรวจได้ทั้งตัว โดยสัตว์ที่ส่งตรวจจะต้องใส่ถุงพลาสติกให้มิดชิด ห่อด้วยกระดาษหลาย ๆ ชั้น แล้วใส่ถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่งและปิดปากถุงให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย
การป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า

  • ควบคุมไม่ให้สัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า


                        - พาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามกำหนด และฉีดซ้ำทุกปี
                        - ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะ ทุกครั้งที่จะนำสุนัขออกนอกบ้านควรอยู่ในสายจูง
                        - ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง

  • หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสัตว์กัด โดยไม่แหย่ หรือรังแกให้สัตว์โมโห รวมทั้งไม่ยุ่งหรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จักหรือไม่มีเจ้าของ
  • คนที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงได้แก่ สัตว์แพทย์และผู้ช่วย คนเพาะสัตว์เลี้ยงขาย ร้านขายสัตว์เลี้ยง เจ้าหน้าที่กำจัดสุนัขและแมวจรจัด เจ้าหน้าที่บ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ เร่ร่อนต่างๆ บุรุษไปรษณีย์ คนที่ทำงานในห้องแลปที่ต้องเกี่ยวข้องกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรได้ รับวัคซีนแบบป้องกันล่วงหน้า (Preexposure prophylaxis) คือให้ฉีดวัคซีนในวันที 0, 3 และ 21 หรือ 28 และให้ฉีดกระตุ้นซ้ำ 1 เข็มทุกๆ 5 ปี
  • แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าโรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีรายงานพบผู้ป่วยที่ติดโรคนี้จากการปลูกถ่ายกระจกตาหรืออวัยวะ ดังนั้น เมื่อมีการสัมผัสกับผู้ป่วย เช่น ถูกผู้ป่วยกัด เยื่อบุหรือบาดแผลไปสัมผัสถูกสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดยาป้องกันแบบเดียวกับการสัมผัสโรคจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
สมุนไพรที่ใช้ป้องกัน/รักษาโรคพิษสุนัขบ้า  เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่รุนแรงโดยหากเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายแล้วจะไม่สามารถรักษาได้ เพราะไม่มียาตัวไหนหรือวิธีไหนที่จะฆ่าเชื้อไวรัสหรือรักษาให้หายได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดีในห้องไอซียู (ICU, inten sive care unit) แต่อัตราการเสียชีวิตก็็็๋่าสคือ 100%         ดังนั้นจึงไม่มีสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถรักษา / ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าคืออะไร 
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้จากการนำเชื้อ Rabies virus ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงโดยวิธีการเฉพาะ ซึ่งเชื้อจะถูกทำให้ตายก่อนที่จะนำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular; IM)และฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal; ID)
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่

  • Lyssavac N® (Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine; PDEV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในตัวอ่อนไข่เป็ดที่ฟักแล้ว (embryonated duck eggs)แนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะเป็นสารแขวนตะกอนสีขาว ขุ่นเล็กน้อย เนื่องจากมี thimerosal เป็นสารกันเสีย ปริมาตรรวม 1 ml
  • SII Rabivax® (Human Diploid Cell Rabies Vaccine; HDCV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในhuman diploid cellแนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส สีชมพู ปริมาตรรวม 1 ml
  • Rabipur® (Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine; PCECV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน primary chick embryo fibroblast cell สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 1 ml
  • Verorab® (Purified Vero Cell Rabies Vaccine; PVRV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน vero cells สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำเกลือสำหรับทำละลาย (solution of sodium chloride 4%) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 0.5 ml


วัคซีนทั้ง 4 ชนิดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งจะมีความปลอดภัยและมีความบริสุทธิ์มากกว่าวัคซีนแบบเก่าที่ผลิตจากการนำเชื้อ Rabies

หน้า: [1] 2 3 ... 12