แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1

โรคไข้สมองอักเสบ เจอี (Japanese Encephalitis)
โรคไข้สมองอักเสบ เจ อี คืออะไร ไข้สมองอักเสบ (encephalitis) คือ การอักเสบของเนื้อสมอง หรือเฉพาะที่เล็กน้อย เพราะเหตุว่าเนื้อสมองอยู่ติดกับเยื่อหุ้มสมอง ก็เลยบางทีอาจเจอการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองร่วมกับการอักเสบของสมองได้ด้วย  โดยโรคไข้สมองอักเสบอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุส่วนมากชอบมีเหตุที่เกิดจากการต่อว่าดเชื้อจากไวรัส โดยสามารถเกิดได้จากเชื้อไวรัสหลากหลายประเภทหรือบางโอกาสบางทีอาจพบเป็นโรคแทรกของโรคหัด คางทูม ไข้เปล่งปลั่ง แต่ไข้สมองอักเสบประเภทที่อันตราย/ร้ายแรงที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้เป็นโรคไข้สมองอักเสบ เจอี(Japaneseencephalitis, JE) พบบ่อยที่สุดในเอเชียรวมทั้งเมืองไทยรวมทั้งบางส่วนของแปซิฟิกตะวันตก ส่วนมากชอบพบการเกิดโรคในฤดูฝน แม้กระนั้นในแม้กระนั้นล่ะประเทศจะพบตอนที่มีการกำเนิดโรคได้แตกต่างกันซึ่งเจอได้ตลอดทั้งปี โดยในบริเวณแหล่งระบาดมักจะพบในผู้เจ็บป่วยอายุน้อยกว่า 15 ปี เนื่องด้วยในผู้ใหญ่จะมีภูมิต้านทานอยู่ก่อนแล้ว  อย่างไรก็ตามหากเป็นบริเวณที่ไม่เคยกำเนิดโรคมาก่อนก็จะพบในกลุ่มของคนที่มีอายุสูงมากขึ้นได้
โรคไข้สมองอักเสบเจอี เป็นโรคที่ทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตและเป็นโรคที่รักษายาก ที่สำคัญเมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง ถ้ารอดตายมักมีความพิกลพิการหรือไม่ดีเหมือนปกติทางสมองตามมา อัตราเจ็บป่วยตายอยู่ระหว่างร้อยละ 20-30 ราวสองในสามของคนรอดตาย จะมีความพิกลพิการคงเหลืออยู่ ในเอเชียพบผู้ป่วยโรคนี้ราวปีละ 30,000-50,000 ราย โรคนี้เรียกว่า Japanese เพราะว่าสามารถแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยในญี่ปุ่นคราวแรกเมื่อปี พ.ศ.2468
ต้นเหตุของโรคไข้สมองอักเสบ เจ อี ด้วยโรคไขสมองอักเสบเจอีเปนโรคที่มีอัตราตาย แล้วก็ความพิการตามมาสูง ซึ่งสวนใหญชอบเปนในเด็ก ส่วนเชื้อที่กอโรคไดมึง Japanese encephalitis virus (JEV) ซึ่งเปน arbovirus จัดอยูใน family Flaviviridae, genus Flavivirus โดยมียุงรําติดอยู่ญ Culex tritaeniorhynchus เปนพาหะนําโรค โรคนี้พบในเขตเมืองนอยกวาต่างจังหวัด มีอัตราตายรอยละ 10-35 และมีอัตราการเกิดความพิกลพิการ ตามมาสูงถึงรอยละ 30-50 โดยเชื้อไวรัสประเภทนี้ถูกค้นพบทีแรกโดยนักวิทยาศาสตร์คนประเทศญี่ปุ่นและได้กระจายทั่วไปทุกภาคและก็ทุกฤดู ซึ่งประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี อาทิเช่น รอบๆทวีปเอเชียใต้ ประเทศอินเดียและก็ศรีลังกา ตลอดจนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ในภาคตะวันออกของจีน และก็เจอได้ในประเทศ ไต้หวัน เกาหลี และก็ญี่ปุ่น
ปลายคริสตศตวรรษที่ 18 มีการระบาดใหญ่ของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศญี่ปุน โดย ในป พุทธศักราช 2468 สามารถแยกเชื้อไวรัสเจอีไดเปนครั้งแรกจากสมองของผูปวยชายอายุ 19 ปที่มี อาการสมองอักเสบรวมทั้งเสียชีวิตในกรุงเมืองโตเกียว ถัดมาสามารถแยกเชื้อไวรัสไดจากยุงเบื่อหน่าย Culex แล้วก็มีรายงาน การระบาดของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศต่างๆในทวีปเอเชียตามมา ซึ่งนับเป็นปัญหาที่สําคัญที่สุดในบรรดาโรค สำหรับประเทศไทยเจอการระบาดหนแรกในป พ.ศ. 2512 ที่จังหวัดเชียงใหมจากนั้นมีการพบผูปวยเรื่อยมาแล้วก็มีการระบาดใหญ่เปนครั้งคราว ผู้ปวยโรคนี้สามารถเจอไดบอยทางภาคเหนือรวมทั้ง ภาคอีสาน รองลงมาไดแก ภาคกลาง และภาคใต
ปจจุบันเจอผูปวยโรคไขสมองอักเสบ เจ อี นอยลง เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนปองกันโรคไขสมอง อักเสบเจอีในเด็กทั่วประเทศ ในป พ.ศ. 2552 สํานักระบาดวิทยาไดรับรายงานผูปวยโรคไขสมองอักเสบรวมทั้งสิ้น 543 ราย คิดเปนอัตราปวย 0.86 ตอแสนราษฎร จําแนกเปนโรคไขสมองอักเสบเจอีจํานวน 106 ราย (รอยละ 19.52) คิดเปนอัยี่ห้อปวย 0.17 ตอแสน มวลชน ไมมีรายงานผูเสียชีวิต  สวนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุนอยกวา 15 ป พบผูปวยสูงสุดในกลุมอายุ 0-4 ป คิด เปนอัยี่ห้อปวย 1.1       ตอแสนพลเมือง รองลงมาคือ กลุมอายุยง 5-9 ป มากมายกวา 15 ป และ 10-14 ป โดยมี อัตราปวย 0.3, 0.09 และก็ 0.08 ตอแสนมวลชนตามลําดับ กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ
ลักษณะของโรคไขสมองอักเสบ เจ อี   ไวรัสเจอีนี้ เมื่อไปสู่ร่างกายจะแพร่กระจายไปสู่สมองและจะทำลายเนื้อสมองตั้งแต่น้อยไปจนตราบเท่ามหาศาลนาๆประการในแต่ละคน (Japanese encephalitis virus)  โดยส่วนมากผู้ติดเชื้อโรคจะไม่มีอาการ มีเพียง 1 ใน 300 คนแค่นั้น ที่จะออกอาการ โดยในรายที่ร้ายแรงจะแสดงอาการแบบสมองอักเสบ (encephalitis) โดยมีลักษณะอาการกางงเปน 3 ระยะดังต่อไปนี้ 1. Prodromal stage ในตอนนี้ผู้ปวยจะมีลักษณะไขสูงรวมกับอาการออนเพลีย ปวดหัว คลื่นไสอ้วก เวลานี้จะกินเวลาราวๆ 1-6 วัน 2. Acute encephalitic stage ผูปวยยังคงมี ไข้และเริ่มมีอาการเคืองของเยื่อหุมสมอง มีการเปลี่ยนของระดับความรูสึกตัว มีลักษณะอาการชักเกร็ง สามารถตรวจพบ pyramidal tract signs, flaccid paralysis และพบ deep tendon reflex ต่ำลงไดรอยละ 10 บางทีอาจพบอัมพาตครึ่งด้านรวมทั้งความแปลกของเสน ประสาทสมองได ระยะที่ 1 แล้วก็ 2 ของโรคมักใช้เวลา ไมเกิน 2 สัปดาห ผูปวยที่มีลักษณะรุนแรงมักเสียชีวิต ในตอนนี้ 3. Late stage and sequele ในเวลานี้ไข้จะน้อยลง อาการทางสมองจะคงที่หรือดียิ่งขึ้น ผูปวยที่เสียชีวิตในระยะนี้มักเกิดขึ้นจากโรคแทรกซ้อนซอนที่ตามมา อย่างเช่น ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อทางเท้าเยี่ยว ติดโรคในกระแสโลหิต ฯลฯ ซึ่งคนไข้โรคไข้สมองอักเสบ บางรายอาจมีอาการ ความประพฤติเปลี่ยนแปลงหรือเป็นอาการทางจิตได้ อาการชักมักเป็น แบบชักเกร็งกระตุกทั่วตัว ซึ่งพบได้มากมากมายโดย เฉพาะเด็กเล็ก บางทีอาจจะมาด้วยนิ้วกระตุก, ตาเหล่, หรือหายใจผิดจังหวะได้หรืออาจจะมีอาการคล้าย โรคพาร์กินสัน เป็นมีลักษณะอาการตัวเกร็ง, หน้าไม่แสดง อารมณ์,มือสั่นและเคลื่อนลำบาก
กรรมวิธีการรักษาโรคไข้สมองอักเสบ การวินิจฉัย การวิเคราะห์อาศัยประวัติความเป็นมา การตรวจรางกายและการ ตรวจทางหองปฏิบัติการ การตรวจนับเม็ดเลือดพบได้มากวาจํานวนเม็ดเลือดขาวและก็คารอยละของนิวโตรฟล เพิ่มขึ้นในระดับปานกลางถึงสูงมาก การตรวจน้ำไขสันหลัง สวนใหญจะพบวาน้ำไขสันหลังมีลักษณะใส ไมมี สีความดันของน้ำไขสันหลังอยูในเกณฑธรรมดามีเซลล เม็ดเลือดขาวไดตั้งแต 10-1,000 เซลล/ลบ.มิลลิเมตร ซึ่งส่วนใหญเปนประเภทโมโนนิวเคลียรเซลล ในระยะต้นของโรคบางทีอาจไมพบเซลลในน้ำไขสันหลังหรือบางทีอาจเจอนิวโตรฟลเดนได โปรตีนมักสูงกวาธรรมดาเล็กนอย ระดับน้ำตาลมักอยูในเกณฑธรรมดาเมื่อเทียบกับระดับน้ำตาลในเลือด
การส่งตรวจวิเคราะห์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นยิ่งกว่าการตรวจด้วยเครื่อง เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์โดยจะมองเห็นความแปลกใน ตำแหน่ง thalamus,basalganglia, midbrain, pons, รวมทั้ง medullaโดยตำแหน่งที่พบร่วมมากมาย ที่สุดเป็นตำแหน่ง thalamus การส่งไปเพื่อทำการตรวจแยกเชื้อ (serology) ซึ่ง เป็นการวินิจฉัยที่ใช้อยู่ในขณะนี้คือตรวจหาIgM antibodyเฉพาะต่อไวรัสเจอีในนํ้าไขสันหลังแล้วก็ ในเลือด โดยการตรวจพบ JEV-specific IgM antibody ในนํ้าไขสันหลังสามารถช่วยยืนยันการ ติดเชื้อโรคในครั้งนี้ได้แต่ว่าแม้ตรวจเจอJEV-specific IgMantibodyในเลือดอาจเป็นการติดเชื้อโรคหรือขึ้น จากการได้วัคซีนก็ได้ การตรวจหา antibody ในนํ้าไขสันหลัง จะสามารถตรวจเจอได้ปริมาณร้อยละ 70-90 ในคนเจ็บที่ ติดเชื้อ โดยจะสามารถตรวจเจอได้เมื่อราว วันที่5-8หลังจากเริ่มมีลักษณะ การตรวจค้นantibodyในเลือดจะสามารถ ตรวจพบได้ร้อยละ60-70 ในคนป่วยที่ติดเชื้อโรคโดย จะสามารถตรวจพบได้อย่างต่ำ 9 วันหลังจาก เริ่มมีลักษณะ ในตอนนี้ยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะ  การดูแลรักษา    เปนเพียงแต่การดูแลรักษาตามอาการ ที่สําคัญหมายถึงลดอาการบวมของสมอง ดูแลระบบทางเท้าหายใจ ใหยายับยั้งชัก บางรายอาจจําเปนตองให mannitol เพื่อควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะ แล้วก็คุ้มครองอาการแทรกซ้อนตามมา การใช dexamethasone ในขนาดสูงเพื่อลดการบวมของสมองในผูปวยไขสมองอักเสบเจอี เจอวาไมสามารถลดอัตราการตายและอัตราการฟนจากโรคได มีรายงานจากการเรียนรู้แบบ controlled clinical trials ขนาดเล็กเกี่ยวกับ Neutralizing murine monoclonal antibodies ซึ่งผลิตในประเทศจีน นํามาใชรักษาผูปวย ไขสมองอักเสบเจอี เจอวาการรักษาดังกลาวใหผลการ รักษาที่  บางรายงายการเล่าเรียนพบว่าได้มีการทดลองใช้ยาต้านทาน เชื้อไวรัส ribavirin แม้กระนั้นไม่พบความไม่เหมือนของผล การรักษาของการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสกับยาหลอกและก็ พบว่าcorticosteroidsแล้วก็interferonalpha2a ไม่ช่วยในเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมอาการและไม่ช่วย ในเรื่องของผลการรักษา
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรคไข้สมองอักเสบ เนื่องจากว่าเชื้อไวรัส Japanese encephalitis ที่เป็นตัวการของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี จะอยู่ในสัตว์กินนมหลายอย่าง ดังเช่นว่า หมู แล้วก็ยุงจะเป็นพาหะนำเชื้อชนิดนี้มาสู่คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมูที่มีอายุที่มากขึ้น ตัวสัตว์เองก็จะมีภูมิต้านทานพอควร ดังนั้น หากมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวก็จะโดนควบคุมไม่ให้มีปริมาณมาก ส่วนลูกหมูมักจะมีภูมิต้านทานไม่ค่อยดี เมื่อโดนยุงกัด แล้วมีเชื้อไวรัส ไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเร็ว ก็จะเป็นแหล่งกระจายเชื้อมาสู่ยุงไปสู่คน  ด้วยเหตุนี้ไข้สมองอักเสบเจอี จึงพบบ่อยในแหล่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบๆที่มีการเลี้ยงหมูจำนวนไม่ใช่น้อย เป็นต้นว่า ในบ้านนอก และก็บริเวณชานเมือง แล้วก็พบบ่อยในช่วงฤดูฝนระหว่างมิ.ย.ถึงส.ค. แต่ว่าก็บางทีอาจเจอเล็กน้อยได้ตลอดทั้งปี ผู้ที่มีการเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้สมองอักเสบเจอี ได้แก่ เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงหมู ผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทในท้องถิ่นที่มีการระบาด ทหารที่เข้าไปประจำการหรือปฏิบัติการในแคว้นที่มีการระบาดของโรค ผู้หนีภัยไปอาศัยอยู่ในต่างชาติที่มีการระบาด
การติดต่อของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี เชื้อ JEV (Japanese encephalitis Virus) จัดอยู่ในเชื้อสายฟลาวิเชื้อไวรัส (family flaviviridae) สกุลฟลาวิไวรัส (genus flavivirus)อยู่ในกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสเด็งกี่(Dengue virus)รวมทั้งไข้เหลือง(yellowfever) เพราะฉะนั้นเชื้อไวรัสเจอี จึงมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับฟลาวิไวรัสตัวอื่นๆซึ่งเป็น เชื้อไวรัสที่มีแมลงรับประทานเลือดเป็นพาหะนำ โรคจะติดต่อ ในวงจรจากสัตว์สู่คน โดยมียุงเป็นตัวพาหะนำ เชื้อโรค โดยมีหมูเป็นรังโรคที่สำคัญ หมูที่ติดเชื้อโรค JE จะไม่มีอาการ แต่ว่ามีเชื้อ JE ในเลือด เมื่อยุงไปกัด หมูในตอนนี้เชื้อจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในยุง เมื่อ มากัดคนจะกระจายเชื้อเข้าสู่คน ส่วนสัตว์อื่นๆที่จะติด เชื้อ JEดังเช่นว่าม้า วัวควายนก แต่ว่าสัตว์เหล่านี้เมื่อติดโรคแล้วจะไม่มีอาการมีแม้กระนั้นม้าและก็คนเท่านั้นที่มีอาการ เมื่อได้รับเชื้อ แล้วโดยประมาณ 1 ใน 300-500 ของผู้ติดเชื้อโรคจะมี อาการสมองอักเสบ หมูมีความหมายในวงจรการ แพร่ของโรค ด้วยเหตุว่าจะมีเชื้ออยู่ในกระแส เลือดได้เป็นเวลายาวนานกว่าสัตว์อื่นๆจึงจัดว่าเป็นamplifier ที่เป็นรังโรคที่สำคัญ ยุงที่เป็นพาหะเป็นชนิด Culex tritaeniorhynchus  Culex golidus , Culex fascocephalus ยุงพวกนี้เพาะพันธุ์ใน ท้องนาที่มีนํ้าขัง ปริมาณยุงจะเพิ่มมากมายในช่วงฤดูฝน ยุงตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อผ่านรังไข่ไปสู่ลูกยุงได้ ซึ่งมีระยะฟักตัวในยุงประมาณ 9-12 วัน ยุงกลุ่มนี้จะออกมากัดรับประทานเลือดในเวลาเย็นหรือ ตอนคํ่า หมูและนกนํ้า ตัวอย่างเช่น นกกระสา นกกระยาง เป็นรังโรคที่สำ คัญเพราะว่าจะมีเชื้อสำหรับในการแส เลือดได้นานและมีการเพิ่มจำนวนเชื้อได้สูง ซึ่งใน เมืองไทยประชากรส่วนมาก ดำรงชีพทำการเกษตรและก็มีปริมาณของการ เลี้ยงหมูปริมาณมากเพราะฉะนั้นจึงเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงมากต่อโรคไข้สมองอักเสบมากตามมา
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • กินยาตามแพทย์สั่ง แล้วก็ทำตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • รักษาสุขภาพของร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อคุ้มครองปกป้องโรคแทรกซ้อน
  • ไปพบหมอตามที่หมอนัดให้ทันเวลา
  • เมื่อพบว่าอาการแย่ลงหรืออาการทรุดลง ภายหลังรับประทานยาที่หมอสั่งให้รีบไปพบหมอโดยเร่งด่วน
  • ใช้ยาทากันยุงและนอนในมุ้งเพื่อคุ้มครองป้องกันการแพร่เชื้อให้กับผู้ที่อยู่รอบกาย
  • ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ครบ 5 กลุ่ม แล้วก็ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • คนที่เป็นไข้ตัวร้อนควรจะไปพบแพทย์ในทันที เมื่อมีลักษณะเหล่านี้ร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะร้ายแรง รับประทานยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น คลื่นไส้มาก มีลักษณะอาการชักร่วมด้วย ซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือสลบ แขนขาเป็นอัมพาต ปากเบี้ยว กลืนลำบาก หรืออ้าปากตรากตรำ (ขากรรไกรแข็ง) หรือก้มคอไม่ลง (คอแข็ง)
  • ควรกำจัดยุงรวมทั้งแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง
  • เมื่อมีการระบาดของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ควรจะยินยอมให้ข้าราชการฉีดยาทำลายยุงในบริเวณพื้นที่ มีการระบาดของโรคโดยการพ่นสารเคมีเพื่อฆ่ายุงตัวแก่
  • คุ้มครองป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยนอนกางมุ้ง หรือติดมุ้งลวดในบ้านแล้วก็ตามห้องต่างๆ
  • ย้ายคอกสัตว์ ดังเช่น หมู วัว ควาย ให้ห่างจากแหล่งที่พักที่อาศัย เพื่อลดความเสี่ยงของรังโรค
  • ฉีดวัคซีนปกป้องโรคไข้สมองอักเสบ
  • แนวทางที่ดีที่สุดในเวลานี้ ดังเช่นการฉีดวัคซีนปกป้องโรคนี้ให้แก่เด็กๆของพวกเราก่อนจะติดเชื้อเองตามธรรมชาติ
  • วัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคไข้สมองอักเสบเจอี (JEV) เริ่มมีการปรับปรุงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 ในประเทศรัสเซียและก็ประเทศญี่ปุ่น ถัดมาได้เพิ่มแนวทางการทำให้วัคซีนบริสุทธิ์ขึ้นเพื่อปกป้องผลแทรกจากการแปดเปื้อนของเยื่อสมองหนู และได้รับการพัฒนาต่อเรื่อยๆมาจนกระทั่งมีใช้กันอย่างล้นหลามในขณะนี้
  • ส่วนในประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งระบาดของ เชื้อนั้น มีการฉีดยาเพื่อคุ้มครองโรค ตั้งแต่ปี 2533 โดยเริ่มต้นในภาคเหนือ แล้วก็เบาๆขยาย ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ตั้งแต่ พุทธศักราช 2543 โดย ให้วัคซีนแก่เด็กอายุ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปีคนละ 2 ครั้งและก็กระตุ้น 1 ครั้ง เมื่ออายุ2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี วัคซีนที่ใช้เป็นประเภทเชื้อตาย (JE SMBV: mouse brain-derivedinactivatedJEvaccine)วัคซีน ป้องกันไข้สมองอักเสบเจอีที่ขึ้นทะเบียนแล้วก็ จัดจำหน่ายในประเทศไทยปัจจุบันมี2ประเภทอย่างเช่น (1.) วัคซีนประเภทเชื้อตายที่เพาะเชื้อในสมอง หนู(suckling mouse brain vaccine หรือ SMBV) (2.) วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (SA 14–14–2) ที่เพาะเชื้อในเซลล์เพาะเลี้ยง เป็นวัคซีน ใหม่ที่เพิ่งจดทะเบียนในประเทศไทยปีพุทธศักราช2550


สมุนไพรที่ใช้ป้องกันตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เอจี โรคไข้สมองอักเสบ เจอี เป็นโรคที่ยังไม่มียารักษาเฉพาะการดูแลและรักษายังจำต้องใช้การรักษาแบบเกื้อกูล รักษาตามอาการ ฉะนั้นจึงไม่มีสมุนไพรประเภทไหนซึ่งสามารถรักษาได้ เพียงแค่มีสมุนไพรซึ่งสามารถช่วยคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ได้เพราะไข้สมองอักเสบ เจอี นั้นมียุงเป็นยานพาหนะนำเชื้อ ด้วยเหตุดังกล่าวสมุนไพรที่ช่วยปกป้องโรคจำพวกนี้นั้น จึงเป็นสมุนไพรที่ใช้ไล่ยุงต่างๆอาทิเช่น
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Cymbopogon
ตะไคร้หอม (Cymbopogon nardus (L.) Rendle) มีการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ไล่ยุงของตำรับน้ำมันตะไคร้หอม (citronella oil) ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญเป็น citronella, geraniol และ citronellol ในรูปแบบของครีม พบว่าตำรับที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 17% ป้องกันยุงลายได้นานราวๆ 3 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 14% ลดปริมาณยุงอารมณ์เสียที่มาเกาะด้านใน 1 ชั่วโมงหลังทาครีม นอกเหนือจากนั้นสารสกัดเอทานอลของตะไคร้หอมผสมกับน้ำมันที่สกัดจากมะกอกสามารถไล่ยุงลายแล้วก็ยุงรำคาญได้นาน 2 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้หอมที่ความเข้มข้น 1.25, 2.5 รวมทั้ง 5.0% ป้องกันยุงก้นปล่องได้ราวๆ 2 ชั่วโมง ในเวลาที่ความเข้มข้น 10% ให้ผลได้ยาวนานกว่า 4 ชั่วโมง
ตะไคร้ (Cymbopogon citratus (DC.) Stapf) น้ำมันตะไคร้ (lemongrass oil) ใน liquid paraffin ความเข้มข้น 20 รวมทั้ง 25% มีผลป้องกันยุงลายได้ 100% ใน 1 ชั่วโมงแรก และก็น้อยลงเหลือเกิน 95% ด้านใน 3 ชั่วโมง การเตรียมสินค้าน้ำมันตะไคร้ 15% ในรูปของครีมและก็ขี้ผึ้งพบว่าได้ผลคุ้มครองปกป้องยุงกัดได้ โดยคุณลักษณะขององค์ประกอบของสินค้าส่งผลต่อการปลดปล่อยน้ำมันหอมระเหย และก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพสำหรับในการปกป้องยุงด้วย น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่มี geraniol ปริมาณ 0.2 มิลลิกรัม/ซึม2 สามารถลดอัตราการกัดจากยุงเบื่อหน่าย เป็น 10, 15 และ 18% ที่เวลา 1, 2 รวมทั้ง 3 ชั่วโมงตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ได้ทาน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สบู่อาบน้ำที่มีส่วนประกอบของน้ำมันตะไคร้หอม 0.1% น้ำมันตะไคร้ 0.5% แล้วก็น้ำมันสะเดา 1% สามารถไล่ยุงได้ในช่วง 8 ชั่วโมง
พืชกลุ่มสกุล (genus) Ocimum
น้ำมันหอมระเหยจากพืชกลุ่มนี้ 5 ชนิด เป็นต้นว่า แมงกะแซง (O. americanum L.) โหระพา (O. basilicum L.) แมงลัก (O. africanum Lour. ExH) ยี่หร่าหรือโหระพาช้าง (O. gratissimum L.) และก็ใบกะเพรา (O. tenuiflorum L.) พบว่ามีฤทธิ์อีกทั้งฆ่าลูกน้ำรวมทั้งไล่ยุงลายได้ ฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำยุงลายของน้ำมันหอมระเหย เรียงลำดับดังต่อไปนี้ โหระพา > ยี่หร่า> กะเพรา > แมงลัก = แมงกะแซง โดยมีค่าความเข้มข้นของน้ำมันหอมระเหยที่ให้ผลคุ้มครองป้องกันยุงได้ 90% (EC90) พอๆกับ 113, 184, 240, 279 และ 283 ppm ตามลำดับ สำหรับฤทธิ์ไล่ยุงของน้ำมันหอมระเหยที่ความเข้มข้น 10% พบว่า โหระพาช้างมีฤทธิ์แรงที่สุด คุ้มครองป้องกันยุงกัดได้นาน 135 นาที รองลงมาคือ กะเพรา และแมงลัก ที่ป้องกันยุงกัดได้นาน 105 รวมทั้ง 75 นาที ตามลำดับ เวลาที่แมงกะแซง และโหระพาให้ผลน้อยที่สุดเพียงแต่ 15 นาที
พืชกลุ่มสกุล (genus) Citrus
มะกรูด (Citrus hystrix DC.) น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีฤทธิ์คุ้มครองยุงได้นาน 95 นาที รวมทั้งตำรับยาใช้ภายนอกกันยุงที่มีน้ำมันมะกรูดความเข้มข้น 25 และ 50% สามารถไล่ยุงได้นาน 30 แล้วก็ 60 นาที เป็นลำดับ น้ำมันหอมระเหยผสมจากมะกรูด 5% แล้วก็จากดอกชิงเฮา (Artemisia annua L.) 1% คุ้มครองปกป้องยุงลาย ยุงก้นปล่อง และยุงหงุดหงิดได้นาน 180 นาที ในห้องทดลอง ในความเข้มข้นเดียวกันสามารถคุ้มครองยุงลาย และก็ยุงเสือ ได้ 180 นาที และก็ยุงรำคาญได้นานถึง 240 นาทีในภาคสนาม
มะนาวฝรั่ง (Citrus limon (L.) Burm.f.) น้ำมันหอมระเหยจากมะนาวฝรั่งมีฤทธิ์ไล่ยุงก้นปล่องได้ 0.88 เท่าของสารเคมีสังเคราะห์ N,N-diethyl-3-methylbenzamide
เว้นเสียแต่สมุนไพรที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีสมุนไพรอื่นๆที่มีการเล่าเรียนฤทธิ์สำหรับการคุ้มครองปกป้องยุง อย่างเช่น ข่า ไพล ขึ้นฉ่าย ว่านน้ำ กานพลู หนอนตายหยาก ดอกกระดังงาไทย สารไพรีทรัม (pyrethrum) และก็ปรปักษ์ทริน (pyrethrins) ที่เจอได้ในพืชเชื้อสายดอกต้นเบญจมาศ (chrysanthemum flowers) เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้สมองอักเสบ จากเชื้อไวรัส เจอี.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 174.คอลัมน์ แนะยา-แจงโรค.ตุลาคม.2536
  • Halstead SB, Jacobson J. Japanese encephalitis vaccines. In: Plotkin SA, Orenstein WA, Offit PA, editors. Vaccines. 5th ed. Elsevier Inc.; 2008. p.311-52. http://www.disthai.com/
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Japanese encephalitis. In: Dupont HL, Steffen R, editors. Textbook of Travel Medicine and Health. 2nd ed. Hamilton: B.C. Decker Inc.; 2001. p.312-4.
  • นศ.พ.เฉลิมเกียรติ สุวรรณเทน.รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า. Japanese Encephalitis. วารสารสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.ปีที่ 6.ฉบับที่4.ตุลาคม-ธันวาคม 2554.หน้า 93-100
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Diseases caused by arboviruses: dengue haemorrhagic fever and Japanese B encephalitis. Med J Aust. 1994;160:22-6.
  • โอฬาร พรหมาลิขิต.วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี.ตำราวัคซีน.สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย.หน้า 127-135
  • Thisyakorn U, Nimmannitya S. Japanese encephalitis in Thai children, Bangkok, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 1985;16:93-7.
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โครงการเสริมภูมิคุ้มกันโรคและวัคซีนไข้ สมองอักเสบเจอีในประเทศไทย. ประจำปี Available from:
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Studies on Flaviviruses in Thailand. In: Miyai K, Ishikawa E, editors. Progress in Clinical Biochemistry: Proceedings of the 5th Asian-Pacific Congress of Clinical Biochemistry; 1991 Sept 29-Oct 4; Kobe, Japan. Amsterdam: Excerpta Medica; 1992. p.985-7.
  • อุษา ทิสยากร, สุจิตรา นิมมานนิตย. Viral meningitis และ encephalitis ในเด็ก. วารสารโรคติดเชื้อ และยาตานจุลชีพ. 2528;2:6-10.
  • สุจิตรา นิมมานนิตย, อุษา ทิสยากร, อนันต นิสาลักษณ, Hoke CH, Gingrich J, Leake E. Outbreak of Japanese encephalitis-Bangkok Metropolis. รายงาน การเฝาระวังโรคประจําสัปดาห. 2527;15:573-6.
  • นพ.คำนวน อึ้งชูศักดิ์.โรคไข้สมองอักเสบจากไวรัสเจอี ถึงจะร้ายแต่ก็ป้องกันได้.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่108.คอลัมน์กันไว้ดีกว่าแก้.เมษายน.2531
  • สำนักระบาดวิทยา.สรุปรายงานการเฝ้าระวัง โรคประจำปีนนทบุรี:สำนักระบาดวิทยา กองควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; รายปี2552: 21-23.
  • สมบุญ เสนาะเสียง, อัญชนา วากัส, ฐิติพงษ์ ยิ่งยง. Situation of encephalitis and Japanese B Encephalitis, Thailand, 2009. Weekly Epidemiological Surveillance Report. 2010;41:33-5.
  • อุษา ทิสยากร. ไขสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส แจแปนนิส. ใน: อุษา ทิสยากร, จุล ทิสยากร, บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตรเขตรอน. กรุงเทพฯ: ดีไซร จํากัด; 2536. น.89-97
  • วรรณี ลิ่มปติกุล, อุษา ทิสยากร. การติดเชื้อ Japanese Encephalitis Virus ที่โรงพยาบาลสงขลา. วารสารวิชาการเขต 2541;9:65-71.
  • Weekly epidemiological record. Japanese Encephalitis. 2015;90:69-88.
  • อ.นพ.วินัย รัตนสุวรรณ.โรคไข้สมองอักเสบ.บทความความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล
  • รศ.ดร.สุวรรณ ธีระวรพันธ์.สมุนไพรป้องกันยุง.จุลสารข้อมูลสมุนไพร.ปีที

2

โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial virus infection)
โรคอาร์เอสวี เป็นยังไง โรคอาร์เอสวี หรือโรคไวรัสอาร์เอสวี หรือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี(Respiratory syncytial virus infection ย่อว่า RSV infection) เป็นโรคติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นจากไวรัสชื่อ Respiratory syncytial virus ซึ่งเป็นไวรัสที่นำไปสู่อาการต่างๆในระบบทางเท้าหายใจ ทำให้ร่างกายผลิตสารคัดหลั่งจำนวนไม่น้อย อย่างเช่น เสมหะ ฯลฯ เชื้อไวรัสนี้แพร่ระบาดผ่านการไอหรือจาม โดยผู้เจ็บป่วยมักจะมีลักษณะอาการพื้นฐานเหมือนเป็นหวัดหมายถึงปวดศีรษะ เป็นไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล
                สำหรับการติดโรคไวรัสอาร์เอสวี (RSV, Respiratory Syncytial Virus) จะพบการตำหนิดเชื้อได้ตลอดทั้งปี ซึ่งโรคนี้จัดเป็นโรคติดเชื้อโรคฟุตบาทหายใจข้างล่างในเด็กตัวเล็กๆที่พบได้มากที่สุดโรคหนึ่ง โดยมีการคาดเดาว่าในเด็กอายุสองขวบทุกคนจะต้องเคยติดเชื้อโรคประเภทนี้ขั้นต่ำ 1 ครั้ง  อันที่จริงแล้วไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ฟุตบาทหายใจอักเสบในคนไข้ทุกช่วงอายุ แต่ว่ามักจะพบมากในเด็กตัวเล็กๆ
                ดังนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus :RSV) พบคราวแรกเมื่อปี ค.ศ 1955(พ.ศ.2498) ในลิงชิมแปนซีที่มีอาการป่วยเป็นอาการหวัดทั้งฝูง ทำให้มีชื่อเรียกว่า Chimpanzee Coryza Agent (CCA) ก่อนจุพบว่าสามารถติดต่อไปสู่คนได้ โดยสามารถแยกเชื้อได้จากเด็กเล็กอายุต่ำยิ่งกว่า 1 ปีที่มีอาการปอดอักเสบและก็เมื่อต้นปี พ.ศ. 2553 นิตยสารแลนเซต ประเทศอังกฤษ รายงานผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยเกี่ยวกับเชื้อไวรัส RSV ว่า ทำให้เด็กเป็นปอดอักเสบ หรือปอดอักเสบ เสียชีวิตปีละ 2 แสนราย ซึ่งจำนวนร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 5 ปีทั่วโลก ติดโรคไวรัสดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น 33.8 ล้านคน เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตของเด็กตัวเล็กๆชั้น 1 เฉพาะในอเมริกาเด็กเสียชีวิตปีละ 2,500 กว่าคน  สำหรับเมืองไทยนั้นมีรายงานว่าเฉพาะปี พุทธศักราช 2552 มีเด็กไทยอายุต่ำยิ่งกว่า 5 ปี ราว 1 ใน 4 ติดเชื้อไวรัสจำพวกนี้ รวมกว่า 1 หมื่นราย
ต้นเหตุของโรคอาร์เอสวี  โรคอาร์เอสวี มีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus  (RSV) ซึ่งเป็นไวรัสในสกุล Pneumovirus และก็อยู่ในตระกูล Paramyxoviridae โดยเป็นไวรัสที่พบในคน โดยมักพบอยู่ในโพรงหลังจมูก รวมทั้งจากการเรียนรู้พบว่าไวรัสนี้สามารถก่อโรคได้ในสัตว์หลายจำพวก ดังเช่น หนู แกะ เป็นต้น  โดยธรรมดาเชื้อไวรัสอาร์เอสวีแบ่งเป็น 2 จำพวกย่อย(Subtype)หมายถึงประเภท เอ รวมทั้งจำพวกบี โดยจำพวกย่อย A, มักมีความรุนแรงสูงกว่าจำพวกย่อย B   ไวรัสอาร์เอสวี ขณะที่อยู่ภายในคนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันธรรมดา เชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้นานราว 1 อาทิตย์ นับจากวันที่ผู้เจ็บป่วยเริ่มมีลักษณะ แม้กระนั้นถ้าเกิดอยู่ในมีภูมิคุ้มกันขัดขวางโรคต่ำจะแพร่ไปสู่คนอื่นๆได้นานถึง 4 อาทิตย์
ลักษณะโรคอาร์เอสวี  ไวรัส RSV  จำพวกนี้มีระยะฟักตัวโดยประมาณ 1 – 6 คราวหน้าจากได้รับเชื้อ โดยส่วนมากมักไม่ค่อยแสดงอาการร้ายแรงในคนแก่ อาการที่เจอในคนแก่โดยปกติมักละม้ายกับอาการโรคหวัด คือ ปวดหัว จับไข้ต่ำ เจ็บคอ ไอแบบไม่มีเสมหะ มีลักษณะคัดจมูก โดยอาการเหล่านี้มักหายได้เองใน 1–2 สัปดาห์  แต่ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงจะมีลักษณะอาการที่ร้ายแรงเป็นคนไข้ที่มีโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหัวใจหรือปอด หรือในผู้ป่วยที่มีภาวการณ์ภูมิต้านทานต่ำมักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการรุนแรง ยิ่งกว่านั้นคนไข้อีกกลุ่มที่เจอการต่อว่าดเชื้อโรคนี้ได้หลายครั้งรวมทั้งมีอาการรุนแรงเป็น เด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทารกจะมีอัตราความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อโรคในทางเดินหายใจส่วนล่างและก็ทำให้โรคมีความรุนแรงสูง
ในผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะร้ายแรงอาจจะมีอาการเริ่มเช่นเดียวกับอาการติดเชื้อโรคในทางเดินหายใจส่วนบนคือ มีอาการเหมือนหวัดปกติ แม้กระนั้นต่อจากนั้น 1–2 วันอาจจะมีอาการแสดงของการติดเชื้อในทางเดินหายใจข้างล่างอาทิเช่น เป็นไข้ ไอรุนแรง หายใจลำบากโดยอาจมีอาการหายใจเร็ว หรือมีเสียงวี๊ดขณะหายใจ
ในเด็กเล็กซึ่งยังติดต่อมิได้ต้องบางครั้งอาจจะต้องอาศัยการสังเกตอาการ โดยในขั้นแรกจะมีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ซึมลง รวมทั้งรับประทานอาหารได้น้อย หลังจากนั้น 1–3 วัน จะมีอาการไอ จับไข้ หายใจไม่สะดวก หายใจตื้น สั้นๆเร็วๆแล้วก็อาจจะมีเสียงตอนหายใจด้วย ในรายที่อาการรุนแรงมากอาจมีอาการตัวเขียวหรือภาวะ cyanosis กำเนิดเนื่องจากการขาดออกสิเจนทำให้สีผิวออกม่วงๆโดยมักจะเริ่มมองเห็นจากริมฝีปากหรือที่เล็บ นอกจากนั้นแล้วการต่อว่าดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีบางทีก็อาจจะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆที่มักพบเป็น หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ (otitis media) หรือในภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับการตำหนิดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่างอื่นๆตัวอย่างเช่น หลอดลมอักเสบหรือปวดบวมได้

กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคอาร์เอสวี

  • คนที่มีภูเขามิคุ้นกันของร่างกายต่ำมาก
  • เด็กคลอดก่อนกำหนดโดยยิ่งไปกว่านั้นรายที่อายุครรภ์ต่ำลงมากยิ่งกว่า 35 อาทิตย์
  • ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง
  • คนที่มีโรคหัวใจ โดยเฉพาะชนิดที่มีความผิดธรรมดาสำหรับในการไหลเวียนเลือด ที่เรียกว่า Cyanotic heart disease
  • คนแก่ที่แก่ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า 5 โล


แนวทางการรักษาโรคอาร์เอสวี โดยปกติ แพทย์วินิจฉัยผู้ป่วยโรคอาร์เอสวีจากลักษณะทางคลินิก ได้แก่ ใช้เครื่องช่วยฟัง (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงกรีดร้องในระบบทางเท้าหายใจ เสียงหลักการทำงานของปอด หรือเสียงไม่ปกติจากส่วนอื่นๆภายในร่างกาย รวมทั้งอาศัยแนวทางซักเรื่องราวผู้เจ็บป่วยโดยวิเคราะห์จาก อายุคนเจ็บ ประวัติลักษณะโรค การระบาดในแหล่งที่อยู่ที่อาศัย การระบาดในสถานศึกษา ฯลฯ แต่บ้างครั้งหากคนไข้มีลักษณะร้ายแรง หมอบางทีอาจจำต้องวิเคราะห์แยกโรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสจำพวกอื่น หรือจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์ก็เลยจะมีการตรวจค้นเพิ่มอีก อาทิเช่น

  • วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เพื่อตรวจดูระดับออกสิเจน
  • ตรวจปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว ตรวจค้นไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งเจือปนอื่นๆ
  • เอกซ์เรย์ทรวงอก เพื่อตรวจค้นโรคปอดอักเสบ
  • ตรวจหาเชื้อไวรัสจากสารคัดหลั่งในจมูก


ในตอนนี้บางโรงพยาบาลอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการตรวจรับรองหาเชื้อด้วยแนวทาง RSV Rapid Ag-detection test ซึ่งได้ผลการทดสอบภายในไม่กี่ชั่วโมง   เพราะเหตุว่าโรค อาร์เอสวี เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสก็เลยทำให้ไม่มียารักษาอาการโดยยิ่งไปกว่านั้น โดยเหตุนี้การดูแลรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ ยกตัวอย่างเช่น การให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม ฯลฯ ส่วนในรายที่เริ่มมีลักษณะอาการรุนแรง ดังเช่นว่า อ่อนเพลีย หอบ มีค่าออกซิเจนในเลือดลดลง อาจมีการให้ยาพ่นขยายหลอดลม ร่วมกับการให้ออกสิเจน ในรายที่มีลักษณะร้ายแรงมากมาย บางครั้งก็อาจจะต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจหรือใช้เครื่องช่วยหายใจ นอกจากนี้บางครั้งก็อาจจะต้องมีการให้สารน้ำชดเชยเพื่อคุ้มครองป้องกันภาวะขาดน้ำโดยเฉพาะในเด็ก ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการต่อว่าดเชื้ออื่นๆมักจะได้รับยาฆ่าเชื้ออื่นๆที่เหมาะสมตามอาการ
การติดต่อของโรคอาร์เอสวี การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีเกิดจากการติดต่อผ่านทางสารคัดเลือกหลั่งจากทางเท้าหายใจยกตัวอย่างเช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ฯลฯ และไวรัสชนิดนี้สามารถทนอยู่นอกร่างกายได้หลายชั่วโมง โดยเหตุนั้นนอกจากการได้รับเชื้อผ่านการไอจามใส่กันแล้ว ยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสิ่งของที่แปดเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปากรวมทั้งเยื่อบุดวงตาได้ ตอนหลังการได้รับเชื้อผู้เจ็บป่วยสามารถแพร่ระบาดเชื้อได้ตั้งแต่ข้างหลังติดโรค 2–3 วันไปจนถึง 2–3 อาทิตย์ เพราะฉะนั้นในคนเจ็บที่เริ่มมีลักษณะแสดงควรจะลดการแพร่ระบาดเชื้อไปยังคนอื่นโดยการใส่ผ้าปิดปาก ส่วนคนที่จำต้องคลุกคลี่กับคนป่วยก็จำเป็นต้องหมั่นล้างมือเสมอๆรวมถึงสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเช่นกัน

การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรค อาร์เอสวี

  • พักผ่อนให้สุดกำลัง หยุดงาน หยุดสถานศึกษา ตราบจนกระทั่งไข้จะลงปกติแล้ว 48 ชั่วโมง
  • ล้างมือบ่อยๆและก็ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารแล้วก็ข้างหลังเข้าส้วมภ
  • แยกของใช้ต่างๆจากคนภายในบ้าน
  • ไม่ไปในที่คับแคบ/ที่ชุมชน
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  • กินอาหารมีประโยชน์ครบทั้งยัง 5 หมู่
  • กรณีที่พบหมอแล้ว ให้กินยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน
  • ดื่มน้ำมากๆเนื่องจากว่าน้ำจะช่วยทำให้สารคัดข้างหลัง อย่างเช่น เสลด หรือน้ำมูก ไม่เหนียวจนเหลือเกิน และไม่ไปกีดกันการทำงานของระบบฟุตบาทหายใจ
  • นั่งหรือนอนในตำแหน่งที่หายใจได้สะดวก เป็นต้นว่า นั่งตัวตรง ไม่ห่อตัว ใช้หมอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งเหลือเกิน
  • ใช้ยาหยอดจมูก เพื่อช่วยลดอาการบวมของจมูก บางทีอาจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและก็ดูดน้ำมูกเพื่อทำให้ฟุตบาทหายใจโล่งขึ้น
  • ถ้าอาการต่างๆสารเลวลง ให้รีบไปโรงพยาบาล ดังเช่นว่า ไข้สูงขึ้น ไอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีเสลดเยอะขึ้น เสลดกลายเป็นสีอื่น อย่างเช่น เขียว น้ำตาล เทา


การปกป้องคุ้มครองตัวเองจากโรคอาร์เอสวี เนื่องจากว่าในประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนคุ้มครองป้องกันเชื้อไวรัส RSV จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเชื้อไวรัสในช่วงที่แพร่ระบาดได้มาก ก็เลยจะต้องมีการคุ้มครองตนเองดังต่อไปนี้

  • ล้างมือให้สะอาด ล้างมือเสมอๆอาทิเช่น ก่อนมื้อของกิน ข้างหลังเข้าส้วม เป็นต้น
  • ชำระล้างบ้านอยู่เป็นประจำ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิชชูที่ใช้แล้ว ควรจะทิ้งลงถังขยะที่ปิดมิดชิด
  • ไม่ควรใช้ถ้วยน้ำร่วมกับคนอื่น ควรที่จะใช้ถ้วยน้ำของตัวเอง รวมทั้งเลี่ยงการใช้แก้วน้ำที่ผู้เจ็บป่วยใช้แล้ว
  • ไม่สมควรอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นหวัด โดยเฉพาะสถานศึกษา หรือในที่ชุมชนที่มีคนหนาแน่น ในช่วงระบาดของโรค
  • เมื่อต้องอยู่ในอากาศที่หนาวเย็น ควรจะทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ


สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/รักษาโรคอาร์เอสวี เนื่องมาจากโรคอาร์เอสวี เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสและก็สามารถติดต่อได้ทางสารคัดเลือกหลั่งของร่างกายโดยการ ไอ จาม รดกัน ซึ่งจะเกิดการฟุ้งกระจายของละอองน้ำมูก น้ำลายของคนป่วยซึ่งถ้าผู้ที่อยู่ใกล้ชิด สูดเอาละอองนั้นไปก็จะเกิดการติดต่อกันรวมทั้งการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆที่แปดเปื้อนในข้าวของต่างๆของผู้เจ็บป่วยด้วย ซึ่งเป็นโรคที่มีมูลเหตุ,อาการ รวมถึงการติดต่อคล้ายกับหวัดมาก นอกเหนือจากนั้นยังเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจเหมือนกันอีกด้วย โดยเหตุนั้นสมุนไพรที่จะช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคอาร์เอสวีนั้น ก็เลยเป็นสมุนไพรลักษณะเดียวกันกับโรคหวัด (อ่านหัวข้อสมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคหวัดในเรื่องโรคหวัด)
เอกสารอ้างอิง

  • อาจารย์ ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ไวรัสร้ายของลูกน้อย.โรคอาร์เอสวี (RSV).ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดร.นพ.นพพร อภิวัฒนากุล.ไวรัส RSV เชื้ออันตรายที่คล้ายไข้หวัด. Rama Channal. ภาควิชากุมรเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • Dawson-Caswell,M., and Muncle, JR, H. Am Fam Physician.2011;83(2):141-146
  • Mayo Foundation for Medical Education and Research. Respiratory syncytial virus (RSV). [Accessed on July 2016]
  • ไวรัสRSV-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • Krilov L.R. Respiratory Syncytial Virus Infection. [Accessed on July 2016]
  • Falsey,A. et al. NEJM.2005;352(17): 1749-1762



Tags : โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี,

3

โรคหัด (Measles)
โรคหัดคืออะไร|เป็นอย่างไร|เป็นยังไง} โรคหัด (Measles) จัดเป็นโรคไข้เป็นผื่นชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก แต่ก็สามารถเจอได้ในทุกวัย ซึ่งโรคหัดนี้ยังนับเป็นโรคติดโรคระบบฟุตบาทหายใจอีกด้วย สำหรับประวัติความเป็นมากของโรคฝึกหัดนี้มีประวัติที่มาที่ไปดังต่อไปนี้
         โรคหัด หรือชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า “measles” มีรากศัพท์จากคำว่า Masel ในภาษาเนเธอแลนด์ มีความหมายว่า จุด (spots) ที่อธิบายอาการนำของโรคนี้ที่คนไข้จะมีลักษณะไข้แล้วก็ผื่น นอกจากนั้นอาการสำคัญอื่นๆที่เป็นจุดแข็งของโรคฝึกหัด ตัวอย่างเช่น ไอ น้ำมูลไหล รวมทั้งตาแดง โรคหัดเป็นที่รู้จักมานานกว่า 2000 ปี เจอหลักฐานการร่ายงานครั้งแรกโดยแพทย์แล้วก็นักปรัชญาชาวเปอร์เซียชื่อ Rhazed รวมทั้งใน ค.ศ.1954 Panum และก็แผนก ได้รายงานการระบาดของโรคฝึกฝนที่หมู่เกาะฟาโรห์และก็ให้ผลสรุปของโรคนี้ว่าเป็นโรติดเชื้อที่มีการติดต่อสู่บุคคลอื่นได้ง่าย มีระยะฟักตัวประมาณ 2 สัปดาห์ และข้างหลังติดเชื้อโรคผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต
โรคหัดถือได้ว่าเป็นโรคที่มีความจำเป็นมากโรคหนึ่ง เพราะว่าอาจจะเป็นผลให้เกิดโรคแทรกเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ และก็แม้กระนั้นในปัจจุบันโรคนี้มีวัคซีนคุ้มครองป้องกันที่มีคุณภาพสูงเกือบจะ 100% แล้ว(ในประเทศไทยเริ่มใช้วัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคฝึกตั้งแต่ ปี พ.ศ.2527) โรคหัดเป็นโรคที่เจอเกิดได้ตลอดทั้งปี แม้กระนั้นมีอุบัติการณ์สูงในช่วงม.ค.ถึงเดือน และก็จังหวะในการเกิดโรคในหญิงรวมทั้งผู้ชายมีใกล้เคียงกัน
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่ามีคนเสียชีวิตด้วยโรคฝึกหัดจากทั่วโลก 134,200 ราย สำหรับเหตุการณ์โรคฝึกหัดในประเทศไทย ตามรายงานของสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุขปี 2555,2556 พบว่ามีจำนวนคนไข้โรคหัดรวมทั้งสิ้น 5,207 คน และ 2,646 คน ในแต่ละปีตามลำดับ โดยเด็กอายุ 9 เดือน-7 ปี จัดเป็นตอนอายุที่เจอผู้เจ็บป่วยโรคนี้เยอะที่สุด คิดเป็นจำนวนร้อยละ 37.03 และก็ 25.85 ของแต่ละปี
สาเหตุของโรคฝึกหัด โรคหัดเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ Measles virus (หรือ Rubeola) อยู่ในGenus Morbillivirus แล้วก็ Paramyxovirus เป็น single-stranded RNA รูปร่างกลม (spherical) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100-250 นาโนเมตร หุ้มล้อมโดย envelope เป็น glycol-protien ที่ประกอบด้วยโปรตีนสำคัญ 3 จำพวก อาทิเช่น H protein ปฏิบัติหน้าที่ให้ฝาผนังเชื้อไวรัสเกาะติดกับผนังเซลล์ของมนุษย์ F protein มีความสำคัญสำหรับการแพร่เชื้อไวรัสจากเซลล์หนึ่งสู่เซลล์อื่นๆM protein มีความสำคัญเกี่ยวข้องกัน viral maturation เนื่องจากว่าเป็นเชื้อไวรัสที่มี envelope หุ้มก็เลยถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อน (>37◦เซลเซียส) แสงสว่าง สภาวะที่เป็นกรดรวมทั้งสารที่ละลายไขมันเช่นอีเทอร์ คลอโรฟอร์ม โดยเชื้อกลางอากาศและก็บนผิววัตถุจะมีชีวิตเพียงระยะเวลาสั้นๆ(ไม่เกิน 2 ชั่วโมง) รวมทั้งเชื้อนี้สามารถก่อโรคได้เฉพาะในคนเพียงแค่นั้น
ลักษณะของโรคฝึก  คนไข้จะเริ่มเป็นไข้สูง 39◦ซ.-40.5◦ซ. ร่วมกับมีไอ น้ำมูก และตาแดง เป็นอาการสำคัญบางรายอาจเจอตาไม่สู้แสง (photophobia) เจ็บคอ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต ไม่อยากกินอาหารและท้องเสียร่วมด้วย อาการกลุ่มนี้จะเกิด 2-4 วันก่อนจะมีผื่นขึ้นและพบ Koplik spots เป็นลักษณะเจาะจงที่สำคัญ มองเห็นเป็นจุดขาวผสมเทาเล็กๆบนพื้นแดงของกระพุ้งแก้ โดยมากพบรอบๆกระพุ้งแก้มตรงข้ามกับฟันกรามล่างซี่แรก (first molar) พบมาก 1 วันก่อนมีผื่นขึ้นแล้วก็ปรากฏอยู่นาน 2-3 วัน การดำเนินโรคมีลักษณะดังนี้ คือ ไข้จะค่อยๆสูงขึ้นกระทั่งสูงสุดในวันที่ 3-4 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มมีผื่นขึ้น ลักษณะผื่นเป็น maculopapular rash เริ่มที่ไรผม หน้าผาก หลังหู บริเวณใบหน้าและก็ไล่ลงมาที่คอ อก แขน ท้อง จนถึงมาถึงขาในเวลา 48-72 ชั่วโมง ผื่นที่ขึ้นก่อนในวันแรกๆมักกระจุกรวมกันลักษณะเป็น confluent maculopapular rash ทำให้ดูชัดกว่าผื่นรอบๆตอนล่างของลำตัวซึ่งมีลักษณะเป็น discrete maculopapular rash มีรายงานการพบผื่นที่ฝ่ามือหรือฝ่าตีนถึงปริมาณร้อยละ 25-50 และก็บางทีอาจชมรมกับความร้ายแรงของโรค เมื่อผื่นเกิดไล่มาถึงเท้าไข้จะลดน้อยลง อาการอื่นๆจะ ผื่นจะอยู่นาน 3-7 วันแล้วค่อยๆจางลงจากหน้าลงมาเท้าและก็เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ (hyperpigmentation) ซึ่งเป็นผลจากการมีเลือดออกในหลอดเลือดฝอยแล้วหลังจากนั้นจะหลุดลอกเป็นแผ่นบางๆโดยมากมักดูไม่พบเนื่องจากว่าหลุดไปพร้อมการอาบน้ำ อาจพบการดำเนินโรคที่ไม่สบายแบบ biphasicหมายถึงไข้สูงใน 24-48 ชั่วโมงแรกต่อมาอุณหภูมิกลับเป็นปกติไม่มีไข้ประมาณ 1 วันแล้วจึงเริ่มจับไข้สูงอีกรอบแล้วก็มีผื่นเกิดขึ้นในวันที่ไข้สูงสุด ไข้จะดำรงอยู่อีกประมาณ 2-3 ครั้งหน้าจากผื่นขึ้นแล้วจึงหายไป กรณีที่ไข้ไม่ลงหรือลงแล้วกลับเป็นซ้ำใหม่ควรตรวจค้นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นเพราะการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ส่วนอาการไอบางทีอาจพบนานถึง 10 วัน ส่วนภาวะแทรกซ้อนของโรคฝึกหัดที่มักพบมีดังนี้
                ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัด เจอได้ปริมาณร้อยละ 30 ของผู้เจ็บป่วยโรคฝึกฝน พบบ่อยในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีและผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่า 5 ปีและก็ผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า 20 ปี เกิดได้หลายระบบของร่างกาย สาเหตุจำนวนมากมีต้นเหตุจากเยื่อบุ (epithelial surface) ของอวัยวะต่างๆถูกทำลายและก็ผลของการกดภูมิต้านทานจากการตำหนิดเชื้อไวรัสของร่างกาย แยกตามอวัยวะต่างๆของร่างกายได้ดังต่อไปนี้

  • หูศูนย์กลางอักเสบ (otitis media) เจอราวปริมาณร้อยละ 10
  • ปอดอักเสบ (pneumonia) ซึ่งกำเนิดได้ 2 ระยะ ระยะเริ่มต้นที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสเอง จะเป็น interstitial pneumonia ในพักหลัง ซึ่งเป็นผลมาจากการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จะเป็น bronchopneumonia
  • อุจจาระร่วง (diarrhea) มักเกิดในระยะแรกที่จับไข้ หรือเมื่อผื่นเริ่มขึ้น
  • สมองอักเสบ (encephalitis) เจอได้ 1:1000 ถึง 1:10000 ซึ่งกำเนิดในตอน 2-5 วัน ภายหลังผื่นออก มีอาการไข้ อาเจียน ปวดหัว ซึม ซึ่งถ้ากรวดน้ำไขสันหลัง จะเจอเซลล์เป็น lymphocyte โปรตีนสูง
  • Subacute sclerosing panencephalitis (SSPE) พบได้ 1 ใน 100000 มักกำเนิดหลังจากเป็นหัดแล้ว 4-8 ปี อาการจะค่อยๆเป็น ค่อยๆไป มีความประพฤติปฏิบัติไม่ถูกไป ปัญญาเสื่อมลง มีลักษณะอาการชัก อาการทางประสาทจะต่ำช้าลงเรื่อยถึงโคมา และถึงแก่กรรมท้ายที่สุด ถ้าหากกรวดน้ำไขสันหลังพบว่ามี high titer of measles antibody ตรวจ EEG พบ burst suppression pattern with paroxysmal high-amplitude burst and background suppression
แนวทางการรักษาโรคฝึกหัด
การวิเคราะห์ โรคฝึกหัดใช้การวินิจฉัยจากแนวทางซักเรื่องราวแล้วก็ตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยคนป่วยจะเป็นไข้สูง น้ำมูก ไอ  ตาแดง รวมทั้งเจอผื่นลักษณะ maculopapular rash ในช่วงวันที่ 3-4 ของไข้ การเจอ  Koplik spots (จุดข้างในปากช่วงกระพุ้งแก้ม) จะเป็นข้อสำคัญที่ช่วยสำหรับการวินิจฉัย ในเรื่องที่อาการแล้วก็อาการแสดงกำกวมบางทีอาจพินิจพิเคราะห์ส่งไปตรวจทางห้องปฏิบัติการดังต่อไปนี้เพิ่มอีกเพื่อช่วยรับรองการวินิจฉัย

  • การตรวจน้ำเหลืองเพื่อหาระดับของแดนว่ากล่าวบอดีต่อเชื้อไวรัสฝึกฝน แนวทางที่นิยมใช้ได้แก่ enzyme immunoassay (EIA) เพราะว่าทำง่าย ราคาถูก มีความไวรวมทั้งความจำเพาะสูง โดยตรวจหาแอนติบอดีประเภท IgM ใน acute phase serum หรือตรวจหาแดนตำหนิบอดีประเภท IgG 2 ครั้งใน acute และ convalescent phase serum ห่างกัน 2 อาทิตย์ เพื่อมองการเพิ่มขึ้นของระดับแดนติบอดี  (fourfold rising of  antibody)  เพื่อยืนยันการวินิจฉัย โดยแนวทางแบบนี้จะสามารถตรวจเจอภายหลังจากมีผื่นแล้ว 3 วัน โดยระดับแอนติบอดีจะขึ้นสูงสุดราวๆ 14 วันหน้าผื่นและก็จะหายไปใน 1 เดือน ระยะเวลาที่แนะนำให้ตรวจคือ 7 คราวหน้าผื่นขึ้น ซึ่งมีวิธีดังนี้


แนวทาง ELISA IgM ใช้ตัวอย่างนน้ำเหลือง (serum): เจาะเลือดเพียงแต่ครั้งเดียวช่วง 4-30 ครั้งหน้าพบผื่น โดยเจาะเลือด 3-5 มิลลิลิตรทิ้งเอาไว้ที่อุณหภูมิปกติ รอกระทั่งเลือดแข็ง ดูดเฉพาะ Serum (หามีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมให้ ปั่นแยก Serum) เก็บใส่หลอดไร้เชื้อ ปิดจุกให้สนิทและจากนั้นจึงนำไปวิเคราะห์ถัดไป

  • การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสหัด โดยแนวทาง polymerase chain reaction (PCR) ซึ่งมีวิธีการดังนี้


ปิดฉลาก ชื่อ-ชื่อสกุล และวัน-เดือน-ปี ที่เก็บ แนวทาง PDR ใช้throat/nasal swab : เก็บตอน 1-5 วันแรกข้างหลังพบผื่น โดยใช้ SWAB ป้ายภายในรอบๆ posterior pharynx จุ่มปลาย swab ใน viral transport media หักด้าม swab ทิ้งเพื่อปิดหลอดให้สนิทแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปวิเคราะห์ต่อไป
                การรักษา เพราะเหตุว่าการตำหนิดเชื้อไวรัส ฝึกไม่มียาใช้รักษาเฉพาะ ควรต้องให้การรักษาตามอาการ ยกตัวอย่างเช่น เช็ดตัวลดไข้ ให้ยาลดไข้ สารน้ำในเรื่องที่มีภาวะขาดน้ำหรือรับประทานอาหารได้น้อย ให้ความชุ่มชื้นรวมทั้งออกซิเจนในเรื่องที่หอบหายใจเร็ว   ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย ตัวอย่างเช่น ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบพิเคราะห์รักษาด้วยยาต้านจุลชีวินที่เหมาะสมเป็นต้น
                ยิ่งกว่านั้นพบว่าการให้วิตามินเอ ยังสามารถลดอัตราการตายแล้วก็ความพิกลพิการจากภาวะแทรกซ้อนของโรคหัดได้และยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโรคฝึกฝนได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้แพทย์ก็เลยมักพิเคราะห์จะให้วิตามินเอแก่คนเจ็บที่มีข้อบ่งชีดังต่อไปนี้

  • ผู้เจ็บป่วยอาการรุนแรงที่อาศัยอยู่ในประเทศล้าหลัง หรือในรอบๆที่ยากจนข้นแค้นของประเทศที่กำลังพัฒนา
  • คนป่วยเด็กอายุ 6-24 เดือน และต้องนอนอยู่ในโรงหมอด้วยโรคฝึกที่มีภาวะแทรกซ้อน
  • คนเจ็บที่มีสภาวะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง
  • คนป่วยขาดสารอาหาร
  • คนป่วยที่เคยมีประวัติเป็นโรคตา จากการขาดวิตามิน เอ
  • คนไข้ที่มีปัญหาเรื่องไส้ดูดซึมไม่ดี (จึงมักขาดวิตามิน เอ)
  • คนไข้ที่พึ่งย้ายมาจากพื้นที่ที่มีอัตราการตายจากโรคฝึกฝนสูง

ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคฝึกหัด

  • เด็กหรือผู้ใหญ่ที่มิได้รับการฉีดซีนป้องกันโรคฝึกฝนมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคฝึกฝนได้
  • สถานที่ที่มีความชื้อที่แดดส่องไม่ถึง หรือมีผู้คนคนเยอะจำนวนมากชอบเป็นที่ที่มีการระบาดของโรคฝึกฝน อาทิเช่น สถานที่เรียน สถานรับเลี้ยงเด็กเป็นต้น
  • ผู้ที่มีภาวการณ์ขาดวิตามินเอ ชอบมีการเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัด มากกว่าคนธรรมดา
  • คนที่มีภาวะความไม่ปกติของระบบภูมิต้านทาน
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีระบบสาธารณสุขที่ไม่มีประสิทธิภาพ(ประเทศด้อยพัฒนา)


การติดต่อของโรคฝึก โรคฝึกฝนเป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายสู่บุคคลอื่นได้ง่ายผ่านทางการหายใจ (airborne transmission) เชื้อไวรัสหัดจะอยู่ในละอองน้ำมูก น้ำลายและเสลดของคนเจ็บ ติดต่อไปยังผู้อื่นโดยการไอจามรดกัน เชื้อจะติดอยู่ในละอองฝอยๆเมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม เชื้อจะกระจายออกไปในระยะไกลแล้วก็แขวนลอยอยู่กลางอากาศได้นาน เมื่อคนปกติมาสูดเอาอากาศที่มีฝอยละอองนี้เข้าไป หรือละอองสัมผัสกับเยื่อตาหรือเยื่อเมือกโพรงปาก (ไม่จำเป็นต้องไอหรือจามรดใส่กันตรงๆ) ก็สามารถทำให้ติดเชื้อโรคฝึกได้ หรือสัมผัสสารคัดเลือกหลังของคนไข้โดยตรง ซึ่งเชื้ออาจติดอยู่กับมือของคนป่วย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆดังเช่นว่า แก้วน้ำ จาน ชาม ผ้าที่เอาไว้เช็ดหน้า ผ้าที่เอาไว้เช็ดตัว หนังสือ ของเล่น เมื่อคนธรรมดามาสัมผัสถูกมือคนป่วย หรือสิ่งของเครื่องใช้ ที่ปนเปื้อนเชื้อ เชื้อก็จะติดมากับมือของคนๆนั้น เมื่อใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกเชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ ระยะการติดต่อเริ่มตั้งแต่ 4  วันโดยช่วงที่เริ่มมีลักษณะไอและก็มีน้ำมูกก่อนเกิดผื่นเป็นระยะที่มีปริมาณไวรัสถูกขับออกมามากที่สุด ซึ่งภายในเวลา 7-14 วันหลังสัมผัสโรค เชื้อไวรัสฝึกฝนจะกระจัดกระจายไปทั่วร่างกายนำไปสู่ลักษณะของระบบทางเท้าหายใจ ไข้แล้วก็ผื่นในคนป่วยรวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาอื่นๆตามมาอีกด้วย โดย 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนคุ้มครองโรคฝึกฝนได้โอกาสมีอาการป่วยเป็นโรคหัดถ้าหากอยู่ใกล้ผู้ที่เป็นโรค
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคฝึกหัด

  • กินน้ำสะอาดให้มากมายๆอย่างต่ำวันละ 6-8 แก้ว โดยอาจเป็นน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ก็ได้ เพื่อคุ้มครองปกป้องการขาดน้ำ
  • พักให้มากๆไม่ทำงานหนักหรือออกกำลังกายมากจนเกินไป
  • ของกินที่รับประทานควรจะเป็นอาหารอ่อนๆเช่น ซุปไก่ร้อนๆโจ๊ก น้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆอาทิเช่น ชาร้อน น้ำขิง
  • พยายามรับประทานอาหารให้ได้ตามธรรมดา โดยควรเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆรสไม่จัด ที่สำคัญคือผู้ป่วยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องงดของแสลง เนื่องจากโรคนี้ไม่มีของแสลง โดยควรเน้นการทานอาหารประเภทโปรตีนให้มากมายๆได้แก่ เนื้อ นม ไข่ ถั่ว รวมถึงอาหารที่มีวิตามินเอ มากๆได้แก่ ผักบุ้ง แครอท ตำลึง ตับวัว ฟักทอง ฯลฯ
  • อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด ห้ามอาบน้ำเย็น แล้วก็ควรจะสวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น
  • ใช้ผ้าชุบน้ำชุบน้ำอุ่นหรือน้ำก๊อกอุณหภูมิปกติ (อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลาจับไข้สูง
  • งดการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันจากบุหรี่ แล้วก็งดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์
  • หลบหลีกการไปในที่สาน้ำณที่มีคนคนเยอะ
  • กินยาและกระทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งห้องครัว
  • ไปพบแพทย์ตามนัดหมาย
การป้องกันตัวเองจากโรคหัด

  • ในช่วงที่มีการระบาดของโรคฝึกฝน ควรจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนแออัด แต่ว่าถ้าเกิดเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาด หรือทามือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่บางทีอาจติดมาจากการสัมผัสถูกเสมหะของผู้ป่วย และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกหากยังไม่ได้ล้างมือให้สะอาด
  • ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ ร่วมกับคนไข้ แล้วก็ควรจะหลบหลีกการสัมผัสมือกับคนป่วยโดยตรง ถ้าหากมิได้สวมถุงมือป้องกัน
  • อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับคนป่วย แต่ว่าจะต้องดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด ควรใส่หน้ากากอนามัย และก็หมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดอยู่เป็นประจำหลังจากสัมผัสกับคนไข้หรือข้าวของของคนเจ็บ


แต่ดังนี้ แนวทางที่ดีที่สุดที่จะป้องกันโรคหัดได้หมายถึงฉีดยาปกป้อง ตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขให้ฉีดยาป้อง กันโรคฝึก 2 ครั้ง ทีแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน และก็ครั้งที่ 2 เมื่อเด็กเข้าห้องเรียนชั้นประถมศึก ษาปีที่ 1 โดยทั้งสองครั้งให้ในรูปของวัคซีนรวม ป้องกันได้สามโรคหมายถึงโรคหัด โรคคางทูม และก็โรคเหือด เรียกว่า วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ (MMR, M= mumps/มัมส์/โรคคางทูม M= measles/มีเซิลส์/ฝึกหัด รวมทั้ง R=rubella/รูเบลลา/ โรคหัดเยอรมัน)
ประวัติความเป็นมาของการพัฒนะวัคซีน วัคซีนป้องกันโรคฝึกหัดเริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 จวบจนกระทั่งมีการขึ้นทะเบียนการใช้วัคซีนเป็นครั้งแรกในประเทศประเทศสหรัฐอเมริการเมื่อปี ค.ศ.1963 วัคซีนชนิดเชื้อตาย (killed vaccine) รวมทั้งวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่อ่อนฤทธิ์ (live attenuated vaccine) หลังจากเริ่มใช้วัคซีนทั้ง 2 ประเภทได้เพียง 4 ปี วัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคฝึกหัดจำพวกเชื้อตามก็ถูกถอนทะเบียนจากตลาดเพราะเหตุว่าพบว่านำมาซึ่งการก่อให้เกิด  atypical measles ด้วยเหตุดังกล่าวในตอนต้นวัคซีนที่ใช้จึงเป็น  monovalent live attenuated measles vaccine ที่สร้างจากเชื้อสายจำพวก Edmonston ประเภท B โดยนำเชื้อเพาะในไข่ไก่ฟักแล้วก็ chick embryo cell แต่ว่าพบปัญหาข้างๆที่รุนแรงเรื่องไข้ ผื่น ก็เลยมีการปรับปรุงวัคซีนจำพวกเชื้อเป็นที่อ่อนฤทธิ์จากสายพันธุ์  Edmonston ประเภทอื่นๆด้วยแนวทางการผลิตประเภทเดียวกันแต่ทำให้เชื้ออ่อนฤทธิ์ลงอีก ผลข้างเคียงจึงน้อยลง ต่อมาในปี ค.ศ.1971 มีการจดทะเบียนวัคซีนรวมประเภท trivalent live attenuated measles-mumps-rubella  vaccine (MMR) และก็ใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบันสำหรับเมืองไทยเริ่มมีการใส่วัคซีนปกป้องโรคฝึกหัดเช้าตรู่ไปกลยุทธ์เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติคราวแรกในปี พ.ศ.2527 โดยเริ่มให้ 1 ครั้งในเด็กอายุ 9-12 เดือนและก็ในปี พ.ศ. 2539 จึงเพิ่มการให้เข็มที่ 2 แก่เด็กชั้นประถมเรียนปีที่ 1 ตราบจนกระทั่งปี พ.ศ.2540 ได้กำหนดให้ใช้วัคซีนคุ้มครองโรคหัดหรือวัคซีนรวมคุ้มครองปกป้องโรคฝึกฝน-คางทูม-โรคเหือด  (MMR) ในเด็กอายุ 9-12 เดือนและเปลี่ยนวัคซีนปกป้องโรคฝึกสำหรับเด็กอายุ 4-6 ปีหรือชั้นประถมเรียนปีที่ 1 เป็นวัคซีนรวมป้องกันโรคฝึกฝน – คางทูม – หัดเยอรมัน (MMR) เช่นกัน
สมุนไพรที่ใช้ป้องกัน/รักษา/ทุเลาลักษณะโรคฝึกหัด ตามตำรายาไทยนั้นระบุว่าสมุนไพรที่ใช้รักษาลักษณะโรคฝึกหัดมีดังนี้

  • สะเดา (Azadirachta indica A.Juss.) ใช้ก้านสะเดา 33 ก้าน ต้มกับน้ำ 10 ลิตร แล้วต้มจนถึงเหลือน้ำ 5 ลิตร ชูลงทิ้งไว้รอให้เย็น ผสมกับน้ำเย็น 1 ขัน ใช้อาบให้ทั่วร่างกายวันละ 1-2 ครั้ง จนกว่าจะหาย แล้วก็ต้องระวังอย่าอาบตอนที่เม็ดหัดผุดขึ้นมาใหม่ๆแม้กระนั้นให้อาบในตอนที่เม็ดฝึกหัดออกเต็มกำลังแล้ว
  • ขมิ้นอ้อย (urcuma zedoaria (Christm.) Roscoe) ใช้เป็นยาแก้ฝึกฝนหลบใน ด้วยการใช้เหง้า 5 แว่น และต้นต่อไส้ 1 กำมือ นำมาต้มรวมกับน้ำปูนใสพอเหมาะพอควร แล้วนำมาใช้ดื่มเป็นยาก่อนอาหารตอนเช้าและเย็น ทีละ 1 ถ้วยชา
  • ปลาไหลเผือก (Eurycoma longifolia Jack) เปลือกลำต้นเอามาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้เหือดฝึกฝน


 นอกจากนี้ในบัญชีสามัญประจำบ้านแผนโบราญ พุทธศักราช2556 ดังกำหนดไว้ว่ายาเขียวสามารถใช้รักษารวมทั้งบาเทาอาการของโรคฝึกได้ โดยในสมัยก่อน จริงๆแล้วการใช้ยาเขียวในโรคไข้เป็นผื่นในแผนไทย มิได้มีจุดมุ่งหมายสำหรับในการยั้งเชื้อไวรัส แม้กระนั้นอยากได้กระแทกพิษที่เกิดขึ้นให้ออกมาเยอะที่สุด คนไข้จะหายได้เร็วขึ้น ผื่นไม่หลบใน ซึ่งก็คือไม่เกิดผื่นภายใน ฉะนั้นก็เลยมีคนจำนวนไม่น้อยที่รับประทานยาเขียวแล้วจะรู้สึกว่ามีผื่นมากยิ่งขึ้นขึ้นจากเดิม แพทย์แผนไทยก็เลยชี้แนะให้ใช้ทั้งแนวทางรับประทานและก็ทา โดยการกินจะช่วยกระแทกพิษด้านในให้ออกมาที่ผิวหนัง และก็การชโลมจะช่วยลดความร้อนที่ผิวหนัง ถ้าเกิดจะเปรียบเทียบกับวิธีการหมอแผนปัจจุบัน น่าจะเป็นไปเหมาะยาเขียวบางทีอาจออกฤทธิ์โดยลดการอักเสบ หรือ เพิ่มภูมิต้านทาน หรือต่อต้านขบวนการออกซิเดชัน มักใช้รักษาในเด็กที่ป่วยเกิดผื่น ยกตัวอย่างเช่น ฝึก อีสุกอีใส เพื่อกระแทกให้พิษไข้ออกมา เป็นผื่นมากขึ้น และหายได้เร็ว
ตำรับยาเขียว มีส่วนประกอบของพืชที่ใช้ส่วนของใบเป็นส่วนประกอบหลัก การที่ใช้ส่วนของใบทำให้ยามีสีออกจะไปทางสีเขียว จึงทำให้เรียกกันว่า ยาเขียว รวมทั้งใบไม้ที่ใช้นี้ส่วนมาก มีสรรพคุณ เป็นยาเย็น หอมเย็น หรือ บางชนิดมีรสขม เมื่อประกอบเป็นตำรับแล้ว จัดเป็นยาเย็น ทำให้ตำรับยาเขียวส่วนใหญ่มีสรรพคุณ ดับความร้อนของเลือดที่เป็นพิษ ซึ่งตามความหมายของการแพทย์แผนไทยนั้น หมายถึงการที่เลือดเป็นพิษแล้วก็ความร้อนสูงมากจนถึงจำเป็นต้องระบายทางผิวหนัง ได้ผลสำเร็จให้ผิวหนังเป็นผื่น หรือ ตุ่ม ดังเช่นที่พบในไข้เกิดผื่น ฝึก อีสุกอีใส เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ.โรคหัด.(Measles).เอกสารประกอบการสอน ไข้ออกผื่น (Exanthematous Fever).ภาควิชากุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.พฤษภาคม.2547
  • ศศิธร ลิขิตนุกูล. โรคหัดและหัดเยอรมัน (Measlesand rubella). ใน: พรรณทิพย ฉายากุล, บรรณาธิการ.ตําราโรคติดเชื้อ เลม 1 กรุงเทพฯ: สมาคมโรคติดเชื้อแหงประเทศไทย; น.523-9.
  • รศ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล.ยาเขียว.ยาไทยใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “หัด (Measles/Rubeola)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 396-400.
  • ผศ.ดร. ดลฤดี สงวนเสริมศรี, ผศ.ดร. เดือนถนอม พรหมขัติแก้ว มหาวิทยาลัยมหาสารคาม . ฤทธิ์การต้านเชื้อไวรัส varicella zoster ของตำรับยาเขียว (Anti-varicella zoster virus of Ya-keaw remedies). โครงการวิจัยภายใต้ทุนสนับสนุนของ สกว.
  • Axton JHM. The natural history of measles. Zambezia. 1979:139-54.
  • Babbott FL, Gordon JE. Modern measles. Am J Med Sci. 1954;228:334.
  • Koplik HT. The diagnosis of the invasion of measles from study of the exanthema as it appears on the buccal mucosa. Arch pediatr. 1896;13:918-22.
  • Maldonado YA. Rubeolar virus (Measles and subacute sclerosing panencephalitis). In: Long SS, Pickering LK, Prober CG, editors. Principles and practical of pediatric infectious disease 3re ed. Churchill Livingston: Elsevier Inc; 2008. p.1120-6.
  • Suringa DW, Bank LJ, Ackerman AB. Role of measles virus in skin lesion and Koplik’s spots. N Engl J Med. 1970;283:1139-42.
  • แนวทางการเฝ้าระวังควบคุมโรคการตรวจรักษาและส่งตัวอย่างตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อกำจัดโรคหัดตามพันธะสัญญานานาชาติ (ฉบับปรับปรุงวันที่ 2 พฤษภาคม 2555) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • Gershon AA. Measles virus. In: Mendell GL, Bennett JE, Dolin R, eds. Mendell, Douglas and Bennett’s principle and practical of infectious disease 7th Churchill Livingston : Elsevier Inc; 2010. p.2229-36.
  • Miller C. Live measles vaccine: A21-year follow up. Br Meg J. 1987;295:22.
  • Robbins FC. Measles: Clinical Feature. Am J Dis Child. 1965; 266-73.
  • Nakai M, Imagawa DT. Electron microscopy of measles virus replication. J virol 1969;3:189-97.
  • American Academy of Pediatrics. Rubella. In: Pickering LK, Baker CJ, Kimberlin DW, Long SS, eds. Red Book 2009: Report of the Committee on Infectious Diseases. 28th ed. Elk Grove Village, IL: American Academy of Pediatrics; 2009. p.579-84.
  • Measles (rubeola). In: Krugman S, Katz SL, Gershon AA, Wilfert CM, editors. Infectious disease of children. 9th ed. St. Louis: Mosby Yearbook; 1992. p. 223-45.
  • Atabani SF, Byrnes AA, Jaye A, Kidd IM, Magnusen AF, Whittle H, Natural measles causes prolonged suppression of interleukin-12 production. J Infect Dis. 2001;184:1-9.
  • Krugman S. Further-attenuated measles vaccine: Characteristics and use. Rev Infectious Dis. 1983;5:477-81.
  • Bellini WJ, Helfand RF. The challenges and strategies for laboratory diagnosis of measles in an international setting. J Infect Di

4

สรรพคุณกวาวเครือขาวอันน่าทึ่งสามารถรักษาโรคคุณได้
ขายกวาวเครือขาว หญิงที่มีปัญหา สิวฮอร์โมน สิวที่หลัง ผิวมัน ขนดก
เพศหญิงที่เสื่อมอารมณ์ทางเพศ
รับผลิตกวาวเครือขาว สามารถใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในหญิงวัยหมดระดู
สาวจำพวก 2 ที่ต้องการเพิ่มความเป็นผู้หญิง
แคปซูลกวาวเครือขาว ปรับสีผิวให้ขาวขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึงลดรอยเหี่ยวย่น มีเลือดฝาด ขาวอมชมพู ผ่อง ออร่า แก้ฝ้า กระ จุดด่างดำ
เหตุเพราะ กวาวเครือขาว มีสาร Oestrogenic substance ชื่อ miroestrol,3,14,17,18-B-tetrahydroxy miroestrol ซึ่งมีฤทธิ์ เหมือนฮอร์โมนเพศหญิงที่รอบๆหน้าอกของผู้หญิงนั้น จะมีตัวรับ ( Receptor ที่เหมาะสมให้สาร Oestrogenic substance ไปจับอยู่เพราะฉะนั้นเมื่อกินกวาวเครือขาวที่มีสารที่มีฤทธิ์นี้เข้าไป ก็จะไปจับกับบริเวณที่มีตัวรับพอดิบพอดีขายส่งกวาวเครือขาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิง เป็นเหตุให้เกิดขายกวาวเครือขาว การสะสมไขมัน แล้วก็น้ำมากขึ้น ในรอบๆนั้น รวมทั้ง ทำให้กระชับได้รูป และก็พบว่า การรับประทานสม่ำเสมอขั้นต่ำ 5 เดือนขึ้นไป เซลล์ไขมันรวมทั้งกล้ามเนื้อรับประทานอกจะต่ำลงน้อยมาก ทั้งๆที่ รีเซปเตอร์รอบๆเต้านมเพศหญิงจะมีแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ทำให้ผลที่ได้ เร็ว ช้า มาก น้อย แตกต่าง รวมทั้ง จะเท่าที่ธรรมชาติของแต่ละคนที่สร้างได้แค่นั้นซึ่งในปัจจุบันกวาวเครือขาวในแบบขายกวาวเครือขาวรับประทาน ได้จริง รวมทั้งควรจะเป็นของแท้ และใหม่สดจริง เพียงแค่นั้น
ขายกวาวเครือขาว คุณประโยชน์ยังช่วยรักษาอาการต่างๆอย่างเช่น คุ้มครองป้องกันโรคตาฟาง รวมทั้งต้อกระจกกวาวเครือขาวช่วยทำนุบำรุงเลือด ทำให้มีพลังกวาวเครือขาวช่วยคุ้มครองโรคกระดูกพรุนกวาวเครือขาวช่วยบำรุงเจริญรุ่งเรืองขายกวาวเครือขาว ใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในเพศหญิงได้ ซึ่งเป็นลู่ทางที่ดีสำหรับเพศหญิงวัยหมดระดูช่วยรักษาอาการหมดรอบเดือนในวัยก่อน และหลังหมดรอบเดือน ที่มีลักษณะขาดตกบกพร่องของฮอร์โมนเอสโตรเจนขายกวาวเครือขาว ช่วยทำให้ช่องคลอดของหญิงวัยทองไม่แห้งมีส่วนช่วยป้องกันและก็รับผลิตกวาวเครือขาว โรคมะเร็งมดลูกแก้ลักษณะของการปวดระดูจัดการกับปัญหาระดูมาแตกต่างจากปกติคลาย แก้อาการเมื่อยล้า อ่อนเพลียของร่างกาย ทำให้นอนหลับสบาย รับผลิตกวาวเครือขาวช่วยทำนุบำรุงสมอง ช่วยทำให้ความจำสำหรับคนที่ผ่ายผอม เมื่อรับประทานกวาวเครือขาวจะช่วยทำให้ดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้น
ขายกวาวเครือขาว สามารถช่วยทุเลาลักษณะของการปวดเมื่อยตามร่างกายมีส่วนช่วยลดและก็รักษาอาการ vasomotor (อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน)สำหรับคนที่เคยมีบุตรแล้วจะช่วยให้ช่องคลอดกระชับขึ้น รวมทั้งช่วยลดปัญหาหน้าท้อง สะโพก ต้นขาลายได้สำหรับคนที่มีลูกยาก มั่นใจว่าจะทำให้มีลูกง่ายมากยิ่งขึ้น
แคปซูลกวาวเครือขาว ที่มีคุณภาพในทางคลีนิค สามารถใช้ชดเชยฮอร์โมนผู้หญิงในวัยหมดระดูได้ แล้วก็มีลักษณะท่าทางว่าจะใช้ประโยชน์ขายส่งกวาวเครือขาวรวมทั้งรักษาอัลไซเมอร์ได้ เนื่องจากว่าวิจัยพบว่า สารสกัดจากกวาวเครือกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการงอกใหม่ของเซลล์สมองได้
ขายกวาวเครือขาว ขายส่งกวาวเครือขาว
รับผลิตกวาวเครือขาว เเคปซูลกวาวเครือขาว
สมุนไพรอื่นๆ
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา ตำรายาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสมหะ แล้วก็ไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสลดจุกคอ ทำให้ชุ่มคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบ บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องร่วงท้องเดิน รักษาโรคโรคท้องมาน เมล็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ และโรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน และก็ยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายหนังสือเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด ทราบผายธาตุ ทราบระบายทราบอึ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสมหะ ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย อึ ทราบถ่ายรู้ปิดเอง แก้ลมจุดเสียด อ้วก แก้สะอึก แก้หืดไอ แก้ท้องร่วงเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมล้างคอแก้เจ็บคอ เมล็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
คุณประโยชน์เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ ประกอบด้วยสารที่มีผลต่อการบำบัดรักษาโรคหลายอย่าง แบ่งได้เป็น 3 จำพวกใหญ่ๆคือ สารประเภทที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% รวมทั้งสาระเหย 5% มีสาระสำคัญเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมทั้งวิตามินแล้วก็ธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูเขาไม่ต้านทางโรค ต้านโรคมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและก็ระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะกับบำรุงร่างกายด้วยเหตุว่ามีความปลอดภัยสูง โพลีแซคค้างไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยสร้างเสริมลักษณะการทำงานของร่างกาย เป็นกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ต่อต้านมะเร็ง ปกป้องการลุกลุกลามของเซลล์ของมะเร็ง ช่วยปรับปรุงการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขจัดสารพิษ แม้กระนั้นเพราะ polysaccharide มีองค์ประกอบที่สลับซับซ้อนอาจส่งผลให้ย่อยยากควรต้องรับประทานวิตามินซีหรือของกินที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยสำหรับในการดูดซึมสาร polysaccharide ไปสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมสูงถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมมีประโยชน์ต่อสถาพทางร่างกายดังนี้

  • ออกสิเจนในเลือด 4. รักษาโรคมะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของโลหิตดียิ่งขึ้น
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดสารพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


ไตรเทอร์ไต่อยด์ (Tritepenoids) มีสาระต่อร่างกายดังนี้

  • ต้านทานมะเร็ง 4. ลดโคเลสเตอรอล ปรับไขมันในร่างกายให้ปกติ
  • ควบคุมระดับความดันเลือดให้ปกติ 5. สร้างเสริมระบบย่อยอาหารให้
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันเลือด ลดไขมันในเส้นเลือดรวมทั้งคุ้มครองการ
ตันของไขมันด้านในเส้นโลหิต
คุณประโยชน์ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนบางส่วน ใช้ละลายเสลด, แก้วิงเวียน, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,ไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสเปียกเย็นมีกลิ่นแรง ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่ทราบมูลเหตุ,ลดการตำหนิเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีสรรพคุณแก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมเป็นแล้ง สามารถป้องกันผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดบางส่วน มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้ลักษณะของการปวดฟัน ช่วยรักษาปากยุ่ย แผลเน่าเปื่อย ช่วยแก้ลักษณะของการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของประเทศเม็กซิโก เคยใช้ดอกรวมทั้งใบต้มน้ำกินใช้ขับลมรวมทั้งขับฉี่  ในอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกเลือดและก็แก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำรับประทาน แก้ลักษณะของการปวดตามข้อ
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า คุณประโยชน์ถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ มีฤทธิ์บำรุงกำลังทางเพศ ช่วยทำให้สเปิร์มแข็งแรก เนื่องมาจากการกินถั่งเช่าจะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงของลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในสเปิร์มได้ โดยจากการเรียนรู้ในผู้ชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว ปริมาณของสเปิร์มในน้ำอสุจิเพิ่มขึ้น 33% ทั้งยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดธรรมดาลงได้ถึง 29% และเมื่อศึกษาเพิ่มก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศได้ 66 – 86% อีกทั้งยังมีคุณลักษณะสำหรับในการคุ้มครองแล้วก็เสริมสร้างรูปแบบการทำงานของต่อมหมวกไต แล้วก็เพิ่มโอกาสที่สเปิร์มจะปฏิสนธิได้ช่วยทำให้รูปแบบการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ช่วยทำให้ปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกสิเจน รวมทั้งเพิ่มออกสิเจนให้หัวใจได้สร้างเสริมลักษณะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ถั่งเช่ามีสรรพคุณช่วยปรับปรุงรูปแบบการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติ  ช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิต้านทานมากยิ่งขึ้นต่อต้านโรคมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับการต่อต้านมะเร็ง ขึ้นรถคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่านับว่าเป็นสารที่มีความหมายสำหรับการต้านการเกิดมะเร็ง คุ้มครองปกป้องการเกิดและก็การแพร่ระบาดของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และก็สามกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูแนวทางการทำงานของไต สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยบรรเทาอาการลง และก็ทำให้สุขภาพไตดีขึ้น อีกทั้งยังลดความเสื่อมโทรมของไตที่เกิดขึ้นจากสารพิษตกค้างได้สร้างเสริมรูปแบบการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลกระทบจากพิษ และก็คุ้มครองป้องกันการเกิดพังพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพหลักการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ลดความเลี่ยงสำหรับการเกิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงเลือด สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยสร้างเสริมแนวทางการทำงานของระบบเลือด ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเพิ่มมากขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกผลิตในปริมาณที่พอเพียงต่อสุขภาพร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการเรียนรู้พบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
คุณประโยชน์ว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรประจำถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษหมากัด หนังสือเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกจากมดลูกข้างหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการเมนส์มาแตกต่างจากปกติ , เจ็บท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยเหล้า กินครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดลูกใหม่ๆแก้ปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ รวมทั้งดื่ม เพื่อสภาพร่างกาย และก็มดลูกฟื้นได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางบุคคลในยุคใหม่ไม่ค่อยเจอการอยู่ไฟแล้ว แม้กระนั้นก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ แล้วก็ดื่มเป็นประจำตลอดเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะ คุ้มครองปกป้องมะเร็งประเภทต่างๆลดอาการปวดบวมของแผล และก็ต้านการอักเสบของแผล ถ้าหากเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำ หากเป็นแผลภายนอกอาจใช้การต้มน้ำกิน ใช้บดทาแผล หรือน้ำสุกล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นกรรมวิธีสร้างเซลล์ใหม่ และการซ่อมแซมเซลล์ที่ผุพังหรือเซลล์บาดแผล ช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวแลดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง แล้วก็ช่วยกระตุ้นกระบวนแขนย่อยของกิน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

Tags : ขายกวาวเครือขาว,ขายส่งกวาวเครือขาว

5

สมุนไพรระงับพิษ
หยุดพิษ Breynia glauca Craib
ชื่อพ้อง B. subterblanca Fischer
บางถิ่นเรียกว่า หยุดพิษ ดับพิษ (จังหวัดเชียงใหม่) แรงสีเสียด (ลำพูน) ปริก (ประจวบคีรีขันธ์).
ไม้พุ่ม สูงได้ถึง 7.5 ม. ไม่มีขน กิ่งอ่อนออกจะแบน ถัดมาจะกลม. ใบ คนเดียว เรียงสลับกัน รูปไข่ปนรูปหอก โคนใบสอบ ขอบของใบเรียบ; ปลายใบแหลม หรือ มน ปลายสุดเป็นติ่งแข็งเล็กๆกว้าง 1.5-3.0 ซม. ยาว 2.5-7.0 ซม. เนื้อใบดกและก็แข็ง ด้านบนสีน้ำตาลเข้ม ด้านล่างสีขาวนวล เส้นใบเล็กมากมาย มี 5-6 คู่ มองเห็นไม่ชัดเจน ก้านใบยาว 2-3 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ รวมทั้งแยกเพศ. สมุนไพร ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาวราว 4 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้เชื่อมชิดกันคล้ายลูกข่าง ยาว 2 มม. เกสรผู้ 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมติดกัน. ดอกเพศภรรยา ก้านดอกสั้น กลีบรองกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นปลอด ยาว 2 มิลลิเมตร เป็น 3 เหลี่ยม ปลายแยกเป็น 6 แฉก ท่อรังไข่ 3 อัน ตั้งชัน แต่ละอันปลายแยกเป็น 2 แฉก. ผล รูปกลม แบน กว้างราวๆ 8 มิลลิเมตร ยาว 5 มิลลิเมตร แก่จัดสีดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามที่ลุ่มในป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ และก็ที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป.
สรรพคุณ : แก้ไข้ กระทุ้งพิษ (ในประมวลคุณประโยชน์ยาไทยของสมาคมแพทย์แผนโบราณ มิได้บอกว่าใช้ส่วนไหนของพืช).

6

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรตาตุ่มทะเล[/url][/color][/size][/b]
ตาตุ่มทะเลExcoecaria agallocha Linn.
บางถิ่นเรียก ตาตุ่มทะเล} ตาตุ่ม (กึ่งกลาง); บูโคน (มลายู-จังหวัดปัตตานี).
ไม้ใหญ่ ขนาดกึ่งกลาง สูง 8-15 มัธยม เปลือกสีเทาเป็นเงา. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รี กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 3-9 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ มน; ขอบของใบเรียบ หรือ หยักบางส่วน; ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อยาว 3-7 ซม.; กลีบรองกลีบ 3 กลีบ; เกสรผู้ 3 อัน ไม่ชิดกัน อับเรณูมี 2 ช่อง กลม. สมุนไพร ดอกเพศภรรยา ออกเป็นช่อยาว 1.5-3.5 ซม. กลีบรองกลีบดอกไม้โคนเชื่อมชิดกัน ปลายแยกเป็น 3 แฉก; รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล รูปกลมแป้น มี 3 พู กว้างราว 6 มม. ยาวประมาณ 4 มม. เมล็ด ค่อนข้างกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าชายเลน.
สรรพคุณ : ราก ตำ หรือ ฝน ประสมกับขิง เป็นยาพอก หรือ ทา แก้อาการบวมตามมือรวมทั้งเท้า ต้น ยางมีฤทธิ์กัดทำลาย กระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบ หากเข้าตาจะก่อให้ปวดอักเสบมากมาย ถึงทำให้ตาบอดได้ แก่นเรียกว่ากระลำพัก (ตาตุ่มทะเล) เมื่อเผาไฟจะมีกลิ่นหอมาก ใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาขับลม ฟอกเลือด ขับระดู ระบาย และก็ขับเสมหะ ถ้าเกิดเอาไม้จำพวกนี้ไปปักเลี้ยงหอยแมลงภู่ คนที่กินหอยที่เกาะไม้นี้ จะมีผลให้ท้องเสียได้  ควันที่เกิดจากการเผาต้น ใช้รมแก้โรคเรื้อน  ยางต้นต้มรวมกับน้ำมัน ใช้ทาแก้โรคเรื้อน กัดแผลอักเสบเรื้อรัง ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ แล้วก็อัมพาต ถ้าเกิดรับประทานยางต้นในขนาดต่ำๆเป็นยาถ่าย แต่ถ้าหากรับประทานมากอาจทำให้สตรีแท้งบุตรได้ ใบ เป็นพิษ น้ำต้มเปลือก รับประทานเป็นยาทำให้อ้วก เป็นยาถ่าย แก้โรคลมชัก และเป็นยาฝาดสมาน

7

สมุนไพรกำลังกระบือ
กำลังกระบือ Excoecaria cochinchinensis Lour.
ชื่อพ้อง E. bicolor Zoll. Ex Hassk.
บางถิ่นเรียกว่า กำลังควาย ลิ้นควาย ควายเจ็ดตัว (กลาง) ควาย (จังหวัดราชบุรี).
   ไม้พุ่ม สูง 70-150 ซม. กิ่งเรียวเล็ก เปลือกสีแดงอมม่วง. ใบ ผู้เดียว ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง 1.2-4 เซนติเมตร ยาว 6-12 ซม. โคนใบแหลม ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบของใบหยักห่างๆเส้นใบ 12-13 คู่ ใบอ่อนสีแดง ใบแก่ด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีแดงอมม่วง ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. หูใบรูปหอก ปลายแหลม ยาวประมาณ 1 มม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ แล้วก็ที่ยอดมีดอกเพศผู้ ดอกเพศเมีย และก็ดอกสมบูรณ์เพศ อาจจะอยู่บนต้นเดียวกัน หรือ ต่างต้นกันก็ได้. สมุนไพร ดอกเพศผู้ และ ดอกบริบูรณ์เพศ ช่อยาวโดยประมาณ 2 เซนติเมตร ใบประดับประดารูปสามเหลี่ยม ปลายเรียวแหลม ยาวราวๆ 0.8 มม. กลีบรองกลีบ 3 กลีบ รูปยาวแคบปลายแหลม ยาวราว 1 มิลลิเมตร เกสรผู้ 3 อัน อับเรณูกลม. ดอกเพศภรรยา กลม มักจะออกครั้งละ 3 ดอก ใบประดับประดาเสมือนดอกเพศผู้ ก้านดอกสั้นมาก กลีบรองกลีบ 3 กลีบ รูปไข่ปลายแหลม ขอบหยักบางส่วน ยาวประมาณ 1 มม. รังไข่รูปไข่ มีท่อรังไข่ 3 อัน ไม่ติดกัน. ผล เป็นจำพวกแก่แล้วแห้ง ไม่มีเนื้อ มี 3 พู เส้นผ่านศูนย์กลางราว 1 เซนติเมตร เมล็ด กลม เส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 4 มม.

นิเวศน์วิทยา
: เป็นพันธุ์พืชเขตร้อน ปลูกทั่วๆไปเป็นไม้ประดับ.
 สรรพคุณ : ต้น ยางจากต้นเป็นพิษมาก ใช้เบื่อปลา ใบ เนื่องจากท้องใบมีสีแดง จึงเช้าใจกันว่าใช้รักษาโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของระบบเลือดบางชนิด ชาวชวาใช้ใบตำเป็นยาพอกห้ามเลือด ตำรายาโบราณใช้ใบรับประทานเป็นยาขับเลือดเสียรวมทั้งน้ำคาวปลา ในสตรีข้างหลังคลอดบุตร

8

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรสบู่แดง[/url][/size][/b]
สบู่แดง Jatropha gossypifolia Linn.
บางถิ่นเรียกว่า สบู่แดง ละหุ่งแดง (กึ่งกลาง) สบู่เลือด สลอดแดง สีลอด หงส์เทศ (ปัตตานี).
ไม้พุ่ม สูง 1-2 มัธยม ใบ คนเดียว เรียงสลับกัน มีขนาดกว้าง และยาวใกล้เคียงกัน โดยประมาณ 12-15 ซม. มี 3-5 แฉก ปลายแฉกแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบมีขน ปลายขนมีต่อมกลมๆโคนใบเว้าบางส่วน เนื้อใบบาง สะอาดอีกทั้ง 2 ด้าน เส้นใบออกมาจากโคนใบ มีปริมาณพอๆกับจำนวนแฉก ก้านใบยาว 5-10 เซนติเมตร ด้านบนมีขนซึ่งแตกกิ่งก้านสาขา และปลายขนมีต่อมกลมๆหูใบเป็นขนประเภทปลายขนมีต่อมเหมือนกัน. สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่บนต้นเดียวกัน ก้านช่อยาวโดยประมาณ 4-5 เซนติเมตร มีขนน้อย ใบประดับประดารูปยาวรี ยาว 6-12 มิลลิเมตร ขอบมีขน ปลายขนมีต่อมกลม. ดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบ 5 กลีบ รูปไข่แกมรูปหอก ปลายแหลม ยาว 4-5 มิลลิเมตร ขอบมีขน ปลายขนมีต่อมกลม กลีบดอกยาว 4-5 มิลลิเมตร สีแดง เกลี้ยว เกสรผู้ 10-12 อัน ก้านเกสรเชื่อมชิดกัน อับเรณูรูปค่อนข้างกลม. ดอกเพศเมีย กลีบรองกลีบยาวกว่าดอกเพศผู้ แต่ว่ากลีบดอกไม้เหมือนดอกเพศผู้ รังไข่มีขน. ผล รูปไข่ มี 3 พู ยาวราว 1 ซม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วๆไปในประเทศไทย บ้านเกิดอยู่ในทวีปอเมริกากึ่งกลาง.
สรรพคุณ : ใบ ต้มใบ จำนวน 7-21 ใบ (โดยรับประทานใบด้วย) กินแก้เจ็บท้อง ลดไข้รวมทั้งเป็นยาถ่าย ตำเป็นยาพอกแก้ผื่นคัน พอกฝี  เมล็ด ปิ้งพอสุก รับประทานเป็นยาระบาย น้ำมันเม็ด, รับประทานทำให้คลื่นไส้ แล้วก็ใช้ทาแผลโรคเรื้อน

9

สมุนไพรเต้าหลวง
เต้าหลวง Macaranga gigantean Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. megatophylla Muell. Arg.
บางถิ่นเรียก เต้าหลวง (จังหวัดกำแพงเพชร) ทะ (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) มะหัง (ปัตตานี) หูช้าง (เมืองจันท์).
ไม้ใหญ่ สูงได้ถึง 20 ม. ลำต้นใหญ่ ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาล แผลใบกลม หูใบใหญ่มาก ยาวได้ถึง 5 เซนติเมตร ใบ ผู้เดียว เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ป้อม หรือ ค่อนข้างกลม มี 3 แฉก กว้าง แล้วก็ยาว 25-75 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบใบเรียบ หรือ หยักตื้น และก็ห่าง โคนใบกลม เส้นใบมีลักษณะคล้ายใยแมงมุม เห็นกระจ่างทางข้างล่าง ด้านบนมีขนรูปดาวกระจาย ข้างล่างมีขนหนาแน่น ก้านใบติดแบบใบบัวยาว 15-50 เซนติเมตร มีขน.สมุนไพร  ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ เป็นช่อแบบกระจาย ยาว 20-37 เซนติเมตร ดอกเล็ก ติดเป็นกระจุกๆกลีบรองกลีบ 3-4 กลีบ เกสรผู้ 1 อัน สั้น. ดอกเพศเมีย เป็นช่อยาว 12-20 ซม. สีออกฟ้า ติดคนเดียวๆมีกลีบรองกลีบ 4 กลีบ ไม่มีกลีบดอก รังไข่มี 2 ช่อง ท่อรังไข่สั้น. ผล มี 2 พู กว้างโดยประมาณ 8 มม. ยาวประมาณ 5 มม. ผิวมีต่อมทั่วๆไป แก่จะแตกเป็น 2 ซีก ภายในมี 2 ช่อง มีเม็ดช่องละ 1 เมล็ด.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามชายเขาดิบ ป่าโปร่ง รวมทั้งตามที่ลุ่ม.
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกราก รับประทานแก้อาการท้องร่วง

10

สมุนไพรเม็ก
เม็ก Macaranga tanarius (Linn.) Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. tomentosa Bl.
บางถิ่นเรียก เม็ก (ใต้) กะลอ บาเหลวมี สะลอ (มลายู-จังหวัดยะลา) จงดำ (ปัตตานี) ป้าง หูช้าง (จันทบุรี) รังขาว (จังหวัดสงขลา) ล่อ ล่อขาว (นครศรีธรรมราช) ล้อหูฉีด (พังงา).
ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 6 ม. กิ่งใหญ่ สีนวล ตามยอดอ่อน และใบอ่อนมีขนนุ่ม. ใบ คนเดียว เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ค่อนข้างจะกลม กว้าง 5-28 เซนติเมตร ยาว 8-32 ซม. ปลายใบเรียวแหลมเป็นหางยาว ขอบใบค่อนข้างจะเรียบ หรือ หยักตื้นๆโคนใบกลม หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ เนื้อใบบาง ด้านบนสะอาด หรือ มีขนเล็กน้อย ด้านล่างมีขนนุ่ม ก้านใบติดแบบใบบัว ยาว 10-27 เซนติเมตร สีขาวนวล สะอาด หรือ มีขน หูใบรูปไข่ป้อมปนขอบขนาน ปลายแหลม ยาวราว 12 มิลลิเมตร มีขนเรี่ยราย.สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ช่อยาว 10-30 เซนติเมตร แตกกิ่งมากมาย ดอกมีใบแต่งแต้มรองรับ ใบประดับประดารูปไข่ป้อม ยาว 5-10 มิลลิเมตร ขอบหยักเป็นแฉกเล็กๆแหลมๆกลีบรองกลีบดอกมี 3-4 กลีบ สะอาด เกสรผู้ 5-6 อัน. ดอกเพศเมีย ช่อยาว 6-12 ซม. ไม่ค่อยแตกกิ่งก้านสาขา รังไข่มีขน ข้างในมี 2 ช่อง ท่อรังไข่ใหญ่. ผล กลม แฝด เส้นผ่านศูนย์กลาง 7-12 มม. มีนอนูน 2-3 นอ มีเม็ดสีเหลืองๆเหนียวๆปกคลุม. เมล็ด กลม ผิวหยาบคาย.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดิบ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 150 มัธยม
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มราก กินเป็นยาลดไข้ แก้ไอเป็นเลือด รับประทานผงรากเพื่อช่วยทำให้อาเจียน สำหรับคนไม่สบาย ต้น น้ำต้มเปลือกต้น รับประทานแก้บิด ใช้เข้าเครื่องยาสำหรับสตรีกินเพื่อช่วยในการคลอดบุตร ใบ ตำพอกแก้บาดแผลอักเสบ สารสกัดใบมีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะต่อเชื้อ Staphylococcus

11

สมุนไพรหล่อง่าม
หล่อง่าม Macaranga triloba (Bl.) Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. carnuta Muell. Arg.
บางถิ่นเรียก หล่อง่าม (ตรัง) ลอขาว (นครศรีธรรมราช) สลาป้าง (ตราด).
ต้นไม้ สูงถึง 12 ม. ลำต้นกลวง เปลือกสีเท่า สะอาด หรือ มีขนเล็กน้อยใบอ่อนด้านล่างชอบมีสีม่วงอมแดง หูใบกว้างกว่ายาว โค้งกลับไปข้างหลัง ใบ โดดเดี่ยว เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ หรือ ออกจะกลม มีขนาดกว้าง แล้วก็ยาว 10-30 ซม. ปลายแยกเป็นแฉกแหลมสามแฉก ขอบของใบเป็นคลื่น มีต่อมยื่นยาวออกมา โคนใบกลม มีเส้นกิ่งก้านสาขาใบ 3 เส้น เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได มีขนเล็กน้อย หรือ หมดจด ก้านใบติดแบบใบบัว ยาว 5-23 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ มีขนสีน้ำตาลปนแดงปกคลุม สมุนไพร ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ เล็กมาก ช่อยาว 7.5-12.5 เซนติเมตร แตกกิ่งจำนวนมาก ใบตกแต่งสีเขียว. ดอกเพศภรรยา ช่อยาว 7.5-12.5 เซนติเมตร แตกกิ่งมาก มีกลีบรองกลีบดอก 4 กลีบ มีขน รังไข่ที่โคนมีขน ตอนบนมีต่อมสีเหลือง ภายในมี 5 ช่อง ท่อรังไข่สั้น มี 5 อัน. ผล กลมแป้น มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-13 มม. ข้างบนรอบนอกมีนอนูนๆ3-6 นอ สีน้ำตาลปนแดง ผลอ่อนมีแต้มสีเขียวอยู่ที่นอ ผลสุกแต้มจะกลายเป็นสีเหลือง และเหนียว. เม็ด สีดำ มี 3-6 เมล็ด เนื้อหุ้มสีแดง หรือ ม่วงอมชมพู.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ หรือ ป่าละเมาะ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 400 ม.
สรรพคุณ : ใบ ใช้ข้างนอกตำขัดฝี น้ำต้มใบ และก็ผลเป็นยาฝาดสมาน กินแก้ปวดท้อง ผล เป็นพิษ

12

สมุนไพรปริก
ปริก Mallotus floribundus (Bl.) Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. anamiticus Ktze.
บางถิ่นเรียกว่า ปริก (ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช) กาบิงบาดู (มลายู-จังหวัดนราธิวาส) ปิก ล้อ (กระบี่) ลอขน (จังหวัดตรัง)
ไม้พุ่ม หรือ ไม้ต้น ขนาดเล็ก สูง 5-15 มัธยม เกลี้ยง ใบอ่อนสีน้ำตาลอมชมพู. ใบผู้เดียว เรียงแบบบันไดเวียน รูปออกจะกลม หรือ รูปไข่ป้อมๆบางครั้งบางคราวความกว้างมากกว่าความยาว กว้าง และยาว 4.5-15 ซม. ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบใบเรียบ หรือ หยักบางส่วน โคนใบกลม หรือ ตัดตรง ตรงที่ใกล้กับก้านใบมีขนเป็นกลุ่มๆด้านล่างสีขาวนวล มีต่อมเล็กๆสีเหลืองกระจัดกระจายทั่วไป เนื้อใบบาง ก้านใบติดแบบใบบัว ยาว 3.5-17.5 ซม. เล็ก. ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด หรือ ตามง่ามใบ ศูนย์กลางช่อเป็นเหลี่ยม มีทั้งดอกเพศผู้ ดอกเพศเมีย รวมทั้งดอกสมบูรณ์เพศ มีกลิ่นหอมสดชื่น. สมุนไพร ดอกเพศผู้ ช่อยาว 15-20 ซม. ก้านดอกยาว 3-3.5 มิลลิเมตร กลีบ 3-4 กลีบ งอ รูปไข่แกมขอบขนาน ปลายมีติ่งแหลม ขนาดไม่เท่ากันยาว 1-2.5 มิลลิเมตร เกสรผู้ 40-42 อัน อับเรณูมีขน. ดอกเพศเมีย ช่อยาว 7-15 ซม. ไม่แตกสาขา มี 5-9 ดอก ก้านดอกยาว 1-3 มม. กลีบ 3-4 กลีบ รูปยาวแคบปนรูปหอก ยาว 3-4 มิลลิเมตร รังไข่มีขน ท่อรังไข่ยาว 8-11 มิลลิเมตร มีขน ด้านในมี 3 ช่อง. ผล เป็นพูกลมๆ3 พู เห็นได้ชัด เส้นผ่าศูนย์กลางราว 1.5 ซม. ภายนอกมีขนแข็งๆ. เม็ด กลม มีช่องละ 1 เมล็ด เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 7 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วๆไปในป่าดงดิบ หรือ ป่าละเมาะใกล้ลำน้ำ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 100 ม.
 คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกรากรับประทานแก้ไข้หลังการคลอดลูก แก้เจ็บท้อง และอหิวาต์

13

สมุนไพรเปล้าใหญ่
เปล้าใหญ่ Mallotus macrostachyus Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. albus Muell. Arg.
บางถิ่นเรียกว่า เปล้าใหญ่ ลัว (นครศรีธรรมราช) ฝามี หลอขน (จังหวัดตรัง) หลอ (นราธิวาส).
ไม้พุ่ม หรือ  ต้นไม้ ขนาดเล็ก มีขนสีน้ำตาล หรือ น้ำตาลอ่อน ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุมทั้งคู่ด้าน. ใบ โดดเดี่ยว เรียงสลับกัน หรือ เป็นคู่ตรงข้ามกัน รูปออกจะกลม หรือ รูปไข่ค่อนข้างกว้างแกมสามเหลี่ยม กว้างและยาว 7-20 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมเป็นหางยาว ขอบของใบเรียบ หรือ หยักห่าง แล้วก็แหลมไม่บ่อยนักกัน โคนใบมนป้าน มีต่อม 2 ต่อม เส้นใบนูนเด่นทางข้างล่าง ข้างบนสะอาด ข้างล่างมีขนสั้นๆปกคลุมหนาแน่น ก้านใบยาว 3-20 ซม. ติดค่อนข้างจะใกล้ขอบของใบ. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ. ดอกเพศผู้รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่บนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ช่อยาวโดยประมาณ 20 ซม. แตกสาขามากมาย ดอกกลมๆเล็กๆชิดกันแน่น กลีบรองกลีบดอก 4 กลีบ รูปไข่แกมขอบขนาน ยาวราว 2 มม. ภายนอกมีขน เกสรผู้เยอะแยะ. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] ดอกเพศเมีย ช่อยาว 30-40 ดอกเหมือนกาบ รังไข่มี 3 ช่อง. ผล กลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2-1.6 ซม. มีขนเหมือนสัตว์ปกคลุมหนาแน่น ติดเป็นช่อแขวนยาว ภายในมี 3 ช่องๆละหนึ่งเม็ด. เม็ด ค่อนข้างจะกลม ยาวราว 5 มม. สีดำเป็นเงา.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ รวมทั้งชายป่าดงดิบ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 400 ม.
สรรพคุณ : ใบ น้ำต้มใบ ใช้ชำระล้างบาดแผล

Tags : สมุนไพร

14
อื่นๆ / สมุนไพรสอยดาว สรรพคุณ-ประโยชน์
« เมื่อ: มกราคม 25, 2018, 06:38:48 PM »

สมุนไพรสอยดาว
สอยดาว Mallotus paniculatus (Lam.) Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. cochinchinensis Lour.
บางถิ่นเรียกว่า สอยดาว สลัดป้าง (จันทบุรี จังหวัดตราด) สตีตัน (เลย) แสด (ใต้).
ไม้พุ่ม หรือ  ต้นไม้ สูงได้ถึง 20 ม. ยอดอ่อนมีขนสีขาว น้ำตาลอ่อน หรือ น้ำตาล. ใบ เดี่ยว เรียงแบบบันไดเวียนห่างๆรูปไข่ รูปไข่ปนสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด หรือ สามเหลี่ยม กว้าง 3-22 เซนติเมตร ยาว 5-24 ซม. ปลายใบเรียวแหลมเป็นหางยาว บางครั้งบางคราวเป็นแฉกแหลม 3 แฉก ขอบใบเรียบ หรือ หยักเป็นคลื่นห่างๆโคนใบกลม สอบมนๆโคนสุดมีต่อมใหญ่ 1 คู่ อยู่ด้านบน ข้างล่างมีขนรูปดาวสั้นๆหนาแน่น เส้นกิ่งก้านสาขาใบมี 5-8 คู่ เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได ตามเส้นใบ รวมทั้งก้านใบ มีขนสีน้ำตาลอ่อน ก้านใบยาว 3-18 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด รวมทั้งตามง่ามใบ ยาว 7-35 ซม. มีขนสีน้ำตาลปกคลุม มีทั้งดอกเพศผู้ ดอกเพศภรรยา แล้วก็ดอกบริบูรณ์เพศ. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 1.5-2.5 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอกกลม เล็ก มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 มม. กลีบดอกไม้ รูปไข่ 3-4 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน ยาว 2.5-2.7 มิลลิเมตร เกสรผู้มี 50-60 อัน. ดอกเพศเมีย ก้านดอกยาว 0.5-1 มม. กลีบดอกไม้ติดกันคล้ายรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ยาว 2.5-2.7 มิลลิเมตร รังไข่มี 3 ช่อง ปลายท่อรังไข่เป็นรูปยาว 2-3 มม. ผล มี 3 พู กว้างราวๆ 7.5 มิลลิเมตร ยาวราวๆ 4.5 มิลลิเมตร มีขนยาว นุ่มปกคลุม. เม็ด รูปไข่ออกจะกลม เส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 3 มม. สีดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ หรือ ป่าผลัดใบ.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มราก รับประทานเป็นยาบำรุง หลังการคลอดลูก ตำเป็นยาพอกรวมกับสมุนไพรอื่นๆพอกศีรษะแก้ปวด ต้น น้ำต้มต้น ใช้เป็นยาล้างแผล

15

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรคำป่า[/url][/size][/b]
คำป่า Mallotus philippensis (Lam.) Muell. Arg.
บางถิ่นเรียกว่า คำป่า คำแดง คำแสด ทองคำเหล่า มะคาย แสด (กลาง) กายขัดหิน ขี้เนื้อ (เชียงใหม่) กือบอ ซาบอเส่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ขางปอย ซาดป่า (นครพนม) กลิ่นเต่า (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ทองคำขาว (เลย) กระทุ่ม (กลาง ราชบุรี) พลับพลากลิ่นเต่า (นครศรีธรรมราช) พลากวางใบใหญ่ (ตรัง) มะกายคัด (เหนือ) มินยะมายา (มลายู-จังหวัดยะลา) มือราแก้ปูแอ๊ก (มลายู-นราธิวาส) ลายเพศผู้ (เมืองจันท์) สาก ละว้า (พิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย).
ไม้พุ่ม หรือ  ไม้ใหญ่ สูงได้ 5-15 ม. ยอดอ่อนมีต่อมสีแดงเล็กๆตามกิ่งมีขนสีน้ำตาล. ใบ โดดเดี่ยวเรียงแบบบันไดเวียนห่างๆรูปรี หรือรูปไข่ กว้าง 3-10 เซนติเมตร ยาว 6-10 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือ หยักเล็กน้อย โคนใบแหลม มน หรือ ตัด ที่โคนสุดมีต่อม 1 คู่ เส้นใบคู่ล่างออกจากโคนใบ ขึ้นสูงเหนือกลางใบ เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได เส้นนูน เห็นกระจ่างทางด้านล่าง สีเขียวอมเหลือง ข้างล่างสีขาวนวล ก้านใบยาว 2-7 เซนติเมตร มีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม. ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกระจุก มีขนสั้นๆปกคลุม ช่อยาว 2.5-16 เซนติเมตร ก้านดอกมีขนรูปดาว. สมุนไพร ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 2-3.5 มิลลิเมตร กลีบมี 3-4 กลีบ ยาว 2.5-3 มม. เกสรผู้ 23-32 อัน. ดอกเพศเมีย ก้านดอกยาว 0.5-1 มิลลิเมตร กลีบมี 5 กลีบ โคนกลีบติดกันเล็กน้อย ยาว 1-2 มิลลิเมตร รังไข่มีขนรูปดาว ภายในมี 3 ช่อง ปลายท่อรังไข่รูปยาวๆ2-4.5 มิลลิเมตร ผล รูปกลมแป้น มีพูตื้นๆ3 พู มีต่อมสีแดงปกคลุม, ภายในมีขน กว้าง 7.5-10 มิลลิเมตร ยาว 5.7 มิลลิเมตร เม็ด รูปไข่ค่อนข้างกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 4 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ, ป่าละเมาะ รวมทั้งตามที่โล่งแจ้งพื้นดินคละเคล้าหิน เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,100 ม., บางที่ปลูกไว้เพื่อทำยา.
สรรพคุณ : ราก ใบ และก็ ขนผล ตำรวมกับน้ำผึ้ง, ทาแก้สัตว์เป็นพิษกัดต่อย, ทาแก้ปวดแผลอักเสบ, แก้สิว รวมทั้งลอดฝ้า ผล น้ำสุกผล แล้วก็ใบ กินแก้หวัด ผงจากขนผล รวมทั้งต่อมสีแดง, ใช้เป็นยาระบาย ขับพยาธิตัวตืดที่เป็นกับสัตว์เลี้ยง เมล็ด ทำเป็นผง ใช้พอกแผล

หน้า: [1] 2 3 ... 10