แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
 เมื่อเราเลือกน้องเหมียวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตแล้ว การดูแลชีวิตเขาให้อยู่ดีกินดีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเช่นกัน การเลี้ยง แมว ไม่ได้ยุ่งยากเกินความสามารถคุณเลยค่ะ เพื่อให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น เราได้รวบรวมเทคนิคการดูแลน้องเหมียวมาไว้ให้คุณแล้วค่ะ

เราเชื่อว่ามีผู้เลี้ยงหลายคนรับแมวมาเลี้ยง เพราะความรัก ความชอบส่วนตัว โดยที่ยังไม่รู้ถึงวิธีหรือขั้นตอนการดูแลอย่างแท้จริง เพื่อให้คุณและเขาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขมากขึ้น Petcitiz ได้นำเทคนิคการดูเจ้าเหมียวมาฝากทาสทุกคน บอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิด !

1.อาหารดี ชีวิตก็ดี

อาหารนับเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับเจ้าเหมียวเลยนะคะ ฉะนั้น การเลือกสรรอาหารที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย หรือสูตรพิเศษของสายพันธุ์ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ร่างกายของเขาเกิดพัฒนาการได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ปัจจุบันตามท้องตลาดมีอาหารสำเร็จรูปวางขายนับไม่ถ้วน

คำแนะนำการเลือกซื้อของเราง่ายๆ คือ อ่านฉลากข้างถุงให้เป็น และดูว่าอาหารสูตรดังกล่าวเหมาะสำหรับช่วงวัยใด สายพันธุ์ไหน ส่วนเรื่องรสชาตินั้นเจ้าเหมียวต้องเป็นฝ่ายตัดสินค่ะ

หากบ้านของคุณมีเจ้าตูบอยู่ด้วย ก็ไม่ควรเลี้ยงแมวด้วยอาหารสุนัขเพื่อเป็นการประหยัดนะคะ เพราะคุณค่าทางโภชนาการที่พวกเขาต้องการนั้นแตกต่างกัน ซึ่งในอาหารของเจ้าตูบมีสารอาหารบางประเภทที่มากหรือน้อยเกินกว่าที่แมวต้องการ อาจส่งผลต่อการพัฒนาร่างกายและสมองได้ค่ะ

2.หาสัตวแพทย์ที่ไว้ใจ

แมวเด็กย่อมต้องได้รับการดูแลจากสัตวแพทย์มากกว่าแมวโต เพราะจำเป็นต้องรับการฉีดวัคซีน และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การมองหาสัตวแพทย์ประจำตัวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ต้องรอให้มีปัญหาสุขภาพก่อน แล้วค่อยพาไปคลินิกนะคะ เราสามารถนำเขาไปฝากไข้ไว้ก่อนได้เลย

ปัจจัยในการคัดเลือกสัตวแพทย์ประจำตัว ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณ บางท่านอาจไม่หวั่นหากต้องเดินทางไกล เพื่อพบสัตวแพทย์ที่ศึกษามาเฉพาะทาง บางท่านอาจเน้นที่ความสะดวกสบาย ใกล้บ้านเป็นหลัก ฯลฯ คำแนะนำของเราก็คือ เลือกให้ตรงใจที่สุดก็พอค่ะ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริการ หรือวินิจฉัยโรคได้แม่นยำ

นอกจากนี้ควรหาโรงพยาบาลสัตว์ที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมงใกล้บ้านไว้ด้วยก็ดีนะคะ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินยามดึกจะได้นำไปรักษาได้อย่างทันท่วงที

3.สุขภาพขนดีคือ ที่หนึ่ง

จริงอยู่ว่าน้องเหมียวเป็นสัตว์รักสะอาด พวกเขาสามารถเลียขนเพื่อทำความสะอาดตัวเองได้ตั้งแต่ยังเล็ก แต่คุณก็ช่วยเหลือเขาในการทำความสะอาดได้เช่นเดียวกัน เพียงหมั่นหวีขนให้เขาบ่อยๆ เพื่อกำจัดขนเก่าให้หลุดร่วงออกไป นอกจากจะช่วยเพิ่มสุขอนามัยให้เขาแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย



รวมเทคนิคการดูแลน้อง แมว ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.plawharn.com/

2
ผู้เลี้ยงที่ไม่เคยฝึก สุนัข ให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง จะส่งผลให้สุนัขขาดวินัย และขับถ่ายเลอะเทอะไปทั่ว จนเราเหนื่อยที่ต้องตามเก็บตามเช็ดกันตลอดเวลา วันนี้ Petcitiz ได้นำเทคนิคการฝึกสุนัขให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทางมาฝากผู้เลี้ยงทุกคน

สุนัข ขับถ่ายเป็นที่เป็นทางวิธีการฝึก สุนัข ให้ขับถ่ายเป็นที่นั้นไม่ยากเลยค่ะ เพียงแต่ต้องใช้เวลา ความอดทน มีวินัย ไม่ตามใจสุนัขมากเกินไป การฝึกจึงจะเห็นผลสำเร็จ เมื่อสุนัขมีวินัยแล้วการขับถ่ายก็จะช่วยเบาแรงให้กับผู้เลี้ยงอย่างเรา ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะแอบไปขับถ่ายสกปรกไว้ตรงจุดไหนของบ้าน และจะได้มีเวลาเหลือไปดูแลเรื่องอื่นๆ

1.สังเกตพฤติกรรมเมื่ออยากขับถ่าย

ระหว่างการฝึกสุนัขให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง สิ่งสำคัญคือ ผู้เลี้ยงต้องคอยอยู่ใกล้ๆ เพื่อสังเกตพฤติกรรมว่า เวลาที่อยากขับถ่าย สุนัขจะทำท่าทางอย่างไร เช่น ดมไปรอบๆ เห่า หมุนเป็นวงกลม เท้าตะกุยพื้น ก็มีท่าทีแปลกไป เมื่อไรที่คุณเห็นแบบนี้ ให้รีบพาออกนอกบ้าน หรือไปยังจุดขับถ่ายที่จัดเตรียมไว้ให้ ทำซ้ำหลายๆ ครั้งเพื่อให้สุนัขเกิดความคุ้นชินค่ะ

2.เข้าไปห้ามทันที เมื่อสุนัขขับถ่ายในบ้าน

ถ้าสุนัขกำลังขับถ่ายในบ้าน ให้รีบส่งเสียงห้ามปรามทันที เช่น ตบมือ หรือพูดว่า “ไม่” ส่งเสียงเพื่อให้สุนัขแค่ตกใจพอนะคะ แค่ให้สุนัขรู้สึกว่า ไม่ชอบที่มันขับถ่ายผิดที่ และอาจจะย้ำคำเดิมๆ เพื่อให้สุนัขจำว่าไม่ควรทำพฤติกรรมดังกล่าวอีก หลังจากนั้นก็รีบพาออกไปนอกบ้าน หรือไปยังจุดสำหรับขับถ่าย

สิ่งสำคัญก็คือ ห้ามลงโทษด้วยการตีแรงๆ ห้ามบังคับให้ดมของเสียของตัวเอง เพราะสุนัขไม่รู้ตัวหรอกค่ะว่าทำอะไรผิด ไม่นานก็ลืม ไม่เข้าใจว่าคุณโกรธ แต่จะแอบไปขับถ่ายในที่ลับตาแทน เพราะกลัวโดนลงโทษ

3.จัดเตรียมพื้นที่ประจำสำหรับขับถ่าย

ควรกำหนดพื้นที่จุดใดจุดหนึ่งในบริเวณบ้าน หรือนอกบ้าน เพื่อให้สุนัขขับถ่ายทุกครั้งที่ต้องการ สามารถไปทำธุระได้ทันท่วงที เป็นบริเวณที่ทำความสะอาดง่าย และเชื่อมโยงบริเวณดังกล่าวเสมือนเป็น “ห้องน้ำ” ของตัวเอง อีกทั้งควรใส่สายจูงเสมอเพื่อไม่ให้คลาดสายตา นอกจากนี้ ในกรณีเป็นการฝึกลูกสุนัข จนกว่าจะฉีดวัคซีนครบ 3 เซ็ต ไม่ควรพาลูกสุนัขไปในพื้นที่ขับถ่ายของสุนัขตัวอื่นเด็ดขาด เพราะร่างกายของลูกสุนัขยังไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้นั่นเองค่ะ




เคล็ดไม่ลับ ฝึก สุนัข ให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.plawharn.com/

3
ของการเกิดน้ำเสีย น้ำเสีย ทำให้เป็นโรคผิวหนัง เป็นตัวแพร่เชื้อโรคและพยาธิต่างๆ ทำให้สัตว์น้ำและพืชน้ำตาย (ทำให้เพิ่มระดับปัญหาเพิ่มขึ้น) มักเกิดจาก

1.1 การปล่อยน้ำเสีย การทิ้งขยะ จากครัวเรือน ชุมชน สถานที่สาธารณะ เช่น โรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาล โรงมหรสพ ฯลฯ ทำให้น้ำมัน สารเคมี สารพิษ สารอินทรีย์ เชื้อโรค พยาธิ เป็นต้น ที่ไม่ได้รับการบำบัดหรือมีการจัดการกำจัดที่ถูกต้อง ถูกปล่อยหรือถูกชะล้างสู่แหล่งน้ำ
1.2 สารเคมีจากการทำการเกษตรได้แก่ ปุ๋ย ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช อาจทำให้เกิดปัญหาโดยตรงถ้ามีปริมาณมาก หรือทางอ้อมทำให้พืชในน้ำเติบโดเร็วใช้ออกซิเจนในน้ำจนหมด หรือทำให้สัตว์น้ำพืชน้ำตาย
1.3 ของเสีย น้ำเสีย สารเคมี สารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ไม่ผ่านกระบวนการบำบัดที่ถูกต้องสมบูรณ์ ส่งผลทำให้สัตว์น้ำ พืชน้ำตาย โดยสาเหตุดังกล่าวนี้ทำให้เกิดผลกระทบความเสียหายที่รุนแรงที่สุด
1.4 ของเสีย มูล และน้ำล้างคอก จากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เช่น ฟาร์มสุกร โค ไก่ ฯลฯ น้ำทิ้งจากฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ฯลฯ ที่ไม่ผ่านกระบวนการบำบัดปล่อยสู่แหล่งน้ำ

ปัญหาที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นโดยตรงและเกิดผลรวดเร็วถ้ามีการทิ้งน้ำเสียที่ไม่ได้ผ่านการบำบัดที่สมบูรณ์ หรือทิ้งของเสีย ขยะมูลฝอย สารเคมี สารพิษ ลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง และจะเกิดขึ้นทางอ้อมแบบค่อยๆ ส่งผลกระทบ เกิดจากการการจัดการ ควบคุม บำบัด กำจัดไม่ดี สารพิษจะถูกชะล้างไปสู่แหล่งน้ำ หรือซึมลงสู่ชั้นน้ำใต้ดินช้า ๆ

สาเหตุที่ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ

เกิดจากน้ำทิ้งและสิ่งปฏิกูลจากแหล่งชุมชน เช่น น้ำที่ใช้ซักฟอกทำความสะอาดซึ่งส่วนใหญ่มีสารอินทรีย์ปะปนมากับน้ำทิ้งเหล่านั้นจนทำให้เกิดมลพิษทางน้ำ
น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมหากโรงงานมีการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงในแหล่งน้ำทำให้น้ำเน่าเสียได้ง่ายเพราะมีปริมาณมากและสารปนเปื้อนมีอัตราสูง
น้ำเสียที่เกิดจากธรรมชาติ อาจเกิดจากการเน่าเสียเมื่อน้ำอยู่ในสภาพนิ่งไม่มีการไหลเวียนถ่ายเท



กำจัดกลิ่น น้ำเน่าเสียจะส่งผลกระทบเริ่มจากการมีกลิ่นเหม็น  ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/วิธีบำบัดน้ำเสีย/

4
หัวเชื้อสำหรับเติมในน้ำหมักชีวภาพ ได้แก่ สารเร่ง พด. 2 และพด.6 พัฒนาโดยกรมพัฒนาที่ดิน มีลักษณะที่แตกต่างกัน สารเร่งพด.2 ใช้ในการหมักน้ำหมักชีวภาพสำหรับรดดิน และต้นพืช ส่วนสารเร่งพด. 6 ใช้สำหรับหมักน้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้เพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์ในดิน และน้ำเสีย ประกอบด้วยจุลินทรีย์ 3 สายพันธุ์ ดังนี้

1. ยีสต์ผลิตแอลกอฮอล์ กรดอินทรีย์ และวิตามินบี Saccharomyces sp.
2. แบคทีเรียผลิตกรดแลคติก Lactobacillus sp.
3. แบคทีเรียย่อยสลายโปรตีน Bacillus sp.

วิธีทำน้ำหมักชีวภาพ
การทำน้ำหมักชีวภาพจะเลือกใช้วัสดุใดในการหมักนั้น ควรเลือกใช้วัสดุหมักที่สามารถหาได้ง่ายในครัวเรือน แปลงเกษตรของตนเองหรือหาได้ง่ายในท้องถิ่น ส่วนหัวเชื้อสามารถเลือกใช้สารเร่งพด.2 หรือ พด.6 ตามวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้เป็นหลัก

ส่วนผสมน้ำหมัก

• น้ำหมักชีวภาพ สูตร 1
หมักจากผักและผลไม้ จำนวน 50 ลิตร (หมัก 7 วัน)
– ผัก หรือผลไม้ 4 ส่วน ได้แก่ 40 กิโลกรัม
– กากน้ำตาล 1 ส่วน ได้แก่ 10 ลิตร
– น้ำ 1 ส่วน ได้แก่ 10 ลิตร
– สารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง (25 กรัม) ใช้หมักได้ 50 ลิตร

• น้ำหมักชีวภาพ สูตร 2
หมักจากปลาหรือหอยเชอรี่ จำนวน 50 ลิตร (หมัก 21 วัน)
– ปลา 3 ส่วน
– กากน้ำตาล 1 ส่วน
– ผลไม้ 1 ส่วน
– น้ำ 1 ส่วน
– สารเร่ง พด.6 หรือ พด.2 จำนวน 1 ซอง (25 กรัม)

การใช้กากน้ำตาลเป็นส่วนผสมในตัวหมักจะทำให้ได้น้ำหมักที่มีสีน้ำตาลเข้ม แต่หากหมักด้วยอินทรีย์วัตถุเพียงอย่างเดียวจะได้น้ำหมักเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือตามสีของวัตถุที่เติมลงหมัก

น้ำหมักชีวภาพจากเศษอาหารในครัวเรือน
เศษอาหารในครัวเรือนมักมีข้อจำกัด คือ เน่าง่าย และมีกลิ่นเหม็น และเกิดในปริมาณน้อยในแต่ละวัน จึงเป็นปัญหาในการรวบรวม

น้ำหมักชีวภาพจากเศษอาหารที่เกิดขึ้นน้อย ทำได้โดยเตรียมชุดน้ำหมักข้างต้น (น้ำ+สารเร่ง+กากน้ำตาล) ในถังให้พร้อมก่อน หลังจากนั้น จึงเทเศษอาหารลงในแต่ละวันที่เกิดขึ้น อาจเทได้ประมาณ 7-15 วัน ขึ้นอยู่กับขนาดถังที่เตรียม และต้องเตรียมชุดน้ำหมักเพียงค่อนถังหรือครึ่งถัง



หัวเชื้อจุลินทรีย์ ใช้ในการหมักน้ำหมักชีวภาพสำหรับรดดิน และต้นพืช ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/หัวเชื้อจุลินทรีย์/

5
กำจัดสาหร่าย ในน้ำ ควบคุมการบลูมของสาหร่าย “การบลูมของสาหร่ายสีเขียวและสีน้ำตาล” เป็นภาวะที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสาหร่าย สร้างมลภาวะแก่น้ำ เป็นสาเหตุทำให้น้ำเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น รวมทั้งเป็นแหล่ง หมักหมมสิ่งสกปรกทั้งหลาย

ถ้ายิ่งปล่อยทิ้งเอาไว้เป็นระยะเวลานาน ก็ยิ่งสร้างปัญหามากขึ้น สารพิษที่สาหร่ายสร้างขึ้นเป็นอันตรายและมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำและผู้สัมผัส นอกจากสาหร่ายแล้ว ยังมีกลุ่มสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น กลุ่มแพลงตอนพิษ กลุ่มแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์น้ำ กลุ่มเชื้อโรคก่อโทษ ก็พบได้มากจากน้ำสกปรก ปัญหานี้ถ้าปล่อยทิ้งไว้ในระยะยาวจะแก้ไขได้ยาก ทำให้ สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล

อะไรคิอไมแอ็ค
ไมแอ็ค เป็นสารชีวภาพชนิดผง เพื่อการ กำจัดสาหร่าย และ ปรับสภาพแหล่งน้ำ เกิดจากการวิจัยและพัฒนาของนักวิจัยกลุ่มเบสท์แคร์ โดยการคัดเลือกจุลินทรีย์คัดสายพันธ์พิเศษผสานกับนาโนเทคโนโลยี และสารประกอบชีวภาพอื่น ที่ สามารถกำจัดสารอินทรีย์และแปรรูปสารอินทรีย์ เป็นรูปแบบอื่น เช่น เปลี่ยนสารอินทรีย์ เป็น กรดแล็คติก คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และเซลล์ใหม่ของจุลินทรีย์ เป็นการช่วย ลดปริมาณธาตุอาหาร หรือ สารอาหารที่เร่ง การบลูมของสาหร่าย ได้แก่ ลดสารไนโตรเจน ลดสารฟอสเฟต และ ไมแอ็ค มีสารประกอบพิเศษ ที่ช่วยทำลายผิวเซลล์ และ ยับยั้งการเจริญของเซลล์สาหร่าย ปรับค่าคุณสมบัติของน้ำ (pH ค่าพีเอช) ไม่ให้เหมาะกับการเจริญของสาหร่าย และ ควบคุมความเสถียรของค่าความเป็นกรด ด่างของน้ำ จึงเป็นการควบคุมสาหร่ายโดยวิธีชีวภาพ ที่สร้างสมดุลให้กับสระน้ำและไม่ทำลายสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นในแหล่งน้ำ




กำจัดสาหร่าย และ ปรับสภาพแหล่งน้ำโดยการคัดเลือกจุลินทรีย์คัดสายพันธ์พิเศษ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/กำจัดสาหร่าย/

6
น้ำเสีย ไม่ใช่แค่น้ำที่มีสีดำหรือมีกลิ่นเหม็น แต่คือน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนไม่มากพอ สิ่งมีชีวิตไม่อาจอาศัยอยู่ได้ ดังนั้น น้ำที่เราเห็นว่าใส แต่หากมีออกซิเจนไม่เพียงพอหรือมีสารพิษเจือปน ก็นับเป็นน้ำเสียได้เช่นกัน แล้วน้ำเสียเกิดจากอะไร เราลองไปตั้งต้นกันที่พื้นฐานสักนิด ว่าในน้ำมีอะไรบ้าง 3 สิ่งที่มีในน้ำและเราควรรู้จัก ได้แก่

1. สารประกอบ เช่น ออกซิเจน ไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ โซลเฟต และอื่นๆ อีกมากมาย

2. สารอินทรีย์ละลายน้ำ หรือ ซากพืชซากสัตว์และสิ่งต่างๆ ที่ทำปฏิกิริยาละลายอยู่ในน้ำ

3. จุลินทรีย์ ซึ่งกินอาหารอินทรีย์ละลายน้ำเป็นอาหาร โดยใช้สารประกอบต่างๆ เป็นพลังงาน จุลินทรีย์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

– กลุ่มที่ใช้ออกซิเจนเป็นพลังงาน หรือ เอโรบิค
– กลุ่มที่ไม่ใช้ออกซิเจนเป็นพลังงาน หรือ อะเนโรบิค และ
– กลุ่มที่อยู่ได้ทั้ง 2 ภาวะ ถ้ามีออกซิเจนก็ใช้ ถ้าไม่มีก็จะใช้สารประกอบอื่นๆ

น้ำท่วม ได้พัดพาสารประกอบและสารอินทรีย์จำนวนมากมาด้วย โดยมาในรูปแบบของขยะ ดินโคลน และสารอินทรีย์ละลายน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของเหล่าจุลินทรีย์ ขณะที่น้ำยังมีออกซิเจน เจ้าเอโรบิค หรือกลุ่มที่ใช้อากาศ ก็จะใช้ออกซิเจนเป็นพลังงานในการกินสารอินทรีย์ เมื่อมีอาหารมากก็กินมาก กินมากก็เพิ่มจำนวนมาก เพิ่มจำนวนมาก ก็ใช้พลังงานมาก ออกซิเจนจึงเริ่มน้อยลง เมื่อนั้นเองเจ้าอะเนโรบิค ซึ่งกินโดยใช้สารประกอบอื่นเป็นพลังงานได้ ก็เริ่มครองพื้นที่แทน แต่มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่ใช้โซลเฟิลเป็นพลังงาน เจ้าตัวนี้เองที่คายผลผลิตหลังการกินออกมาเป็นไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ ก๊าซไข่เน่า ซึ่งเป็นต้นเหตุให้น้ำมีกลิ่นเหม็นนั่นเอง

น้ำ มีความสามารถในการบำบัดตัวเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว เช่นการไหลของน้ำ จะทำให้น้ำมีออกซิเจนจากอากาศละลายลงสู่น้ำเพิ่มขึ้น หรือการที่น้ำมีจุลินทรีย์ ก็เป็นกลไกการย่อยสลายตามธรรมชาติ แต่บางครั้งเมื่อน้ำท่วมขัง ไม่มีการไหล หรือมีปริมาณสารอินทรีย์ละลายน้ำมาก จนย่อยสลายตามธรรมชาติไม่ทัน เราก็ต้องการแก้น้ำเสียด้วยมือเราเอง วิธีการแก้มี 3 วิธี คือ

1. การเติมออกซิเจน
2. การใช้สารเคมี
3. การลดปริมาณสารอินทรีย์ละลายน้ำ




รู้ทัน น้ำเน่าเสีย ทำให้เราทุกคนต่างมองหาทางแก้ EM หรือ จุลินทรีย์ชีวภาพ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/จุลินทรีย์ชีวภาพ/

7
หลายๆคนรู้ดีอยู่แก่ใจครับว่า การซื้อรถยนต์ที่มีเบาะหุ้มด้วยหนังนั้น มันย่อมดูแลง่าย กว่าเบาะผ้า หรือเบาะกำมะหยี่อย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ต้องทำความสะอาดกันเลยนะครับ ลองมาดูกันหน่อยครับว่า วิธีทำความสะอาดเบาะหนัง นั้น มันช่างง่ายกว่าเบาะประเภทอื่นขนาดไหน

เตรียมอุปกรณ์กันก่อนเลย
1. สบู่เหลว ผสมน้ำอุ่นแบบอ่อนๆ

2. แปรงสีฟันขนนุ่มๆ ใช้แล้วหรือซื้อใหม่ก็ได้ไม่ว่ากัน

3. ผ้าขนหนูนุ่มๆ สะอาดๆ 2 – 3 ผืน

4. สเตคลีน หรือน้ำยาทำความสะอาดเบาะหนัง (ใช้ในกรณีที่เบาะสกปรกมาก)

5. วาสลีน หรือ พวกเบบี้โลชั่น (ไว้ใช้เคลือบเบาะ)

วิธีทำความสะอาดเบาะหนัง แบบหมูๆ
การทำความสะอาดเบาะหนัง ไม่จำเป็นต้องถอดเบาะออกมาล้างทั้งตัวเหมือนเบาะผ้า เบาะกำมะหยี่ เพื่อนๆสามารถขึ้นไปล้างในรถได้เลย ถ้าพร้อมแล้วลุยเลยครับ

1. ขั้นตอนแรก ใช้ผ้าขนหนูที่เตรียมไว้ ชุบน้ำสบู่ที่ผสมไว้ในข้างต้นแล้วบิดหมาด เช็ดทำความสะอาดให้ทั่วตัวเบาะ ซัก 2 – 3 รอบครับ

2. ใช้แปรงสีฟัน จุ่มกับน้ำสบู่ที่ผสมไว้อีกครั้ง จากนั้นแปรงวนเป็นวงกลม ในบริเวณที่มีคราบสกปรก ตามร่องเบาะต่างๆ ค่อยๆแปรงนะครับ หากแปรงแรงเดี๋ยวเบาะหนังที่กำลังเปียกจะเป็นขลุย แล้วจะมีปัญหาแน่นอนครับ

3. เมื่อเปรงเสร็จแล้ว ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเปล่าบิดหมาดเช็ดน้ำสบู่ออกให้หมด อาจเช็ดซัก 2 – 3 รอบก็ได้ครับ เพียงเท่านี้ก็จะได้เบาะที่มีหนังเงางาม จากนั้นเพียงแค่แง้มกระจกรถยนต์ไว้ เพื่อเป็นการตากเบาะให้แห้ง



น้ำยาทำความสะอาด วิธีทำความสะอาดเบาะหนัง ง่ายมว๊าก!!! ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/น้ำยาทำความสะอาด/

8
 BCI หรือ กลุ่มบริษัทเบสท์ แคร์ เป็นองค์กรที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพ วิจัย พัฒนา ผลิตจุลินทรีย์และเอนไซม์ขจัดคราบน้ำมัน จากโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO มีผลงานเป็นที่ยอมรับจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน ชุมชน มายาวนานกว่า 16 ปี

BCI-Enzyme Cleaner เอ็นไซม์ ย่อยสลายคราบน้ำมัน น้ำยาล้างคราบน้ำมัน BEN KLEAN Oil Removal® คือ BCI-Enzyme Cleaner เอนไซม์ล้างคราบน้ำมัน เป็นนวัตกรรมล่าสุดจาก BCI ที่ได้คิดค้นสกัด Enzyme & Bio Surfactant ที่มีความโดดเด่นพิเศษ มีคุณสมบัติ pH ที่เป็นกลาง ปลอดภัย ถนอมมือ และถนอมทุกผิวสัมผัส มีประสิทธิภาพสูงในการขจัดคราบน้ำมันทุกชนิดได้รวดเร็ว สามารถใช้ในการชำระล้างทั้งแบบแห้งและใช้น้ำ เหมาะกับการนำไปล้างคราบน้ำมันทั้งจากน้ำมันปีโตรเคมี และน้ำมันอินทรีย์

BEN KLEAN Oil Removal® BEN KLEAN Oil Removal® ผลิตภัณฑ์ล้างคราบน้ำมันอุตสาหกรรม พลังย่อยสลายและกำจัดคราบน้ำมันเข้มข้น
คุณสมบัติที่โดดเด่น

พลังทำความสะอาดเข้มข้น สามารถนำไปเจือจางได้อีก 20 เท่า
ขจัดคราบน้ำมันได้ทุกชนิด โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง
มีประสิทธิภาพสูงในการล้างทุกพื้นผิว ล้างเครื่องมือ ล้างชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ และล้างมือ
กำจัดคราบสนิมได้ดี
ไม่ก่อให้เกิดการผุกร่อน และไม่ลุกติดไฟ
มี pH เป็นกลาง อ่อนโยนและปลอดภัยต่อผิวสัมผัส
ล้างและกำจัดกลิ่นเหม็นในคราเดียว
ปลอดภัยต่อคน สัตว์ และรักษาสิ่งแวดล้อม
ขนาดบรรจุ 1 ลิตร , 5 ลิตร . 20 ลิตร Reg. No. 23/2559

ส่วนผสม เอนไซม์สกัดจาก BCI 90% , BCA 9.5% , สีและกลิ่นธรรมชาติ 0.5 %

วิธีการใช้งาน
ใช้ เบนคลีน ออยรีมูฟเวอร์ แบบเข้มข้นเทลงบนพื้นผิวงานที่สกปรกมากโดยตรง
หรือนำไปเจือจากกับน้ำสะอาดได้ถึง 20 เท่า เพื่อนำไปใช้งานแต่ละประเภท

– ล้างส่วนประกอบเครื่องจักร ผสมเจือจาง 1:5




น้ำยาล้างคราบน้ำมัน น้ำมันอุตสาหกรรม พลังย่อยสลายและกำจัดคราบน้ำมันเข้มข้น  ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/น้ำยาล้างคราบน้ำมัน/

9
มืออาชีพดับกลิ่นบ่อบำบัดน้ำเสียด้วยจุลินทรีย์หอม บำบัดกลิ่นเน่าเหม็นในบ่อบำบัดน้ำเสีย มีปัญหาบ่อบำบัดน้ำเสียส่งกลิ่นเหม็นรบกวนใจใช้จุลินทรีย์หอมกลิ่นหอมทันทีที่ใช้

อีกปัญหายอดฮิตอันดับ 2 คือ กลิ่นเหม็นจากบ่อบำบัดน้ำเสีย ซึ่งตามปกติน้ำเสียทั้งหมดของโรงงานหรือบริษัทต่างๆจะถูกนำไปเก็บหรือระบายไปเก็บไว้ที่บ่อบำบัดส่วนกลาง เป็นแหล่งเก็บของเสียหรือน้ำเสียรวม ของเสียต่างๆอาจจะมาจากไลน์ผลิตและห้องน้ำส่วนกลางแล้วนำมาบำบัดที่บ่อบำบัดที่สร้างขึ้นมา ของเสียในน้ำเสียอาจจะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนรอบๆบริเวณ น้ำเสียเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการบำบัดให้เป็นน้ำดีก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมสาธารณะ น้ำเสียส่วนใหญ่จะอยู่ในบ่อบำบัดลากูน ซึ่งเป็นบ่อธรรมชาติหรือบ่อปูน และส่วนใหญ่การบำบัดน้ำเสียยังไม่สมบูรณ์จึงเกิดปัญหาส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณรอบๆบ่อบำบัดและบริเวณข้างเคียง การแก้ปัญหานี้ด้วยการเติมหรือเพิ่มจุลินทรีย์ลงในบ่อบำบัดน้ำเสีย เพื่อให้จุลินทรีย์ไปย่อยสลายของเสียที่ยังไม่ได้รับการย่อยสลาย การเพิ่มจุลินทรีย์ลงในระบบบ่อบำบัดต้องมากพอสำหรับปริมาณน้ำเสีย ถ้าเติมจุลินทรีย์น้อยเกินไปจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

ควรเติมจุลินทรีย์ในบ่อบำบัดน้ำเสียบ่อยแค่ไหน?

ควรเติมจุลินทรีย์ย่อยสลายของเสียน้ำเสียอย่างน้อยเดือนละครั้งหรือบ่อยครั้งได้ยิ่งเป็นการดี ปริมาณการเติมในแต่ละครั้งควรเติมให้มากพอสำหรับน้ำเสีย

การแก้ปัญหากลิ่นเหม็นจากบ่อบำบัดน้ำเสียที่ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน

ด้วยการบำบัดด้วยจุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย อาจจะเป็นจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจนและจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออซิเจนร่วมกันก็ได้ เพราะลำพังจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจนอาจจะไม่เพียงพอต่อปริมาณน้ำเสียหรือของเสียที่เกิดขึ้น กรณีที่การย่อยสลายน้ำเสียหรือของเสียของจุลินทรีย์ยังไม่สมบูรณ์จะเกิดปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์หรือกลิ่นเหม็นเกิดขึ้น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเติมหรือเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์เข้าไปในระบบบำบัดน้ำเสียหรือเติมลงในบ่อเกรอะให้เพียงพอต่อปริมาณน้ำเสีย เพื่อปฏิกิริยาการย่อยสลายจะได้สมบูรณ์ กลิ่นเหม็นต่างๆก็จะน้อยลงหรือไม่ปรากฎ จะเห็นได้ว่า ปริมาณจุลินทรีย์ต้องพอเหมาะหรือมากกว่าน้ำเสียหรือของเสียที่เกิดขึ้น กลิ่นเหม็นจึงจะหายไปหรือลดลง ควรเติมจุลินทรีย์เป็นระยะๆ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เนื่องจากจุลินทรีย์บางส่วนในบ่อเกรอะอาจเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ ทำให้ปริมาณจุลินทรีย์ในบ่อเกรอะลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นต้องเติมจุลินทรีย์เพิ่มลงในบ่อเกรอะดังกล่าว

การใช้จุลินทรีย์-Kasama บำบัดน้ำเสียและดับกลิ่นเหม็นในบ่อบำบัดน้ำเสียที่ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน

อัตราส่วนการใช้

1. กรณีที่น้ำเสียในบ่อเกรอะไม่วิกฤติมาก ให้ใช้จุลินทรีย์อัตราส่วน จุลินทรีย์ 1 ลิตร ต่อ น้ำเสีย 1 ลูกบาสก์เมตร ( 1 คิว )

2. กรณีที่น้ำเสียในบ่อเกรอะนั้นวิกฤติมากๆหรือส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง ให้เพิ่มปริมาณการใช้จุลินทรีย์เป็น 2-3 เท่าของการใช้ในภาวะปกติ



บ่อ บำบัดน้ำเสีย ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/บำบัดน้ำเสีย/

10
โบท้อก ที่เรารู้จักกันนั้นแท้จริงมีหลายยี่ห้อ

ระยะหลังหลายคนคงเคยได้ยินชื่อ โบท้อก Dysport มากขึ้น

ฉีดเหมือนกันไหม ? แตกต่างจากโบท้อกอื่นอย่างไร ?

หาคำตอบได้ที่นี่ค่ะ

โบท้อก Dysport ต่างจากโบท้อกอื่นอย่างไร ?

ทั้งคู่โบท้อก และ Dysport คือ Botulinum toxin A เช่นเดียวกัน

Dysport ราคาถูกกว่า

Dysport ราคาถูกกว่า Botox เล็กน้อย

วิธีการผสมและขนาดยาตัวโบท้อกและ Dysport จะแตกต่างกัน

สรุปคือ จำนวนยูนิตที่ต้องฉีดในตำแหน่งเดียวกัน Dysport จะใช้ประมาณสองเท่าของโบท้อก

แต่ด้วยความที่ราคาต่อยูนิตของ Dysport จะถูกกว่าโบท้อกประมาณครึ่งหนึ่ง

คำนวนแล้ว Dysport จะถูกกว่าโบท้อกเล็กน้อยแต่ไม่มากค่ะ

Dysport มาจากประเทศอังกฤษ

Dysport ออกฤทธิ์เร็วกว่าโบท้อก เล็กน้อยประมาณ 1 วัน

ทั้งโบท้อกและ Dysport ออกฤทธิย์ยาวนานไม่ต่างกัน

10 เทคนิคโบท้อกเพื่อความงาม 0
BY CHONTIROT ON   JUNE 11, 2015 โบท้อก
พูดถึงเรื่องเสริมความงาม หลายคนคงคิดถึง botox

โบท้อกเสริมความงามอะไรได้บ้าง

หาคำตอบได้ทีนี่ค่ะ

1 . โบท้อกหน้าเรียว
โบท้อกหน้าเรียว

คือการฉีดโบท้อกเข้าที่กล้ามเนื้อมุมกราม ให้เล็กลง

ทำให้กรอบหน้าดู V ขึ้นค่ะ กรณีกรามเหลี่ยมจากกระดูกและไขมัน

การฉีดโบท้อกไม่ช่วยนะคะ ต้องฉีดสลายไขมันหรือผ่าตัดลดกรามค่ะ




โบท็อกหน้าเรียว ฉีดเหมือนกันไหม ? แตกต่างจากโบท้อกอื่นอย่างไร ? ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/botoxวุฒิศักดิ์/

11
อาหารใต้…เป็นอาหารไทยที่มีรสชาติจัดจ้านมากที่สุด เพราะเมนูส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของ เครื่องแกงและเครื่องเทศต่างๆ นิยมทานคู่กับผักสดเพื่อช่วยลดความเผ็ด หากใครชอบอาหารประเภทนี้วันนี้ ขอแนะนำร้านอาหารใต้ รสชาติจัดจ้าน หาทานได้ในกรุงเทพฯ มาฝากกันค่ะ

1.คุณละเอียดอาหารปักษ์ใต้

คุณละเอียดอาหารปักษ์ใต้ ร้านอาหารบรรยากาศสบายๆ สไตล์การตกแต่งร้านเรียบง่าย เน้นโทนสีฟ้า พร้อมทั้งมีหนังตะลุงติดตามฝาผนังให้ดูมีจุดเด่น เมนูอาหารหลากหลายให้เลือกรับประทาน

วันและเวลาเปิดปิดทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 07.00 – 19.00 น

2.ฉวาง อาหารปักษ์ใต้

ร้านฉวาง มีอาหารให้เลือกชิมมากกว่า 50 อย่างต่อวัน ขายมานานกว่า 30 ปี ถึงจะเป็นอาหารใต้แต่รสชาติไม่เผ็ดมากภายในเป็นบรรยากาศเปิดโล่งทั้งหมด กว้างขวาง สะดวกสบาย ตกแต่งโทนสีสบายตา

วันและเวลาเปิดปิดทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 07.30-19.30 น.

3.ดาวใต้

ร้านอาหารดาวใต้ ร้านอาหารปักษ์ใต้ บรรยากาศแบบเป็นกันเอง ภายในกว้างขวาง สะดวกสบาย เมนูอาหารมีมากมายให้ลิ้มลอง วัตถุดิบเลือกสรรอย่างดีใส่ใจทุกขั้นตอน เมนูแนะนำ แกงไตปลา, ผัดพริกกระดูกหมูอ่อน, แกงเหลืองก้านคูน รสชาติเผ็ดร้อนเข้มข้นกลมกล่อม

วันและเวลาเปิดปิดทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 06.30 – 20.00 น.

4.เจ๊หลั่นข้าวแกงปักษ์ใต้

เจ๊หลั่นข้าวแกงปักษ์ใต้ ร้านตั้งอยู่แจ้งวัฒนะ 14 จำหน่ายอาหารใต้ รสชาติจัดจ้านสมชื่อแกงใต้เลยทีเดียว แถมยังมีน้ำพริกผักสดๆทานฟรีอีกด้วย

วันและเวลาเปิดปิดทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 06.30 – 14.00 น.

5.ปักษ์ใต้กลาง

ร้านอาหารปักษ์ใต้กลาง จำหน่ายอาหารใต้มากมาย รสชาติจัดจ้านน่าลิ้มลอง

วันและเวลาเปิดปิดทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 07.00 – 20.30 น.

6.ปักษ์ใต้ 41 สาขา 1

ร้านอาหารปักษ์ใต้ 41 ร้านอาหารใต้รสจัดจ้าน เป็นร้านแบบเปิดโล่ง ตกแต่งสไตล์เรียบง่ายแบบทั่วไป มีอาหารปักษ์ใต้ไว้บริการคุณมากมายหลากหลายเมนู อร่อยแบบต้นตำหรับปักษ์ใต้แท้ ๆ

วันและเวลาเปิดปิดทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 06.00 – 15.00 น.

7.อาหารปักษ์ใต้พี่ตุ่ม

รวมร้านอาหารใต้ อร่อยอย่างแรง รสชาติจัดจ้าน

ร้านอาหารปักษ์ใต้พี่ตุ่ม ตกแต่งด้วยโทนสีครีมเรียบๆ บรรยากาศสบายๆ วัตถุดิบคัดสรรอย่างดีใส่ใจทุกขั้นตอน เมนูอาหารแนะนำ ข้าวยำปักษ์ใต้, คั่วกลิ้งหมู, หมูผัดกะปิ, ไตปลากะทิ, แกงขี้เหล็กปลาย่าง รสชาติเข้มข้นกลมกล่อมหอมอร่อย

วันและเวลาเปิดปิดทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 18.30 น.

 


ร้านอาหาร ใต้ อร่อยอย่างแรง รสชาติจัดจ้าน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/ร้านอาหาร/

12
เชื่อว่าหลายคนก็คงอยากจะมีบ้านหลังใหญ่ๆ ที่มีพื้นที่กว้างๆ แต่บางครั้งก็มีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถสร้างบ้านได้อย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ไม่เป็นค่ะ เพราะวันนี้ Gurubaan. มีแบบบ้านหน้าแคบมาฝาก ถึงแม้ว่าความกว้างของตัวบ้านจะไม่มาก แต่องค์ประกอบต่างๆ ของตัวบ้านก็แพ้บ้านหลังใหญ่เลยล่ะค่ะ ถ้าไม่เชื่อก็ตามไปชมแบบบ้านหน้าแคบกันเลยดีกว่าค่ะ

แบบบ้านหน้าแคบหลังแรก บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะตัวบ้านออกแบบให้ดูเรียบง่าย กว้าง ดูไม่อึดอัด เเถมยังมีพื้นที่ใช้สอยด้านล่างไว้ทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อีกด้วย

บ้านหลังนี้ประตูบานใหญ่เป็นกระจกทั้งชั้นบน และชั้นล่าง ทำให้บ้านดูโปร่ง เปิดรับเเสงธรรมชาติ ดูไม่อึดอัด ด้านหน้ายังปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับบ้านอีกต่างหาก

ตัวบ้านดูโมเดิร์นสุดๆ แต่ก็มีความเท่จากการเลือกใช้สีเทา นอกจากนี้ยังใช้กระจกเพื่อทำให้บ้านดูโปร่ง โล่งสบายมากขึ้น เเละช่วยรับเเสงจากด้านหน้าเข้าไปไหนตัวบ้านได้อีกด้วย

ถึงเเม้พื้นที่จะมีจำกัดเเต่ก็เต็มไปให้ประโยชน์ใช้สอยภายในบ้านอย่างครบครัน และเลือกใช้กระจกบานใหญ่ให้เห็นถึงด้านในของบ้าน ซึ่งจะทำให้บ้านดูโปร่งสบายตา

แม้ว่าพื้นที่หน้าบ้านจะแคบและมีแนวยาว แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคเลย เพราะมีพื้นที่ใช้สอยได้อย่างชัดเจน บริเวณหลังบ้านมีพื้นที่ไว้ทำกิจกกรมกลางแจ้ง

หากใครชอบแนวเอเชียนลุคลองดูแบบนี้เลย กำแพงหน้าบ้านทำจากผนังอิฐ มีกระถางต้นไม้เพิ่มความสดชื่น บานประตูเลือกใช้บานไม้สีน้ำตาลเข้มดูตัดกับกำแพงบ้าน ส่วนตัวบ้านใช้โทนสีขาว เน้นความเรียบง่ายแต่ก็มีรายละเอียดซ่อนอยู่เล็กๆ

ลักษณะบ้านเป็นผนังอิฐ นำกระจกเข้ามาช่วยสร้างบรรยากาศให้พื้นที่ภายในดูไม่อึดอัด ก็เลยเลือกใช้ประตูกระจกบานใหญ่ นอกจากจะช่วยเรื่องแสงส่องเข้ามาถึงด้านในแล้ว ยังสร้างความรู้สึกให้บ้านดูทันสมัย

แม้จะดูเรียบง่ายด้วยการใช้โทนสีขาวเป็นสีหลักในการตกแต่งทั้งหมด แต่บ้านหลังนี้ก็ซ่อนความสวยมีเสน่ห์ไว้ด้วยการใช้กระจกบานใหญ่ และประตูบ้านที่เป็นสีเขียวช่วยเติมเต็มให้บ้านดูสวยงามสดใส

แบบบ้านดิบๆ แต่ดูมีสไตล์ที่ผสมผสานระหว่างคอนกรีตกับอิฐ ด้านบนอย่างมิดชิด เผยให้เห็นถึงแค่พื้นที่ส่วนล่าง ที่เป็นประตูทางเข้าบ้าน ก็ดูเก๋ไก๋ไปอีกแบบ ทำให้บ้านดูมีดีไซน์เเละมีความเเตกต่างไม่เหมือนใคร



บ้าน หน้าแคบพื้นที่จำกัดก็สวยได้ ที่มีพื้นที่กว้างๆ  ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/บ้าน/

13
ทุกวันนี้มือถือมีบทบาทมากมายต่อการดำรงชีวิตของคนทั่วไปอยู่แต่บางคนเลือกมือถือที่ราคาถูกแต่อาจจะยังไม่เหมาะสมกับคุณ โดยเฉพาะเรื่องของความจำในตัวเครื่อง วันนี้ Sanook! Hitech จะมาแนะนำว่า การเลือกซื้อมือถือนั้น ความจำเท่าไหร่ ถึงจะพอใช้กับรูปแบบของตัวคุณ

ความจำในตัวมือถือสำคัญแค่ไหน

One Plus 6 ความจำ 256GB

ก่อนอื่นต้องมารู้ก่อนว่า “ความจำมือถือสำคัญกับคุณแค่ไหน” ส่วนมากแล้วนอกจากความจำเสริมอย่าง Micro SD ที่สามารถถอดได้แล้ว ยังมีความจำในตัวเครื่องที่เปรียบเหมือนกับ Hard Disk ของคอมพิวเตอร์เช่นกัน โดยส่วนนี้จะเก็บทั้งระบบปฏิบัติการและ Application ด้วย

โดยมากความจำในตัวเครื่องถ้าเปิดมา เช่น 8GB คุณจะเหลือใช้เพียงแค่ 4GB โดยประมาณ เพราะจะมีทั้งโปรแกรมติดเครื่อง, ระบบปฏิบัติการ อยู่ภายใน ซึ่งบางครั้งคุณสามารถลบโปรแกรมติดเครื่อง บางโปรแกรมได้ แต่ถ้าปิดการทำงานก็อาจจะยังค้างอยู่ในเครื่อง

อีกประโยชน์ของความจำในตัวเครื่องคือ เมื่อมาตรฐานดีกว่าของการ์ดความจำภายนอก หรืออุปกรณ์เสริม ทำให้การเขียนและอ่านทำได้เร็วขึ้น (บางเครื่องต้องขึ้นอยู่กับ CPU และความจำอย่างเช่น RAM ด้วย)

เลือกความจำในตัวมือถือเท่าไหร่ถึงจะพอ

Xiaomi Redmi Note 5 ความจำ 64GB

วิธีการดูนั้นนอกจากเลือกมือถือที่ชอบก่อนแล้ว ความจำในตัวเครื่องนั้นควรอยู่ที่ 32GB ขึ้นไป สำหรับในยุคของปี 2018 ซึ่งคุณสามารถเก็บภาพและวิดีโอ โหลด Apps ได้ระดับหนึ่ง

ถ้าเป็นสายถ่ายภาพและวิดีโอแนะนำว่าควรมองมากกว่า 64GB ขึ้นไป ถ้าไม่คิดจะใช้การ์ดความจำเสริม หรือจะใส่ซิมการ์ด 2 ใบขึ้นไป เพราะรูปส่วนใหญ่จะมาแย่งพื้นที่ในตัวทำให้การติดตั้ง Application อาจจะไม่พอได้

ซึ่งความจำในตัวเครื่องที่เยอะจะต้องแลกมาด้วยราคาเครื่องที่สูงเช่นกัน ตัวอย่าง iPhone X ความจำ 64GB ราคานั้นจะอยู่ราวๆ 40,500 บาท แต่ iPhone X ความจำ 256GB ราคาอยู่ที่ 46,500 บาท เป็นต้น



และอย่าลืมว่า แม้ความจำในตัวมือถือเยอะแล้ว ควรจะหาอุปกรณ์สำรองข้อมูลในกรณีฉุกเฉินเช่น ความจำเต็ม, หรือมือถือกำลังส่งซ่อม รวมถึงใช้ Cloud ในการสำรองข้อมูลก็จะดีไม่น้อย เพื่อให้ข้อมูลที่มีค่าของคุณคงอยู่เสมอ




เลือกมือถืออย่างไรให้มีความจำในตัว เพียงพอต่อการใช้งานของคุณ https://www.potatotechs.com/มือถือ/

14
หลายคนอาจคิดใช่ไหมคะว่า นกพูดได้ที่เราจะนำมาเสนอกันในวันนี้คงไม่พ้นนกแก้วนกขุนทอง ที่เป็นนกช่างพูดช่างเจรจาเป็นแน่แท้ ถ้าคุณกำลังคิดแบบนั้น ขอบอกเลยว่า….คุณคิดผิดค่ะ!! วันนี้เราจะมานำเสนอเรื่องของนกพูดได้ในแบบฉบับของ Petcitiz อยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่ามีพันธุ์ไหนบ้าง ตามมาดูกันเล้ย ย ยย

1.นกสาริกา (Magpie)
นกชนิดนี้จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับอีกา แต่ต่างจากนกในวงศ์อีกาชนิดอื่นๆ นั่นก็คือ โดยปกติแล้วมันจะเป็นนกที่ขี้อาย เรามักได้ยินเสียงร้องดังก้องของมันแทบทุกครั้งที่เข้าป่า แต่มีโอกาสเห็นตัวชัดๆ ได้ไม่ง่ายนัก สามารถส่งเสียงร้องได้หลายรูปแบบ บางครั้งก็เลียนเสียงนกชนิดอื่น รวมถึงเสียงของคนอีกด้วยนะ

2.นกซันคอนัวร์ (Sun Conure)
เป็นนกที่มีตระกูลมาจากนกแก้ว ลำตัวยาวประมาณ 12 นิ้ว มีถิ่นกำเนิดมาจากทางอเมริกาใต้ นกคอนัวร์จัดว่าเป็นนกที่มีเสียงดัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง และเจ้าของไม่มีเวลาให้ นกจะยิ่งส่งเสียงร้อง แต่ถ้าหากมันรู้สึกว่าได้กลายเป็นสมาชิกอีกคนในครอบครัวของเราไปแล้ว เมื่อคุณตื่นมาในยามเช้า คุณอาจได้ยินเสียงของมันที่เป็นลักษณะเสียงบ่นเบาๆ หรือเล่นของเล่นเพื่อเรียกร้องความสนใจให้คุณหันกลับมาเล่นกับมันก็ได้ แหมร้ายจริงๆ เลยนะเจ้าตัวจิ๋ว

3.นกแอฟริกันเกรย์ (African Grey)
แอฟฟริกันเกรย์ มีสายพันธุ์ในวงศ์ตระกูลเดียวกับนกแก้ว นอกจากจะเลียนเสียงพูดของเราได้แล้วนั้น เจ้านักพันธุ์นี้ยังสามารถฝึกให้ทำกิจกรรมอย่างอื่นได้อีก เช่น เดินลอดห่วง เดินไต่ราวเชือก ซึ่งจุดเด่นที่มันมีอยู่ในตัวนั่นก็คือ สามารถเลียนเสียงคนได้มากกว่าสายพันธุ์อื่น ผู้เลี้ยงสามารถสอนนกชนิดนี้ให้ร้องเพลงได้เลยทีเดียว ในแต่ละตัวจะมีความฉลาดมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับคนเลี้ยงว่าจะดูแลเอาใจใส่ที่จะสอนนกมากเพียงใดนั่นเอง ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเลี้ยงไว้ดูเล่นเพื่อความเพลิดเพลินค่ะ




มาดู 5 สายพันธุ์ นก ที่ลอกเลียนเสียงมนุษย์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ! ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/นก/

15
การยกกระชับด้วยไหม (Thread lift) เป็นการยกกระชับอีกรูปแบบหนึ่ง ด้วยการร้อยไหมละลาย

จัดเป็นกรรมวิธีใหม่ที่นำมายกกระชับหน้าที่ได้ผลดี รวดเร็ว ไม่มีผลปฏิกิริยาต่อผิวหนัง โดยมีวิธีการ คือ สอดไหม เพื่อให้ออกฤทธิ์ ไหมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของเส้นเลือดและคอลลาเจนบริเวณใต้ผิว จึงทำให้เกิดการกรับตัวของผิวพร้อมกับการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้น ทำให้ผิวหนังตึงกระชับขึ้นทันที

HIFU โปรแกรมใหม่ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยของใบหน้าให้ตึงขึ้นได้ โดยไม่ต้องเจ็บตัว ตอบโจทย์ความงามของคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย และต้องการยกกระชับผิว มีใบหน้าเรียวขึ้น การยกกระชับใบหน้าด้วย HIFU นี้ จะทำการปล่อยพลังงานคลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง ให้ลงลึกถึงใต้ชั้นผิวหนัง ให้ผลิตเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผิวดูเต่งตึงและยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยการผลัดเซลล์ผิวเก่าออก เพิ่มกระบวนการไหลเวียนโลหิต ทำให้ผิวหนังดูสดใสและเปล่งปลั่งขึ้น

ซึ่งจะเห็นได้ว่า HIFU เป็นนวัตกรรมใหม่ ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าการร้อยไหม ที่สามารถยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยของใบหน้าให้ตึงขึ้นได้ นอกจากนั้นยังช่วยทำให้ผิวหนังดูสดใสและเปล่งปลั่งขึ้น ข้อดีของ HIFU คือ ไม่ต้องใช้ยาชา คนไข้ไม่ต้องทรมานต่อความเจ็บปวด หลังการรักษาสามารถแต่งหน้าทำกิจกรรมได้ตามปกติทันที โดยไม่มีรอยแดงหรือไหม้ ในขณะที่การร้อยไหม ต้องมีการใช้ยาชา และขณะทำจะรู้สึกเจ็บ รวมถึงมีรอยแดงช้ำ ตามแนวเข็มที่ใช้ ดังนั้น HIFU จึงเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยของใบหน้าและยังกลัวการใช้เข็ม



Hifu กับ การร้อยไหม เทียบเท่ากันอย่างไร ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/hifuวุฒิศักดิ์/

หน้า: [1] 2 3 ... 10