แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1

สมุนไพรกระเบากลัก
กระเบากลัก Hydnocarpus ilicifolia King
บางถิ่นเรียก กระเบากลัก (สระบุรี) กระค่อยชาวา (เขมร-จันทบุรี) กระเบาพนม (เขมร-จังหวัดสุรินทร์) กระค่อยลิง (ทั่วไป) กระเบียน ขี้มอด (เมืองจันท์) กระเรียน (จังหวัดชลบุรี) คมขวาน (ประจวบคีรีขันธ์) จ๊าเมี่ยง (จังหวัดสระบุรี แพร่) มองกช้าง (กระบี่) บักกราย พะโลลูตุ้ม (มลายู-ปัตตานี) หัวค่าง (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี)
ต้นไม้ ขนาดกึ่งกลาง สูง 10-30 ม. กิ่งอ่อนมักมีขนสีน้ำตาลแดงกระจัดกระจายห่างๆกิ่งแก่สะอาด ลำต้นตรง เปลือกเรียบสีเทา ใบ คนเดียว ออกเวียนสลับกัน รูปไข่ ขอบขนาน หรือ รูปไข่แกมรูปใบหอก กว้าง 4-7 ซม. ยาว 12-17 ซม. ตัวใบเบาๆเรียวสอบไปยังปลายใบ โคนใบมนหรือเบี้ยว ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อยห่างๆค่อนไปทางปลายใบ ประจักษ์ในใบอ่อน เนื้อใบดกเกลี้ยงเป็นเงา เส้นใบมี 6-8 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแห เห็นได้ชัดทั้งสองด้าน ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ สีเขียวอ่อน เป็นดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกไม้มีอย่างละ 4 กลีบ. สมุนไพร ดอกเพศผุ้ มีเกสรเพศผู้ 14-20 อัน สีขาว ก้านเกสรสั้นรวมทั้งมีขนกระจาย อับเรณูรูปไข่ปนรูปขอบขนาน ดอกเพศภรรยา มีเกสรเพศผู้ที่ไม่สมบูรณ์ราว 15 อัน รังรูปกลมรีหรือรูปไข่ มีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ผล กลม ลำแข้ง เส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร ผิวมีขนนุ่มสีดำ ข้างในมีเมล็ดรูปไข่ 10-15 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดิบแล้งหรือป่าเบญจพรรณทั่วๆไป ตามป่าริมหาด และบริเวณเขาหินปูน ความสูง 20-400 มัธยม
สรรพคุณ : เมล็ด ให้นำมันกระเบา เหมือน H. anthelminthica และมีสรรพคุณคล้ายคลึงกัน นอกนั้นน้ำมันจากเมล็ดยังใช้สำหรับเพื่อการทำสบู่

Tags : สมุนไพร

2

สมุนไพรหวายลิง
หวายลิง Flagellaria indica L.
บางถิ่นเรียก หวายลิง หวายเย็บจาก (ภาคใต้) หวายลี (สงขลา)
ไม้เถา ต้นยาวได้ถึง 20 มัธยม หมดจด โคนต้นเนื้อแข็ง เหนือขึ้นไปเนื้ออ่อน มีเส้นผ่านศูนย์กลางต้น 2-8 มิลลิเมตร ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับ รูปใบหอก กว้าง 0.5-6.5 เซนติเมตร ยาว 3-50 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ปลายสุดม้วนเป็นมือพัน ยาวตั้งแต่ 3-13 ซม. กาบใบยาว 1-7 ซม. มีสันตามทางยาว มีติ่งหู 2 ติ่งอยู่ที่ปลาย ก้านใบสั้น หรือ ไม่มี ดอก ออกเป็นช่อกระจัดกระจาย ที่ยอดมักประกอบด้วยกิ่ง 2 กิ่ง ยาว 2-30 เซนติเมตร ดอกย่อยไม่มีก้านดอก ออกคนเดียวๆหรือ ติดเป็นกลุ่ม สมุนไพร มีใบประดับที่มีลักษณะเป็นเกล็ดล้อมอยู่ กลีบดอกไม้มี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น สีขาวแกมสีเนื้อ ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร กลีบชั้นนอกยาวกว่ากลีบชั้นในนิดหน่อย เกสรเพศผู้มี 6 อัน ยาวกว่ากลีบดอกไม้ 2 เท่า อับเรณูสีเหลือง ก้านเกสรไม่ชิดกัน รังไข่แคบ ด้านในมี 3 ช่อง มีไข่ช่องละ 1 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 3 แฉก โผล่พ้นกลีบดอก ผล เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 มม. ด้านในมี 1 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: จำนวนมากขึ้นจากที่ราบลุ่ม สูงขึ้นมากยิ่งกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 ม. และตามป่าชายเลน ตามชายฝั่งทะเล ตั้งแต่ภาคกลางลงไปจนถึงภาคใต้
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำสุกต้นรวมทั้งเหง้า กินเป็นยาขับเยี่ยว ใบ ใบอ่อนใช้สระผม น้ำสุกใบและดอกรับประทานเป็นยาขับฉี่ ขับนิ่ว รวมทั้งแก้ทางเท้าฉี่อักเสบ เมล็ดพิษ

3

สมุนไพรกระเบากลัก
กระเบากลัก Hydnocarpus ilicifolia King
บางถิ่นเรียก กระค่อยกลัก (สระบุรี) กระเบาชาวา (เขมร-เมืองจันท์) กระเบาพนม (เขมร-จังหวัดสุรินทร์) กระเบาลิง (ทั่วๆไป) กระเบียน ขี้มอด (เมืองจันท์) กระเรียน (จังหวัดชลบุรี) คมขวาน (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จ๊าเมี่ยง (จังหวัดสระบุรี แพร่) ดูกช้าง (กระบี่) บักกราย พะโลลูตุ้ม (มลายู-ปัตตานี) หัวค่าง (ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์)
ต้นไม้ ขนาดกลาง สูง 10-30 ม. กิ่งอ่อนมักมีขนสีน้ำตาลแดงกระจัดกระจายห่างๆกิ่งแก่สะอาด ลำต้นตรง เปลือกเรียบสีเทา ใบ คนเดียว ออกเวียนสลับกัน รูปไข่ ขอบขนาน หรือ รูปไข่แกมรูปใบหอก กว้าง 4-7 ซม. ยาว 12-17 เซนติเมตร ตัวใบค่อยๆเรียวสอบไปยังปลายใบ โคนใบมนหรือเบี้ยว ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยห่างๆค่อนไปทางปลายใบ ประจักษ์ในใบอ่อน เนื้อใบครึ้มสะอาดวาว เส้นใบมี 6-8 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแห เห็นชัดทั้งสองด้าน ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ สีเขียวอ่อน เป็นดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 4 กลีบ. สมุนไพร ดอกเพศผุ้ มีเกสรเพศผู้ 14-20 อัน สีขาว ก้านเกสรสั้นและก็มีขนเล็กน้อย อับเรณูรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ดอกเพศเมีย มีเกสรเพศผู้ที่ไม่สมบูรณ์ราวๆ 15 อัน รังรูปกลมรีหรือรูปไข่ มีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ผล กลม ลำแข้ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร ผิวมีขนนุ่มสีดำ ข้างในมีเมล็ดรูปไข่ 10-15 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดิบแล้งหรือป่าเบญจพรรณทั่วๆไป ตามป่าชายหาด แล้วก็บริเวณเขาหินปูน ความสูง 20-400 มัธยม
คุณประโยชน์ : เมล็ด ให้นำมันกระเบา ราวกับ H. anthelminthica รวมทั้งมีคุณประโยชน์คล้ายคลึงกัน นอกเหนือจากนั้นน้ำมันจากเมล็ดยังใช้สำหรับในการทำสบู่

4

สมุนไพรมะม่วย
มะม่วย Gnetum latifolium Bl. Var. funiculare (Bl.) Markgraf
บางถิ่นเรียก มะม่วย (จังหวัดสุรินทร์) มะหน่วย กะรูวะ (มลายู-จังหวัดนราธิวาส)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันรวมทั้งตามข้อจะบวมพอง ใบ เดี่ยว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานแกมรี รูปขอบขนานปนรูปใบหอก กว้าง 5-5.5 เซนติเมตร ยาว 13-16 ซม. ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆโคนใบสอบแคบ ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนามัน เส้นใบเป็นแบบขนนกโค้ง เมื่อแห้งใบจะมีสีน้ำตาล เห็นเส้นกิ้งก้านใบแน่ชัดก้านใบยาวราว 1 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามลำต้น ดอกเพศผู้และก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ช่อดอกแตกเป็นหลายกิ้งก้าน สมุนไพร ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบศูนย์กลาง ช่อดอกเพศผู้ ยาว 2-5 เซนติเมตร มีจำนวนดอก 30-50 แต่ละชั้นมี 6-8 ดอก แต่ละดอกมีกาบรอง 2 อัน ที่เชื่อมชิดกันเป็นกระจัง มีแผ่นใบสร้างอับสปอร์เพศผู้ ยาว 3 มม. รวมทั้งมีอับสปอร์เพศผู้ติดต่อ 2 อัน  ช่อดอกเพศเมีย ยาว 5-8 เซนติเมตร แต่ละชั้นดอก 6-9 ดอก ดอกยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ปลายดอกเรียวแหลมและก็ชี้ขึ้น ผล รูปกลมรี หรือ รูปไข่ กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 1.5-2.5 ซม. เมื่อสุกสีแดง หรือ สีส้มคล้ำ ก้านผลเรียว ยาว 0.5-2 ซม. เมล็ดแข็ง มีเนื้อหุ้มอยู่ข้างนอก
นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดิบ ป่าพรุ ที่ราบลุ่มถึงความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 300 ม. เจอทั่วทุกภาคของประเทศ (มีดอกและก็ผลระหว่างเดือน ก.ย.-กรกฎาคม)
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำยางจากเปลือกต้นเป็นพิษ ใช้ทาลูกศรแม้กระนั้นพิษไม่รุนแรงนัก เมล็ด กินได้เมื่อทำให้สุก

5

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรเมื่อย[/url][/size][/b]
เมื่อยล้า Gnetum montanum Markgraf
บางถิ่นเรียกว่า เมื่อย (ตราด) ม่วย (เชียงราย จังหวัดอุบลราชธานี) มะม่วย (เชียงใหม่) แฮนม่วย (เลย)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันและตามข้อจะบวมพอง ใบ ผู้เดียว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานปนรูปไข่ มีขนาดต่างกันมาก แม้กระนั้นกว้างไม่เกิน 12 ซม. ยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบกลม มน หรือ แหลม ขอบของใบเรียบ เนื้อใบแข็งหนา หรือ ค่อนข้างครึ้ม เมื่อแห้งสีออกดำ เส้นใบโค้ง ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดรวมทั้งตามลำต้น สมุนไพร ช่อดอกแตกกิ่งก้านสาขามา แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และเพศภรรยา ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบแกนกลาง ช่อดอกเพศผู้ กว้างราวๆ 0.4 เซนติเมตร ยาวราวๆ 3 เซนติเมตร แต่ละชั้นมีราวๆ 20 ดอก ช่อดอกเพศภรรยา แต่ละชั้นมี 5-7 ดอก ผล รูปรี กว้างราวๆ 1 เซนติเมตร ยาว 1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกสีแดง ก้านผลอ้วน ยาวโดยประมาณ 0.2 ซม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในระดับสูงจากน้ำทะเล 50-1,800 ม. พบในทุกภาคของประเทศ ยกเว้นภาคกึ่งกลาง
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มรากรับประทานแก้พิษบางชนิด แล้วก็แก้ไข้ไข้จับสั่น

Tags : สมุนไพร

6

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรรักทะเล[/url][/color][/size][/b]
รักทะเล Scaevola taccada (Gaertn.) Roxb.
บางถิ่นเรียกว่า รักทะเล (ชุมพร) บงบ๊ง (มลายู-ภูเก็ต) บ่งบง (ภาคใต้) โหรา (ตราด)  ไม้พุ่ม หรือ ไม้ต้น ขนาดเล็ก ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับ มีใบหนาแน่นตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน กว้าง 5-10 ซม. ยาว 12-15 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย โคนใบสอบเรียว ปลายใบกลม ขอบใบเรียบ หยักเล็กน้อย หรือ หยักลึก ดอก ออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามง่ามใบ ยาว 2-4 ซม. มีดอกจำนวนน้อย ก้านช่อยาว 0.5-1 ซม. ใบประดับมีขนาดเล็กรูปสามเหลี่ยมค่อนข้างยาว ดอกยาวประมาณ 2 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอดเล็ก ๆ ยาว 2-5 มม. ปลายแยกเป็นแฉกรูปยาวแคบ 5 แฉก หลอดกลีบเลี้ยงเชื่อมกับรังไข่ กลีบดอก 5 กลีบเชื่อมกันเป็นหลอด สีขาว หรือ เหลืองอ่อน มีลายเส้นสีม่วงอ่อน สมุนไพร ด้านบนของหลอดดอกมีรอยผ่าลึก ทำให้กลีบดอกทั้ง 5 เบี้ยวลงไปอยู่ทางด้านล่าง ภายในหลอดมีขนหนาแน่น ขอบกลีบเป็นเส้นฝอย ๆ เกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านเกสรไม่ติดกัน รังไข่ 1 อัน ภายในมี 1-2 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอก โคนก้านมีขน ปลายเกสรมีเยื่อรูปถ้วยคลุมอยู่ขอบเยื่อคลุมมีขน ผล รูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม. เกลี้ยง เมื่อสุกสีขาวนวล เปลือกชั้นในที่หุ้มเมล็ดค่อนข้างแข็ง ภายในมี 1-2 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามชายฝั่งทะเลที่เป็นทราย หรือ หิน ยกเว้นตามป่าชายเลน
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มราก กินแก้พิษ จากการกินปูหรือปลาที่มีพิษ ใบ ใช้สูบได้เหมือนใบยาสูบ  น้ำต้มใบ กินเป็นยาช่วยย่อย ตำพอกแก้ปวดบวมและแก้ปวดศีรษะ

7

สมุนไพรอ้อ
อ้อ Arundo donax L.
บางถิ่นเรียก อ๋อ (ทั่วไป) อ้อหลวง (ภาคเหนือ) อ๋อใหญ่ (ภาคกลาง)
ไม้ล้มลุก จำพวกหญ้า อายุนับเป็นเวลาหลายปี มักขึ้นเป็นกอ สูง 2-8 มัธยม ลำต้นเป็นข้อตั้งตรง ข้างในกลวง แตกกิ่งก้านบ้างนิดหน่อย ลำต้นกว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ปล้องสั้น กาบห่อหุ้มลำต้น ยาว 10-15 เซนติเมตร ยาวกว่าข้อมาก มีตาลายมยาว สีออกนวล เกลี้ยง หรือมีขนยาว ที่รอยต่อของกาบใบแล้วก็ตัวใบมีลิ้นใบ (ligule) ยาว 2-3 มม. ขอบจะหรือชายเสื้อครุย ใบ ยาว 45-60 เซนติเมตร โคนใบกว้าง 4-6 ซม. มีลายตามยาว เนื้อใบหนา ปลายเรียวแหลมเป็นหางยาว ชอบพับลง เกลี้ยง ขอบใบสาก ดอก ออกที่ยอดเป็นช่อใหญ่กระจัดกระจาย ยาว 30-75 เซนติเมตร สมุนไพร ดอกหนาแน่น ช่อดอกแตกกิ่งมาก ยาวโดยประมาณ 15-30 ซม. มีขนยาวเหมือนขนนก ช่อดอกย่อย (spikelet) ยาว 13-17 มิลลิเมตร ประกอบด้วยดอก 4-5 ดอก กาบช่อย่อยกาบข้างล่าง ยาว 11-14 มม. มีเส้นตามยาว 5 เส้น กาบบนรูปแคบๆยาว 11-14 มิลลิเมตร มีเส้นตามแนวยาว 3 เส้น ปลายแหลมบาง กาบด้านล่างของดอก รูปไข่ปนรูปหอก ยาว 10-15 มม. มีขนยาวแล้วก็หนาแน่นใกล้โคน ขนยาวราวๆ 10 มม. บาง ปลายแหลม ที่โคนมีเส้นตามแนวยาว 7-8 เส้น กาบบนของดอก ยาว 6-11 มม. เป็นเยื่อบางใส กว้าง ปลายมน หรือ ตัด ขอบมีอีกทั้งขนปกติ และก็ขนแข็งเกสรเพศผู้มี 3 อัน อับเรณูยาว 2-2.2 มม. เรียวเล็ก สีเหลือง รังไข่หมดจด ก้านเกสรเพศเมียสั้นๆ2 อัน ปลายเกสรเพศเมียยาวราว 1 มิลลิเมตร มีขนสีน้ำตามแกมเหลือง ยาวคล้ายขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นดังที่ราบลุ่มชื้นแฉะทั่วไป
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกรากรับประทานเป็นยาขับฉี่ เหง้า น้ำสุกเป็นยาระบาย ขับประจำเดือน และห้ามการหลั่งน้ำนมของสตรี

8

สมุนไพรหญ้าชันกาด
หญ้าชันกาด Panicum repens L.
บางถิ่นเรียกว่า หญ้าชันกาด (ภาคกลาง) พระจันทร์มมัน ต้นหญ้าอ้อน้อย (เชียงใหม่)
    ไม้ล้มลุก ชนิดต้นหญ้า อายุปีเดียว สูง 50-100 เซนติเมตร แบน ลำต้นตรง หรือส่วนโคนทอดนอนไปตามพื้นดิน ปลายตั้งตรง มีรากออกตามข้อ ใบ ออกเรียงสลับซ้ายขวา อยู่ในราบเดียวกัน รูปยาวแคบแกมรูปใบหอก ยาว 7-15 เซนติเมตร ตัวใบเบาๆเรียวแหลมไปยังปลาย ข้างบนใบแล้วก็ขอบบีขนนิดหน่อย ด้านล่างสีอ่อนกว่าข้างบน ลิ้นใบบาง ยาว 2 มม. ดอก ออกเป็นช่อกระจายที่ยอด ยาว 10-20 ซม. กิ่งช่อดอกประกอบด้วยช่อดอกย่อย เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รูปหอกกาบช่อดอกย่อยบาง อันด้านล่างปลายมน อันบนรูปหอก ปลายแหลม ประกอบด้วยดอกย่อย 2 ดอก  สมุนไพร ดอกด้านล่างไม่สมบูรณ์ ดอกบนเป็นดอกสมบูรณ์เพศ กาบดอกเรียบมัน เกสรเพศผู้มี 3 อัน รังไข่สะอาด ก้านเกสรเพศเมียมี 2 เส้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นขนนก ผล ชอบสำเร็จที่ไม่สมบูรณ์ ด้านการผสมพันธุ์สามารถขยายพันธุ์ด้วยเหง้า หรือลำต้นใต้ดิน

นิเวศน์วิทยา
: ถูกใจขึ้นในที่แล้ง รกร้าง ข้างถนน และตามสวน
สรรพคุณ : เหง้า น้ำต้มเหง้ามีรสขม ดื่มแก้ระบบปัสสาวะพิการ ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ลดไข้ รวมทั้งแก้ระดูแตกต่างจากปกติ

Tags : สมุนไพร

9

สมุนไพรหญ้าไข่เหา
หญ้าไข่เหา Panicum sarmentosum Roxb.
ต้นหญ้าไข่เหา (จังหวัดลำปาง) หญ้าฝรั่ง (กรุงเทพมหานคร)
  ไม้ล้มลุก พวกต้นหญ้า ชอบเลื้อยหุ้มต้นไม้อื่น ลำต้นกลมแข็ง ยาวได้ถึง 17 มัธยม เส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 มม. มีขนนิดหน่อย หรือ หมดจด โคนต้นมีรากเล็กๆออกรอบข้อ ใบ รูปแถบแกมรูปใบหอก หรือรูปขอบขนาน กว้าง 1.2-3.0 เซนติเมตร ยาว 30-37.5 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลม หรือเว้าเล็กน้อย ผิวเกลี้ยงหรือมีขน 2 ด้าน หรือมีขนเฉพาะข้างล่าง ขอบของใบหยาบมีเส้นใบหลายชิ้น ก้านใบเป็นกาบเกลี้ยง หรือมีขนห่างๆที่รอยต่อระหว่างโคนใบและกาบใบมีขนกระจุกหนึ่ง ดอก ออกเป็นช่อแบบกระจัดกระจาย ยาว 15-30 ซม. มีแขนงช่อจำนวนไม่น้อย [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ช่อดอกย่อยสีออกน้ำตาล เป็นเงา ยาว 2-2.5 มิลลิเมตร กาบช่อดอกย่อยอันข้างล่างยาวครึ่งหนึ่งของช่อดอกย่อย มีเส้นตามทางยาว 3 เส้น อันบนแล้วก็กาบดอกอันด้านล่างมีเส้น 5 เส้น กาบดอกอันบนสั้นและแคบ มีเส้น 2 เส้น ส่วนกาบดอกของดอกย่อยบนเป็นมัน หมดจด เกสรเพศผู้มี 3 อัน รังไข่หมดจด ก้านเกสรเพศเมียมี 2 เส้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นขน ผลอยู่ในกาบดอก

นิเวศน์วิทยา
: มีบ้านเกิดในเกาะสุมาตรา ในประเทศไทยเจอขึ้นตามป่าเขาแล้วก็ดังที่ราบต่ำ
สรรพคุณ : ราก ใช้เคี้ยวรับประทานกับหมากสำหรับกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ต้น น้ำยางจากต้นใช้รวมกับสมุนไพรอื่นๆรับประทานแก้ระดูไม่ดีเหมือนปกติ

Tags : สมุนไพร

10

สมุนไพรแขม
แขม Saccharum arundinaceum Retz.
บางถิ่นเรียก แขม (ทั่วไป) ตะโป (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) แตร๊ง (เขมร-สุรินทร์) ปง (ภาคเหนือ)
ไม้ล้มลุก จำพวกหญ้า ขึ้นเป็นกอขนาดใหญ่ ลำต้นสูงได้ถึง 3 ม. กว่า เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 ซม. ใบ รูปยาว ปลายเรียว กว้าง 2.5-5 ซม. ยาวราว 1.5 ม. ขอบใบหยาบ เส้นกลางใบสีขาว กาบใบยาวถึง 40 เซนติเมตร ผิวเรียบ หมดจด ลิ้นใบขอบเป็นเยื่อตื้นๆขอบเป็นขนแข็ง สะอาด ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ ยาว 0.3-1 ม. แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ไม่มีขน หรือตามกิ่งเล็กๆอาจจะมีขนเป็นเงาคล้ายเส้นไหม ช่อดอกย่อย (spikelet) มีขนยาวสีขาวเป็นเงาปกคลุมช่อดอกย่อยออกเป็นคู่ ช่อหนึ่งมีก้าน อีกช่อหนึ่งไม่มีก้าน กาบช่อดอกย่อยยาวพอๆกับช่อดอกย่อย กาบดอกสั้นกว่า บาง [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] เกสรเพศผู้มี 3 อัน รังไข่สะอาด ก้านเกสรเพศเมียมี 2 เส้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นขนนก โผล่ข้างๆ สีม่วงแดง

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามริมฝั่งน้ำทั่วไป
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกรับประทานเป็นยาเย็น ขับปัสสาวะ และก็แก้โรคผิวหนังบางจำพวก ต้น ต้มน้ำดื่มแกฝี หนอง

11

สมุนไพรหญ้าไม้กวาด
ต้นหญ้าไม้กวาด Thysanolaena maxima (Roxb.) Kuntze
บางถิ่นเรียก ต้นหญ้าไม้กวาด หญ้ายูง (ยะลา) โคนงกตา (ภาคเหนือ) เค้ยหลา (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เลาแล้ง (จังหวัดสุโขทัย) หญ้ากาบ ไผ่ใหญ่ (เลย)
สมุนไพร ไม้ล้มลุก จำพวกหญ้า อายุหลายปี สูงโดยประมาณ 4 ม. ต้นกลม ใบ ค่อนข้างกว้าง กว้าง 4-7 ซม. ยาว 30-55 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบบ้าน ขอบของใบจะละเอียด เนื้อใบออกจะครึ้ม กาบใบหมดจด ยกเว้นตามขอบตอนบนมีขนสั้น กาบใบกลมตอนปลายเป็นก้านสั้นๆซึ่งมีสีแดงเข้ม ลิ้นใบที่ระหว่างรอยต่อภายในของกาบใบและก็แผ่นใบเป็นเยื่อบางๆยาวประมาณ 2 มม. ปลายตัด ดอก ออกเป็นช่อกระจัดกระจาย มีขนาดใหญ่ ปลายช่อโค้งลง ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ช่อดอกย่อย (spikelet) มีก้าน มักอยู่เป็นคู่ กาบช่อย่อย (glume) 2 อันคล้ายคลึงกัน รูปไข่ อันบนยาวและบางมากยิ่งกว่าอันด้านล่าง แต่ละช่อย่อยมีดอกย่อย 2 ดอก พบน้อยที่มี 3 ดอก ดอกข้างล่างเป็นดอกไม่มีเพศ มีแต่กาบล่างแล้วก็มีขนใกล้ๆขอบ ดอกบนเป็นดอกบริบูรณ์เพศ กาบข้างล่าง (lemma) มีสันตามยาว 3 สัน ขอบอีกทั้ง 2 ด้าน บางใส รวมทั้งมีขนค่อนข้างแข็ง กาบบน (palea) มีเส้นสันตามยาว 2 เส้น เนื้อบางใส เกสรเพศผู้มี 2 อัน เกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 2 แฉก เป็นเกล็ด ผล รูปไข่ ยาวราวๆ 0.6 มม. สีน้ำตาลปนแดง

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามตีนเขา หรือ บนเขาสูง 300-3,000 มัธยม
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกใช้อมกลั้วคอเมื่อเป็นไข้ ดอก ช่อดอกใช้ทำไม้กวาด

Tags : สมุนไพร

12

สมุนไพรพะวาใบใหญ่
พะวาใบใหญ่ Garcinia vilersiana Pierre
บางถิ่นเรียกว่า พะวาใบใหญ่ (ชลบุรี เมืองจันท์) ไข่ตะไข้ ตะกล่าว (จันทบุรี) จำพูด (ภาคกลาง) ปราโฮด (เขมร-จังหวัดสุรินทร์) ปะหูด (ตะวันออกเฉียงเหนือ มะบอก (ภาคกลาง ภาคใต้) ส้มปอง ส้มม่วง (จันทบุรี)
ไม้ใหญ่ สูง 12-15 มัธยม เปลือกสีออกดำ ออกจะหยาบ มีน้ำยางสีเหลือง ใบ ลำพัง ออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานปนรี กว้าง 6-12 เซนติเมตร ยาว 15-37 เซนติเมตร โคนใบมน หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น ม้วนลงน้อย เนื้อใบหนาเหมือนแผ่นหนัง ข้างบนเป็นมัน เส้นใบเรียงไม่สม่ำเสมอกันรวมทั้งเห็นไม่ชัดเจน ก้านใบยาว 1-2.5 เซนติเมตร มีรอยย่นตามทางขวาง ดอก ดอกเพศผู้ หรือดอกสมบูรณ์เพศออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ สมุนไพร  แกนช่อเป็นเกล็ดและมีขนละเอียด ก้านดอกย่อยเป็นสี่เหลี่ยม ยาว 1-1.5 เซนติเมตร มีขน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร งอเป็นกระพุ้ง ขอบมีขน กลีบดอกมี 4 กลีบ ออกจะกลม หนา กว้าง 6-7 มิลลิเมตร ยาว 8-5 มิลลิเมตร งอเป็นกระพุ้ง ดอกเพศผู้ เกสรเพศเมียไม่มีก้าน ยอดเกสรเพศเมียมี 6 พู ผล กลม กว้างราว 3 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 4 ซม. สุกสีเหลือง นุ่ม มี 3-5 เมล็ด
นิเวศน์วิทยา
: ถูกใจขึ้นใกล้ลำห้วย เจอทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ภาคใต้
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้น ตำผสมแอลกอฮอล์ลงไปนิดหน่อย เป็นยาพอกแก้เคล็ดลับขัดยอด แล้วก็แผลอักเสบเรื้อรัง

13

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรฮอมคำ[/url][/color][/size][/b]
ฮอมคำ Dichroa febrifuga Lour.
บางถิ่นเรียกว่า ฮอมคำ ฮอมป่าดง (ภาคเหนือ) ยายคลั่งใหญ่ (นครศรีธรรมราช)
    ไม้พุ่ม สูง 1.5-2.5 มัธยม ไม่มีหูใบ ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปรี แกมขอบขนาน รูปหอก หรือ รูปไข่กลับ กว้าง 2.5-12.5 เซนติเมตร ยาว 7.5-30 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบของใบจัก เนื้อใบบาง สีเขียวเข้ม ข้างบนมีขนกระจัดกระจาย ด้านล่างตามเส้นใบมีขนละเอียด เส้นใบมี 7-8 คู่ เล็กและก็โค้ง ก้านใบเล็ก ยาว 1.5-6 ซม. มักจะเจือสีน้ำเงินเรื่อๆดอก ออกเป็นช่อที่ยอด หรือ ที่ง่ามใบใกล้ยอด เป็นช่อแบบกระจาย ยาว 4-15 เซนติเมตร มีขน ก้านดอกยาว 3-8 มม. กลีบเลี้ยงโคนชิดกันเป็นหลอดยาว 2.5-4 มิลลิเมตร หมดจด หรือ มีขนห่างๆปลายแยกเป็นกลีบเล็กๆ5-7 กลีบ มีขนาดเล็กและสั้นกว่า สมุนไพร กลีบดอกไม้มาก กลีบดอกรูปขอบขนาน มี 5-7 กลีบ ปลายแหลม หรือมน สีฟ้าอ่อนถึงสีน้ำเงินเข้ม ยาว 6-10 มม. สะอาด เกสรเพศผู้มี 10-12 อัน สีน้ำเงิน ก้านเกสรเพศเมียแยกเป็น 3-5 แฉก รังไข่มี 3-5 ช่อง ผล เป็นจำพวกผลสด เนื้อนุ่ม สีน้ำเงิน เมล็ดรูปไข่กลับ ขนาดเล็ก มีจำนวนไม่น้อย

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นบนภูเขา สูง 1,800 ม. ขึ้นไป
คุณประโยชน์ : ราก รวมทั้ง ยอดอ่อน ต้มน้ำดื่มเป็นยาลดไข้ ทำให้คลื่นไส้ และก็บำรุงร่างกาย เมื่อดื่มน้ำยางจากใบรวมทั้งรากสดจะก่อให้อาเจียน แต่ว่าถ้ารับประทานกับไวน์ หรือ ต้มเล็กน้อย ใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน น้ำสุกราก รับประทานแก้ไข้ไข้จับสั่น ต้น ยาต้มเปลือกต้นและก็ยอดอ่อน กินเป็นยาลดไข้

Tags : สมุนไพร

14

สมุนไพรแมงลักคา
แมงลักติดอยู่ Hyptis suaveolens (L.) Poit.
บางถิ่นเรียก แมงลักคา (ชุมพร) การา (จังหวัดสุราษฎร์ธานี)
ไม้ล้มลุก สูง 0.5-1.5 ม. แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม มีขน มีกลิ่นหอมแรง ใบ ออกตรงข้าม รูปไข่ถึงรูปไข่กลับค่อนข้างจะกว้าง กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนติเมตร ปลายมน หรือ ค่อนข้างแหลม โคนใบกลม หรือ ตัด ชอบเบี้ยวบางส่วน ขอบจักเป็นฟันเลื่อยเล็กๆไม่เรียบร้อย ข้างบนมีขนห่างๆข้างล่างมีขนหนาแน่น ก้านใบ ยาว 0.5-3 ซม. มีขน  สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อตามงามใบ ช่อหนึ่งมี 2-5 ดอก ก้านช่อดอก ยาว 0.5-1 เซนติเมตร มีขน ริ้วเสริมแต่งเล็กมีขนแข็งกลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นรูประฆัง ยาว 5-5.5 ซม. ปากหลอดมีขนนุ่มยาว รวมทั้งมีหนามยาวแหลม 5 อัน ยาวเกือบจะเท่ากัน มีสันตามทางยาว 10 สัน กลีบเชื่อมชิดกันเป็นหลอดเล็กๆปลายแยกเป็นปาก ปากบนมี 2 หยัก ปากด้านล่างมี 3 หยัก เกสรเพศผู้มี 4 อัน ก้านเกสรไม่ติดกัน ผล รูปขอบขนานแคบ ยาว 1.2-1.5 มิลลิเมตร ปลายผลมักจะเว้า ผิวมีรอยย่นชัดอยู่ข้างในหลอดกลีบเลี้ยงจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ยาว 8-10 มม.
นิเวศน์วิทยา
: เป็นวัชพืชขึ้นจากที่รกร้าง และเจอตามป่าดงดิบ ที่ความสูงไม่เท่าไรนัก
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรับประทานเป็นยาเจริญอาหาร และก็ขับระดูต้น ตำเป็นยาพอก แก้โรคผิวหนังบางประเภท ยาชงจากต้นใช้เป็นยาขับเหงื่อ อาทิเช่นในเป็นหวัด ใบ ชงเป็นยาลดไข้ น้ำยางจากใบ รับประทานแก้เจ็บท้อง ยอดอ่อนใช้แต่งรสของกิน กระตุ้นแนวทางการทำงานของร่างกาย ขับเหงื่อ ขับนม และแก้หวัด

15

สมุนไพรโพกริ่ง
โพกริ่ง Hernandia nymphaeifolia (Presl) Kubitzki
บางถิ่นเรียกว่า โพกริ่งโกงพะเหม่า (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) โปง (กระบี่)
      ไม้ใหญ่ สูง 10-20 ม.เปลือกสีเทาวาว ไม่มีหูใบ ใบ โดดเดี่ยว ออกเวียนสลับ รูปไข่กว้าง 9-28 เซนติเมตร ยาว 12-33 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบกลม ตัด หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ขนหมดจด ด้านบนวาว เส้นใบมี 5-9 เส้น ก้านใบยาว 6-20 ซม. ชิดกับแผ่นใบแบบใบบัว แต่ว่าออกจะมาทางโคนใบ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color] ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบใกล้ยอด หรือ ที่ยอด ช่อดอกยาว (รวมก้านดอก) 20-30 ซม. ขนละเอียดปกคลุม มีใบแต่งแต้มและก็ใบประดับย่อยติดทน มีอีกทั้งดอกเพศผู้และก็ดอกเพศภรรยาอยู่ในช่อเดียวกัน ดอกจะติดเป็นกลุ่มๆละ 3 ดอก ดอกเพศภรรยาอยู่ตรงกลาง มีดอกเพศผู้อยู่ขนาบข้าง ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ มีขนละเอียดปกคลุมข้างนอก สีออกเขียวหรือออกน้ำตาล กลีบมี 4 กลีบ สีขาว เกสรเพศผู้เป็นหมัน 4 อัน รูปกลม สีเหลืองอมส้ม รังไข่มีช่องเดียว ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 3 มม. สีชมพู ก้านดอกสั้น มีฐานรองรับเป็นรูปถ้วย หรือ รูประฆัง เมื่อดอกได้รับการผสมฐานนี้จะโตขึ้น ดอกเพศผู้ กลีบเลี้ยงมี 3 กลีบ กลีบดอกไม้ 3 กลีบ ลักษณะคล้ายดอกเพศเมีย แม้กระนั้นเล็กมากยิ่งกว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้มี 3 อัน อยู่ตรงกันข้ามกับกลีบเลี้ยง ก้านเกสรเพศผู้มีต่อม 2 ต่อมติดอยู่กับโคน อับเรณูมี 2 ช่อง ผล กลม หรือ รี กว้างโดยประมาณ 20 มม. ยาวราว 25 มิลลิเมตร มีใบประดับประดาสีเขียวใสติดอยู่ เมื่อแก่จะแตกที่ปลาย เม็ด ออกจะกลม มีเนื้อเหมือนฟองน้ำหุ้มห่ออยู่

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นตามหาดทราย เจอทางภาคใต้ของไทย
คุณประโยชน์ : ราก ใช้บดกินแก้พิษบางจำพวก ดังเช่น พิษที่เกิดขึ้นจากด้านการกินปู หรือ ปลาที่มีพิษ ต้น ยางที่ใช้เป็นยาถูผิวหนังเพื่อกำจัดขน น้ำต้มเปลือกกินเป็นยาถ่าย ใบ ใบอ่อนกินเป็นยาถ่าย เม็ด กินเป็นยาถ่าย แต่ว่าน้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดเป็นพิษ

หน้า: [1] 2 3 ... 9